5 ปีรัฐประหาร 1,826 วัน "ชีวิตใหม่" ในยุค คสช.
วันนั้น เป็นวันพฤหัสบดี
เวลา 16.30 น.
ปฏิทินบอกวันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศโค่นล้มรัฐบาลรักษาการของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล หลังสถานการณ์ร้อนแรงที่เริ่มต้นจากการคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในช่วงปลายปี 2556
หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหก คือ จำนวนของวันบนปฏิทินนับแต่วันรัฐประหารจนถึง 22 พฤษภาคม 2562
วาทกรรม“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” มาพร้อมบทเพลงปลอบประโลมหัวใจซึ่งในวันนี้เวลาโบยบินไปถึงครึ่งทศวรรษ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เกิดเรื่องราว เหตุการณ์ สถานการณ์ และปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย กระทั่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐประหารล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจธรรมดา หากแต่เป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จัดระเบียบประเทศให้เข้ารูปเข้ารอยในนิยามของคนกลุ่มหนึ่ง
ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน สวมเสื้อสีใด คนไทยก็ล้วนมี “ชีวิตใหม่” ที่ไม่เหมือนเดิม
คุณทำอะไรใน วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ?
เหมือนทุกๆ ปีที่ครบรอบ ตั้งแต่ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ปีที่ 4 และปีที่ 5
คำตอบของคำถามที่ว่า“คุณทำอะไรในวันรัฐประหาร 57?” ถูกเผยแพร่มากมายในโลกออนไลน์จนแทบจะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติ
ในปีนี้“เต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ในฐานะ “คนเสื้อแดง” ย้อนเล่นเหตุการณ์ในวันนั้น ว่าถูกมัดมือเอาผ้าคลุมหัวออกจากสโมสรทหารบก
“22 พฤษภาคม 2557 ผมออกจากเวทีถนนอักษะพร้อมเพื่อนแกนนำ นปช. เพื่อเตรียมตัวไปเจรจาร่วมกับทุกฝ่ายที่สโมสรทหารบกอีกครั้ง ก่อนถึงเวลานัดหมายเราแวะกินข้าวที่ร้านอาหารแถวเกษตร-นวมินทร์ ระหว่างนั้นผมได้รับการติดต่อจากข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่ง บอกว่ามีคำสั่งเตรียมเฮลิคอปเตอร์ ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจะยึดอำนาจและควบคุมตัวทันที
ทุกคนบนโต๊ะอาหารเห็นตรงกันว่าการเจรจาคือการหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี การต่อสู้ของประชาชนเป็นเรื่องที่มีเกียรติ เราปฏิเสธวิถีทางนี้ไม่ได้ และเชื่อว่าทุกฝ่ายก็ควรมีเกียรติที่จะรักษาสัจจะในวงเจรจา
ไปถึงสโมสรทหารบกพบบรรยากาศแปลกแปร่งกว่าวันแรก มีการเรียกเก็บอุปกรณ์สื่อสาร กำลังทหารก็ดูคึกคักแข็งขันเหมือนเตรียมการจะทำศึกใหญ่ ในใจรู้สึกแต่ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป
ในห้องประชุมยังหาข้อสรุปไม่ได้ แยกวงเจรจาเฉพาะ นปช.กับ กปปส. เจอข้อเสนอของนายสุเทพซึ่งพูดอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ผมเป็นคนตอบไปว่าเรารับไม่ได้ สิ่งนั้นไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย…”
ณัฐวุฒิ ยังเล่าถึงคำตอบของ“ชัยเกษม นิติสิริ” ตัวแทนรัฐบาลซึ่งเข้าอยู่ในที่ประชุมใหญ่ ว่า
“โดยกฎหมายลาออกไม่ได้”
นำมาสู่การประกาศยึดอำนาจในทันที
จากนั้น นปช.ถูกพาตัวขึ้นรถในสภาพถูกมัดมือ เอาผ้าคลุมหัว แล้วไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ต่อด้วยรถบรรทุกทหาร กระทั่งถึงจุดหมายคือห้องเก็บเครื่องมือแท็งก์ประปา ได้กินข้าวกล่อง มีพัดเก่าๆ ถูกพาไปอาบน้ำในห้องที่ไม่มีประตู ก่อนนอนหลับลงไปด้วยความอ่อนเพลีย จนรุ่งเช้าราว 11 โมง ได้ยินเสียงไขกุญแจ มีคนบอกว่า
“เชิญครับ จะพาไปอยู่ที่ใหม่ น่าจะดีกว่านี้”
ในวันนี้ เจ้าตัวยังคงตั้งคำถามว่า “เขาบอกผมว่าไปเจรจา แท้จริงคือการวางแผนยึดอำนาจ
5 ปีมาแล้วเช่นกันที่เขาบอกว่าจะอยู่ไม่นาน และตั้งใจมาปฏิรูปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่แท้จริงเป็นเช่นไร?”
