โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ความดีงามไม่มีวันสูญหาย : 23 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงในใจคนทั้งโลก

The MATTER

เผยแพร่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 04.00 น. • Thinkers

เมื่อเวลา 00.23 วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1997 ปารีส ประเทศฝรั่งเศส รถเมอร์ซีเดส S-280 ซึ่งมีผู้โดยสารบนรถ 4 คนขับออกจากโรงแรมริทซ์ เสียหลักพุ่งชนเสากั้นเลนส์ในอุโมงค์ใต้สะพานเอลม่าก่อนแฉลบไปชนเข้ากับกำแพงฝั่งขวามืออย่างรุนแรง จุดเกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากหอไอเฟล โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ขับตามมาเป็นช่างภาพปาปารัสซี่ได้เห็นภาพสุดสะพรึงดังกล่าว

มันกลายเป็นอุบัติเหตุที่จะกลายเป็นข่าวใหญ่ของโลกในเวลาต่อมา เพราะผู้โดยสารบนรถคันนั้น ประกอบด้วยโดดี่ ฟาเยด (Dodi Fayed) เศรษฐีหนุ่ม เฮนรี่ พอล (Henry Paul) คนขับรถของโรงแรม ทั้งสองเสียชีวิตคาจุดเกิดเหตุ ส่วนเทรเวอร์ รีส์ โจนส์ (Trevor Rees Jones) บอดี้การ์ดได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะแต่รอดชีวิตมาได้

ผู้โดยสารคนที่ 4 คือ เจ้าหญิงไดอาน่า อดีตคนรักของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (The Prince Charles) มงกุฎราชกุมารลำดับที่ 1 ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Elizabeth II) แห่งราชวงศ์วินเซอร์ สหราชอาณาจักร หลังเกิดอุบัติเหตุเจ้าหญิงไดอาน่าบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล ใช้เวลายื้อชีวิตหลายชั่วโมง แต่เพราะมีเลือดออกภายในอกและปอดอย่างมาก ในที่สุดเจ้าหญิงก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาตี 4 ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้น

พลันที่ข่าวปรากฏออกโลกทั้งใบก็อยู่ในความเศร้าสร้อย คนในสหราชอาณาจักรแห่กันออกมาไว้อาลัยที่พระราชวังเคนซิงทัน อดีตที่ประทับของเจ้าหญิง โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีจากพรรคแรงงานซึ่งพึ่งดำรงตำแหน่งมาด ๆ ได้ออกแถลงการณ์เรียกเจ้าหญิงไดอาน่าว่า ‘เจ้าหญิงของปวงชน’

ในวันที่ร่างเธอถูกฝังในวันที่ 6 กันยายน ดาราบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากทั่วทุกมุมโลกต่างเดินทางมาที่มหาวิหารเวสมินเตอร์ ด้านนอกมีคนแห่มาร่วมงานอีกเป็นจำนวนมาก คาดการณ์ว่ามีคนทั่วโลกร่วมชมพิธีดังกล่าวถึง 2.5 พันล้านคน

ทั้งโลกร่วมร้องไห้อาลัย

กับการจากไปของเจ้าหญิงองค์นี้

ใครคือเจ้าหญิงไดอาน่า

ไดอาน่า ฟรานซิส สเปนเซอร์ (Diana Frances Spencer) เกิดที่เมืองนอร์ฟอล์ก พ่อกับแม่ล้วนมีเชื้อสายขุนนางรับใช้ราชวงศ์มาหลายชั่วคน มีฐานะมั่นคง แต่ชีวิตของไดอาน่าต้องเจอกับการหย่าร้างของพ่อแม่ในวัยเยาว์ ถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อแย่งตัวลูก ไดอาน่าและพี่น้องมีปัญหากับภรรยาใหม่ของพ่อมาก ปัญหาเหล่านี้มีผลต่อเธอเป็นอย่างยิ่ง ไดอาน่าเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในลอนดอน และเป็นผู้ช่วยพยาบาล มีชีวิตไม่วุ่นวายหรูหรา มีเพื่อนสนิทไม่กี่คน ใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวทั่วๆ ไป

