โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

การปลูกและการดูแลรักษามะยงชิด

รักบ้านเกิด

อัพเดต 01 ธ.ค. 2563 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 07.58 น. • รักบ้านเกิด.คอม

นายจรูญ จวนเจริญ ปัจจุบัน อายุ 62 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 81/1 หมู่10 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก พื้นที่ในการทำการเกษตรทั้งหมด 31 ไร่ ก่อนที่จะมาปลูกมะยงชิดและกะท้อนนั้น เคยทำนามาก่อนแล้วเกิดน้ำท่วมในปี 38 ทำให้ผลผลิตนั้นเสียหายไปมาก กระทั่งได้เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) กับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก และ ธกส. โดยจัดทำแผนการผลิตและขอกู้เงินจาก ธกส. จำนวน 130,000 บาท และปรับพื้นที่นา 10 ไร่ ยกร่องปลูกมะปรางหวานมะยงชิด กระท้อน และเริ่มขยายพันธ์มะยงชิดเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้

Fertilizer/318_1.jpg

สวนมะปรางตาจรูญ มีต้นมะปรางหวานและมะยงชิดประมาณ 300 ต้น มีผลผลิตประมาณปีละ 2 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาสวนมะปรางหวาน มะยงชิด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้บริการความรู้เกี่ยวกับการปลูก การดูแลรักษามะปรางหวานมะยงชิด แก่ผู้ที่สนใจทำให้ทุกวันนี้สวนตา-ยาย แห่งนี้มีรายได้จากการให้บริการ และการจำหน่ายผลผลิต และกิ่งพันธุ์มะปรางหวานมะยงชิดมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งผลผลิตและกิ่งพันธุ์ของที่นี่ ไม่จำเป็นต้องนำไปจำหน่ายที่อื่น เพราะจะมีนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจไปเลือกชม เลือกชิมและเลือกซื้อกันเองถึงสวน ซึ่งในปีนี้มะปรางหวานมะยงชิดของที่นี้จะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

 

ความสามารถโดดเด่นของคุณจรูญ คือเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ด้านการขยายพันธุ์พืช (กระท้อน มะยงชิด) ประดิษฐ์เครื่องห่อกระท้อนแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลิตน้ำหมักชีวภาพ และฮอร์โมนบำรุงพืชต่างๆ น้ำหมักหอยเชอรี่เร่งการเจริญเติบโต จัดระบบสวน ระบบน้ำ ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ บ่อเลี้ยงปลา และศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

 

การทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่เน้นในเรื่องไม้ผลที่เป็นที่นิยมของจังหวัดนครนายก ที่สร้างชื่อเสียง ดังนี้

1. พื้นที่อยู่อาศัย จำนวน 1 ไร่
2. พื้นที่การทำนา จำนวน 12 ไร่
3. พื้นที่การทำไม้ผล มะยงชิด (ยกร่อง) จำนวน 9 ไร่
4. พื้นที่การปลูกกะท้อน และไม้ผลอื่นๆ (ยกร่อง) จำนวน 10 ไร่
 

โดยการปลูกไม้ผลของคุณจรูญนั้นจะเน้นการปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า (พันธุ์มาจากจังหวัดนนทบุรี) แบบยกร่อง และกะท้อนพันธุ์อีล่า และปุยฝ้ายหวานห่อแบบยกร่อง ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะมีการเลี้ยงปลาเบญจพรรณในร่องน้ำและมีจุดกักเก็บน้ำ 1 จุด เป็นบ่อลึกสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 1,600 ลบ.ม. ขุดโดยกรมชลประทานทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปีอีกทั้งหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนนครนายกก็ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้วทั้งที่เป็นที่ลุ่มสร้างความสะดวกสบายให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก

Fertilizer/318_2.jpg

++ มะยงชิด การปลูกมี 2 วิธี 2 สภาพดิน ++
 

การปลูกสภาพดินเหนียวอุ้มน้ำและปุ๋ยดี แนะนำการปลูกในสภาพดินเหนียวก่อน ตัวอย่าง จะต้องปลูกพูนดินแบบหลังเต่า ขุดหลุมกว้าง 30 – 40 เซนติเมตร ลึก 20 – 30 เซนติเมตร ยิ่งใหญ่ก็ดี ใช้ผสมมูลวัวแห้งหลุมละ 10 กิโลกรัม แกลบดิบ 5 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับดินในหลุมให้เข้ากันดีแล้วเอาดินที่คลุกเคล้ากันดีแล้วกลบลงในหลุมให้ตื้นเหลือ 10-15 เซนติเมตร