ไม่เพียงผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกควบคุมตัว สื่อมวลชนอย่างวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไทยบีพีเอส ก็ถูกรวบไปเข้าค่ายทหารจากการ “รายงานสด” ข่าวการทำรัฐประหารซึ่งถูกระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่ง คสช.
4 ปีต่อมา วันชัย ยังต้องลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวพีพีทีวี โดยเจ้าตัวระบุชัดว่า
“ถูกทหารบีบให้ลาออก…เพราะเสนอข่าววิจารณ์รัฐบาลเผด็จการ”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างของบุคคลอีกหลายรายที่ถูกทำยึดยื้ออิสรภาพของตัวเองในวันประวัติศาสตร์เมื่อ 5 ปีก่อน
จิบไปคุยไป กาแฟถ้วยใหญ่ ในนาม “ปรับทัศนคติ”
กาแฟดีๆ สักแก้ว อาจเป็นสิ่งสุนทรีย์ของชีวิตมนุษย์ปกติ แต่ไม่ใช้สำหรับใครบางคนบนเส้นทางหลังรัฐประหาร เมื่อ คสช.อำนาจตามกฎอัยการศึกออกคำสั่งเรียกให้บุคคลสำคัญ ทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจชื่อดังเข้าไปพูดคุยในค่ายทหาร จนถึงนักข่าวอีกทั้งประชาชนคนธรรมดาที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช. ไปจนถึงแกนนำชาวบ้านในพื้นที่พิพาทต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวนโยบายของรัฐบาลนี้ เริ่มจากการชวนจิบกาแฟ จนจูงมือเข้าค่ายทหาร บ้างก็โทรหาล่วงหน้า บ้างก็แวะไปหาด้วยฮัมวี่คันใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว
แม้แต่นักวิชาการรุ่นใหญ่ อย่าง ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ รั้วธรรมศาสตร์ ซึ่งโดนทหาร 4 รายขับฮัมวี่ไปทักทายถึงบ้านย่านบางกรวยในช่วงปลายปี 2559 แต่บังเอิญไปต่างจังหวัด ทหารแจ้งภรรยาว่าต่อไปจะมาหาอีกทุกวันที่ 15 ของเดือน อีกทั้งถ่ายภาพหน้าบ้านไปตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ผลกระทบที่ตามมาเพิ่มเติมคือต้องทำหนังสือขออนุญาต คสช.ทุกครั้งเมื่อจะเดินทางออกนอกประเทศ
โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” ระบุว่า มีผู้คนจากหลายบทบาทและภูมิหลังที่ประสบชะตากรรมร่วมกัน คือ การถูกพาเข้าไป “ปรับทัศนคติ” ในค่าย โดยบางรายยาวนานถึง 7 วัน สถานการณ์เช่นนี้ ดำเนินไปกว่า 3 ปี
ไอลอว์เปิดเผยประสบการณ์ของ “นัท” นักศึกษา ปวส.ด้านคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง ซึ่งเล่าว่า ถูกเจ้าหน้าที่แผงตัวเป็น “คนส่งพิซซ่า” มาเคาะประตูบ้านก่อนทำการจับกุมตัว บรรยากาศช่วงที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารซึ่งเขาต้องตอบคำถามซ้ำๆ ซากในคำถามที่ตัวเขาไม่มีคำตอบ และ “เหมือนจะทำให้เขาเป็นบ้า”
กรณีเช่นนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้อำนาจพิเศษของ คสช.เป็นส่วนหนึ่งของการนำตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมว่าเป็นการใช้อำนาจที่มีความจำเป็นหรือเป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมตามปกติก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาอยู่แล้ว
จัดรูปประเทศใหม่ กับมหา”ลัย (ที่) ไม่ใช่ค่ายทหาร