หญิงสาวได้พบกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1977 ที่บ้านของตระกูลสเปนเซอร์ ขณะนั้นเจ้าชายทรงมาร่วมปาร์ตี้ที่พี่สาวคนโตของไดอาน่าจัดขึ้น ตอนพบกันครั้งแรก เธอบอกกับเพื่อนว่าจะแต่งงานกับเจ้าชายในสักวัน เพราะคาดว่าถ้าแต่งกันแล้วเจ้าชายจะไม่มีวันยอมหย่าร้างอย่างแน่นอน แต่กว่าทั้งคู่จะมาพบหน้ากันก็ใช้เวลาอีกถึง 2 ปี และพบหน้ากันเพียง 13 ครั้งเท่านั้น จึงตกลงหมั้นหมาย โดยเจ้าชายมีพระชนม์มายุมากกว่าไดอาน่า 13 ปี

พิธีอภิเษกสมรสเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1981 เลดี้ไดอาน่า สเปนเซอร์ วัย 20 ปีสวมชุดเจ้าสาวสีขาวราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย สื่อโทรทัศน์จับภาพเหตุการณ์สุดอลังการ ประเมินกันว่ามีคนรับชมพิธีนี้ทั่วโลกกว่า 750 ล้านคน หลายปีต่อมาเจ้าชายและเจ้าหญิงมีโอรส 2 พระองค์คือเจ้าชายวิลเลี่ยม (Prince William) และเจ้าชายแฮร์รี่ (Prince Harry)

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงไดอาน่าทรงงานการกุศลหลายอย่าง ทั้งเรื่องวิกฤตโรคเอดส์ พระองค์ทรงจับมือกับผู้ป่วยโรคเอดส์ และพยายามอย่างหนักในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้ป่วยโรคนี้ในสายตาของสังคม หรือการจัดการทุ่นระเบิดในแองโกลา การวางตัวที่ดูเป็นกันเองกับประชาชน โดยเฉพาะกับเด็กๆ การทรงงานอย่างจริงจัง นั่นทำให้เจ้าหญิงไดอาน่ากลายเป็นขวัญใจไม่เพียงแต่ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกอีกด้วย

 

ความจริงที่ไม่เป็นดั่งเทพนิยาย

อย่างไรก็ดีชีวิตสมรสของเจ้าชายเจ้าหญิงกลับไม่ได้เหมือนดั่งในเทพนิยายที่หลายคนใฝ่ฝัน ความงามของเจ้าหญิงไดอาน่าบดบังรัศมีของเจ้าชายเสียหมด การเปิดตัวแสดงความรู้สึกเป็นกันเองนำมาสู่ความแปลกแยกในหมู่เชื้อพระวงศ์ที่มักวางตัวนิ่งไม่แสดงอารมณ์

หลายฝ่ายชี้ว่าทั้งสองพระองค์ไม่น่าจะครองคู่กันได้เลย เพราะต่างก็มีปัญหาในวัยเด็กทั้งคู่ เจ้าหญิงไดอาน่ามีวัยเด็กที่จมอยู่กับการหย่าร้าง ขณะที่มงกุฎราชกุมารอันดับ 1 หว่าเหว่กับชีวิตที่มีแม่เป็นประมุขของประเทศ และพ่อที่ไม่เคยพอใจเขาไปแทบทุกเรื่อง ความเจ็บปวดในวัยเด็กทำให้ทั้งสองต่างต้องการได้รับการยอมรับนับถือจากสาธารณชน เพียงแค่ว่าเจ้าหญิงไดอาน่าทำได้ดีกว่ามาก ประชาชนสนใจมากกว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งทรงต้องการให้สาธารณชนสนใจต่อตัวเองเช่นกัน นั่นทำให้ทั้งสองครองคู่และต้องแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความตึงเครียดที่เริ่มมีมากขึ้น เจ้าหญิงไดอาน่าป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและไม่ค่อยอยากอาหาร การตกอยู่ใต้ความสนใจของสังคมและสื่อ นำมาซึ่งความเหนื่อยล้า

ยิ่งความสัมพันธ์ความรักเริ่มจืดจาง

ทุกอย่างก็คล้ายภูเขาไฟที่รอวันปะทุ

ในที่สุดวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ.1992 จอห์น เมเจอร์ (John Major) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในขณะนั้นได้แถลงข่าวว่าเจ้าชายกับเจ้าหญิงทรงแยกกันอยู่ พลันที่ประกาศออกไปมันได้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมและโลกใบนี้อย่างมาก

สื่อมวลชนพยายามแคะหาเหตุผลข่าววงในจนพบว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงมีความสัมพันธ์กับคามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์ (Camilla Parker Bowles) อดีตคนรักเก่า ซึ่งในหมู่ราชวงศ์ต่างรู้ดีว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ไม่เคยหยุดรักคามิลลาเลย แม้กระทั่งจะแต่งงานกับเจ้าหญิงไดอาน่าแล้วก็ตาม