 

ข้อดีและเทคนิคการปลูกแบบยกร่อง : การปลูกมะปรางหวาน และมะยงชิดแบบยกร่องสามารถควบคุมความชื้นได้ดี โดยช่วงเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม เมื่อถึงต้นฤดูหนาว ก็ระบายน้ำในร่องออกเพื่อให้ดินแห้งเร็ว จากนั้นก็ตัดหญ้ากำจัดวัชพืช ทำพื้นดินให้แห้ง เมื่อกระทบกับอากาศหนาว มะปรางหวาน และมะยงชิดก็จะแทงช่อดอกออกมาให้เห็น ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวของมะปรางหวาน และมะยงชิดนับตั้งแต่วันดอกบานจนถึงผลสุกเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 75 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น

 

การดูแล :ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ สูตร 16-16-16 เดือนละครั้งๆ ละ 1 ช้อนแกง หรือ 20 วันครั้ง ทุกครั้งที่มะยงชิดแตกใบอ่อนต้องป้องกันแมลงทำลายใบอ่อนด้วยสารเคมีหรือสมุนไพร ถ้าเคมีใช้ เอส 85 ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน สมุนไพรห่างกัน 3 วันครั้ง

 

การให้น้ำ :ในระยะแรกปลูก 2-3 เดือน ควรมีการให้น้ำมะปรางให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยให้น้ำวันเว้นวัน เมื่ออายุ 3-6 เดือน ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เว้นแต่ช่วงฝนตกงดการให้น้ำ มะปรางที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งควรมีการให้น้ำ 15-20 วันต่อครั้ง และหากมีแสงแดดในช่วงระยะปลูกใหม่ๆ ควรมีการใช้วัสดุพรางแสงให้ต้นมะปรางด้วยและทุกครั้งที่เห็นมะปรางแตกใบอ่อนใหม่ๆ ช่วงดังกล่าวควรมีการให้น้ำมะปรางอยู่เสมอ ใบมะปรางที่ออกมาชุดใหม่จะมีใบสมบูรณ์ ขนาดของใบค่อนข้างใหญ่และมีการแตกกิ่งก้านยอดใหม่ได้ยาวกว่าการไม่มีการรดน้ำในช่วงดังกล่าว เมื่อฝนทิ้งช่วงอากาศร้อนต้องให้น้ำทุกวัน พร้อมทั้งฉีดพ่นยากำจัดเชื้อราเป็นระยะเวลา 3 ปี ติดผล สำหรับมะปรางที่ให้ผลผลิตแล้วการให้น้ำมะปรางมีผลต่อการติดดอกออกผลและคุณภาพของผลมะปรางมาก โดยทั่วๆ ไปแล้วมะปรางจะเริ่มออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน - เดือนธันวาคม ก่อนที่มะปรางจะออกดอกติดผล 2-3 เดือน ควรงดการให้น้ำมะปรางเพื่อให้มะปรางสะสมอาหารพร้อมที่จะออกดอกได้ดี ช่วงดังกล่าวถ้ามีการให้น้ำอยู่เสมอมะปรางจะแตกใบอ่อนไม่มีการออกดอกติดผลหลังจากมะปรางออกดอกติดผลแล้ว ควรมีการให้น้ำมะปรางเป็นระยะ โดยให้น้ำมะปรางครั้งละน้อยๆ ก่อน เพื่อให้ต้นมะปรางปรับตัวได้ดี ไม่ควรให้น้ำเป็นปริมาณมากพอทันทีทันใดมะปรางปรับตัวไม่ทันผลร่วงหมด