“ข้าพเจ้าคิดว่าการแต่งงานนั้น มันจะต้องพิเศษสุดเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อคุณมาจากครอบครัวที่หย่าร่างกันเหมือนข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องทุ่มเทอย่างมากเพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดียวกับที่เกิดในครอบครัวของข้าพเจ้าอีก”

การแยกกันอยู่ ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงต่างมีรักใหม่กลายเป็นประเด็นข่าวที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีเจ้าหญิงไดอาน่ายังคงทรงงานอย่างต่อเนื่องและปรากฏตัวเป็นที่จับจ้องของสื่อมวลชนตลอดเวลา รัศมีแห่งการเป็นเซเลบผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น ทำให้เธอตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับบีบีซี และนำไปสู่การเปิดเปลือยตัวตน โจมตีราชวงศ์ แสดงความเห็นว่าพระสวามีไม่เหมาะจะเป็นกษัตริย์ รวมถึงการพูดถึงความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด

“เมื่อมีคน 3 คนอยู่ในชีวิตแต่งงาน

มันจึงอึดอัดมาก”

การสัมภาษณ์ครั้งนั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชดำริให้ทั้งสองหย่าขาดกันทันที ในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1996 เหลือคงสถานะไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ แต่สูญเสียอิสริยยศอื่น ๆ ไป อย่างไรก็ดีความศรัทธาความรักที่ประชาชนมอบให้เจ้าหญิงยังคงอยู่ต่อไป พระองค์ยังคงทรงงานสาธารณะประโยชน์ตามปกติ ทรงสานต่องานที่ทำมาตั้งแต่ยังทรงครองรัก โดยก็มีความสัมพันธ์กับชายอื่นอันเป็นเรื่องปกติ  (ก่อนเกิดอุบัติเหตุเจ้าหญิงคบหาอยู่กับโดดี้ ฟาเยด) และด้วยความเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวย แต่งกายทันสมัย เป็นคนเข้าถึงง่าย พระองค์จึงอยู่ในความสนใจของสังคม ซึ่งนั่นทำให้สื่อมวลชนต่างนำเสนอข่าวพระองค์อยู่เป็นประจำ

จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต

 

เหยื่ออันโอชะของสื่อมวลชน

วันที่เจ้าหญิงไดอาน่าเข้าร่วมพิธีอภิเษกสมรสนั้น สื่อมวลชนต่างพบว่าพระองค์มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ นั่นก็คือการมีพระสิริโฉมงดงาม แถมขณะทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ยังมีความสามารถในการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ดีกว่าเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ด้วยออร่าและความเฉิดฉายของเจ้าหญิง ทำให้สื่อและสังคมตระหนักว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรมากไปกว่าจะเป็นเพียงแค่พระมเหสีของกษัตริย์องค์ต่อไป ใบหน้าที่ทรงขึ้นกล้อง ทำให้สาธารณชนต่างติดตามเป็นแฟนคลับของเจ้าหญิงเป็นอย่างมาก นั่นทำให้เจ้าหญิงไดอาน่าถือเป็นบุคคลที่โด่งดังที่สุดในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดีนั่นก็เหมือนดาบสองคม พอสังคมสนใจมากจนเข้าข่ายหมกมุ่น ทำให้สื่อมวลชนต้องตามติดเจ้าหญิงตลอดเวลา หลังการหย่าร้าง ภาพถ่ายของเจ้าหญิงไดอาน่ามีราคาถึง 5 แสนปอนด์ โดยในช่วงที่มีปาปารัสซี่ถ่ายภาพพระองค์กับโดดี ฟาเยดได้ ภาพดังกล่าวถูกซื้อไปในราคาถึง 1 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ช่วงนั้นวงการปาปารัสซี่จึงมีคำเรียกเจ้าหญิงไดอาน่าว่า ‘เจ้าหญิงแห่งการขาย’ เพราะมีภาพเธอเมื่อไหร่ หนังสือพิมพ์ขายดีเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขั้นล่วงล้ำการใช้ชีวิตส่วนตัว จนต้องฟ้องสื่ออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจฉุดรั้งสื่อมวลชนจากการถ่ายภาพเจ้าหญิงได้จนถึงวันที่เสียชีวิต

การสิ้นพระชนม์ ความเจ็บปวดและการปรับตัวของสถาบัน

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่านั้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังสาธารณชนเห็นว่าพระองค์ไม่ยอมแสดงอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับประชาชนคนในชาติ ทั้งที่พระองค์ต้องการให้โอรสทั้งสองของเจ้าหญิงไดอาน่าหลบไปอยู่ต่างเมือง เพื่อบรรเทาความโศกเศร้าของการจากไปของพระมารดา และทรงคิดว่าการเป็นประมุขของรัฐนั้นไม่ควรแสดงอารมณ์ความรู้สึกพร่ำเพรื่อ แต่ต้องแสดงความมั่นคงเรียบเฉยในฐานะเสาหลักของแผ่นดิน

สิ่งเหล่านี้กลับทำให้สังคมไม่พอใจ นับเป็นการเผชิญกับวิกฤติความเปลี่ยนแปลง ถือเป็นครั้งหนึ่งที่ประมุขของรัฐประเมินอารมณ์ของประชาชนผิดพลาดจนต้องทำการปรับตัวเองกันครั้งใหญ่ ทั้งการแสดงพระราชดำรัสแสดงความเสียใจ ยอมลดธงลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัย ยอมพาเชื้อพระวงศ์กลับมาที่เมืองหลวง เพื่อรับรู้อารมณ์ของมวลชน และเข้าร่วมพิธีฝังพระศพท่ามกลางเหล่าคนดังนักร้องศิลปินเซเลบจำนวนมาก

การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่านั้นเป็นอะไรที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรสามารถปรับตัวไปตามกระแสสังคมได้อย่างลงตัวด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้บาดแผลในความทรงจำของเชื้อพระวงศ์ยังคงได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุวันนั้นอยู่เสมอ เพียงแต่อาจจะมีการพูดกล่าวถึงน้อยมาก มีเพียงเจ้าชายแฮร์รี่ โอรสคนเล็กของเจ้าหญิง ซึ่งขณะเกิดเรื่องมีพระชนมายุ 12 ปีได้เล่าว่าการสิ้นพระชนม์ของพระมารดานั้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจตัวเองอย่างมาก จนต้องปิดกั้นตัวเองกับเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปี แม้เจ้าชายวิลเลี่ยมพระเชษฐาพยายามจะช่วยเหลือร้องขอให้เข้ารับการรักษา แต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่ทำให้พระองค์มีความกังวลเสมอยามเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญอยู่ตลอดเวลา

“ในช่วงที่พระมารดาสิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าต้องเดินไปบนทางทอดยาวใกล้กับร่างของพระมารดา ล้อมรอบไปด้วยคนนับพันที่จ้องมองข้าพเจ้า แถมยังมีคนอีกนับล้านจ้องข้าพเจ้าเช่นกันผ่านโทรทัศน์ ไม่คิดเลยว่าจะมีเด็กคนไหนควรโดนแบบนี้”

“ข้าพเจ้าหวังว่าสิ่งแบบนี้

จะไม่เกิดขึ้นอีกในปัจจุบัน”

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิง สหราชอาณาจักรปรับปรุงกฎหมาย ห้ามถ่ายภาพบุคคลในที่พักส่วนตัว หรือสถานที่ส่วนบุคคล แม้จะไม่อาจปกป้องคนมีชื่อเสียงจากความเป็นส่วนตัวได้ทั้งหมด แต่เราก็แทบไม่เห็นกรณีไล่ล่าถ่ายภาพอย่างเป็นเอาตายแบบเจ้าหญิงไดอาน่าอีกแล้วในปัจจุบันนี้

 

บทสรุป

ผ่านไปแล้ว 23 ปีแล้วกับการสิ้นพระชนม์อย่างน่าเศร้า ชีวิตของเจ้าหญิงผู้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ภาพฝันอันงดงามในหน้าฉาก กลับลงท้ายเป็นฝันร้ายในชีวิตจริง  แต่แม้จะมีชีวิตที่ยากลำบาก พระองค์ก็พยายามอย่างเต็มที่กับภาระสำคัญควบคู่ไปกับการใช้ชีวิต จนเป็นเจ้าหญิงตราตรึงในใจคนทั้งโลก

แม้จะมีพระชนม์ชีพที่แสนสั้น แต่คุณงามความดีของพระองค์ยังคงอยู่ไม่สูญหาย นั่นทำให้เรื่องราวของเจ้าหญิงของประชาชน เป็นสมญานามที่คู่ควรอย่างยิ่ง น่าเสียดายเพียงแค่ว่าโลกใบนี้ได้ชื่นชมเรื่องราวและความงดงามของพระองค์น้อยเกินไป… เท่านั้น…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...