Fertilizer/318_3.jpg

สำหรับสวนตาจรูญ จะแบ่งระยะการดูแลเป็น 3 ระยะ ระยะละ 4 เดือน ครบ 1 ปีพอดี รวมค่าใช้จ่ายในการดูแล 36,500 บาทต่อปี ทุกระยะมีเวลาจะเสริมด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพสกัดจากตัวหอยเชอรี่, ปลาและพืชผักผลไม้ตลอดเวลาที่ว่าง โดยพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมี การดูแลมะยงชิดของตาจรูญจะเริ่มตั้งแต่หลังจากเก็บผลผลิตหลังเดือนมีนาคมเสร็จ คือตั้งแต่เมษายนถึงพฤษภาคม จะเริ่มตัดแต่งกิ่งมะยงชิดให้เสร็จ จากนั้นก็ลงปุ๋ยคอกบำรุงต้นและผล ต่อมาในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคมก็จะเริ่มใส่ปุ๋ยเคมีเดือนละ 1 ครั้ง การให้ปุ๋ยทางใบจากการหมักปลาก็ต้องให้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมหลังจากที่ตัดแต่งกิ่งเรียบร้อยแล้ว และอีกหนึ่งครั้งในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมเป็นการดูแลรักษา ในช่วงฝนเดือนกันยายนถึงตุลาคมก็ต้องมีการระบายน้ำเข้าสู่ร่องน้ำแล้วเสริมด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ไปกับน้ำที่ระบายเข้าสู่ร่องน้ำด้วย

 

ระยะที่ 1 ตั้งแต่เก็บผลผลิตหมด คือ สิ้นเดือนมีนาคม พอขึ้นต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ระยะนี้เป็นระยะบำรุงต้นให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยปุ๋ยคอก(ขี้วัว) 500 กระสอบ (ราคากระสอบละ 15-16 บาท) น้ำหนัก 7,500 กิโลกรัม (ราคากิโลกรัมละ 1 บาท) เป็นเงิน 7,500 บาท เสริมรากด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 จำนวน 350 กิโลกรัม เป็นเงินประมาณ 5,000 บาท แล้วเสริมด้วยปุ๋ยน้ำอินทรีย์ชีวภาพ

 

ระยะที่ 2 ระยะสะสมอาหารเพื่อการออกดอก นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม – สิ้นเดือนพฤศจิกายนรวม 4 เดือน ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 จำนวน 10 กระสอบ (500 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,500 บาท) เสริมด้วยปุ๋ยน้ำอินทรีย์ชีวภาพจากไข่หอยเชอรี่ ฉีดให้ทางใบเพื่อเป็นฮอร์โมนให้พลังงานแก่ไม้ผลก่อนออกดอก

 

ระยะที่ 3ระยะติดดอก 4 เดือน นับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมถึงสิ้นเดือนมีนาคม เก็บผลขายหมดพอดีใช้ปุ๋ยคอกขี้วัว 50 กระสอบ 7,500 กิโลกรัม (กิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท) เสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 จำนวน 10 กระสอบ 500 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,000 บาท ใช้เพื่อเร่งให้เนื้อแน่นเพิ่มความหวานอร่อย

 

Fertilizer/318_4.jpg

++ การป้องกันเชื้อราเข้าไปทำลายต้นมะยงชิดn ++
 

คุณตาจรูญ จวนเจริญ เกษตรกรมีความเชียวชาญของเกษตรกร เกษตรกรด้านไม้ผล (มะยงชิดและกะท้อนหวานห่อ) ได้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลต้นมะยงชิดในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่มีฝนตกชุก ได้บอกว่า เมื่อฝนตก การที่เกษตรกรได้ทำการตัดแต่งต้นมะยงชิดนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อต้นพืชเช่นเดียวกัน เพราะจะมีเชื้อโรคหรือเชื้อราที่สามารถเข้าไปทำลายต้นมะยงชิดได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลอย่างดี

 

คุณตาจรูญ ได้ศึกษาวิธีการดูแลรักษาต้นมะยงชิดหลายรูปแบบ จนมาหยุดอยู่ที่การดูแลต้นมะยงชิดด้วยวิธีง่ายๆ หลังจากที่เกษตรกรตัดแต่งกิ่งต้นมะยงชิดแล้วก็ ให้นำสีน้ำมันมาทาบริเวณที่ตัดกิ่งออกไป เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าไปทำลายต้น ยิ่งช่วงฝนตกนั้นต้องระมัดระวังเชื้อราที่เข้าไปทำลายกิ่งก้าน และลำต้นของมะยงชิดด้วย เป็นการป้องกันแบบง่ายๆและได้ผลอย่างดีด้วย

เรื่องโดย : www.rakbankerd.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...