ในรัฐบาล คสช. ซึ่งมีผู้นำคืออดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด รายล้อมด้วยรัฐมนตรีที่มาจากค่ายทหารอันเป็นระบบระเบียบ แนวคิดที่ต่างออกไป อาจถูกมองเป็นความไม่มั่นคง ปลอดภัย ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยกล่าวในทำนองว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยบางส่วนสอนให้นิสิตนักศึกษาต่อต้านอำนาจรัฐ นำไปสู่การออกแถลงการณ์ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร โดยนักวิชาการ 8 ราย สุดท้ายโดนดำเนินคดีตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ฐานชุมนุมทางการเมือง เกิน 5 คน แต่ต่อมา ก็เป็นอันยุติไปด้วยการเข้าพูดคุยกับนายทหารโดย “กฤษณ์พชร โสมณวัต” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผลกระทบจากการรัฐประหารที่มีต่อการศึกษาไทยนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งที่สถาบันการศึกษาเจอคือหลักสูตรหรือวิชาที่ชี้ให้เห็นถึงคุณูปการของกองทัพ ให้เราซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยม รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเครือข่ายอำนาจจารีตต้องการให้เป็น เพื่อให้เกิดความร่วมมือ คล้ายๆ กับ “ความปรารถนาของเครือข่ายชนชั้นนำจารีตที่จะจัดทัพหรือสังคมไทยใหม่อีกครั้ง”
“หากพูดภาษามาร์กซิสต์แบบหยาบๆ กลไกรัฐประกอบด้วย 2 ส่วนคือ กลไกในการกดขี่และกลไกรัฐเชิงอุดมการณ์ ซึ่งกลไกอย่างหลังนี้หมายรวมถึงสถาบันครอบครัว สถาบันทางสังคม คณะสงฆ์ สื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษา ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ในช่วงเวลานี้ ผู้ที่อยู่ในอำนาจรัฐตอนนี้พยายามใช้กลไกรัฐ โดยเฉพาะด้านกดกขี่ซึ่งใช้อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่อาศัยกลไกเชิงอุดมการณ์ได้เต็มสูบเหมือนกัน เดี๋ยวก็จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
ความเห็นข้างต้น สอดคล้องกับสุนทรพจน์อันลือลั่นของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในหัวข้อ“ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เนื่องในวันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งย้อนไปถึงวาทกรรม “คนดี” ก่อนเข้าสู่ประเด็นการช่วงชิงระหว่างความคิด 2 กระแส
ความตอนหนึ่งว่า
“…น่าสนใจมากก็คือ เมื่อมองจากบริบทที่ห้อมล้อมเหตุการณ์ในปี 2557 เราจะพบว่าความเป็นคนดีหรือคนไม่ดีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้น มีลักษณะสอดประสานกับฐานะทางชนชั้นของแต่ละฝ่ายอย่างแยกไม่ออก แถวหน้าสุดของกลุ่ม “คนดี” มักจะหมายถึงคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีการศึกษาสูง ส่วน “คนไม่ดี” ส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท หรือคนชั้นกลางชั้นล่างในเมือง ซึ่งส่วนมากมีการศึกษาน้อยกว่าและมีรายได้ค่อนไปในทางต่ำ
แล้วทำไมในกรณีของประเทศไทย ความแตกต่างทางความคิดจึงนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองสลับไปมา?
สังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิง (Contested Area) ระหว่างความคิดสองกระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่องกาละ ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่องเทศะ และทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน
ในเมื่อผู้ปกครองในอุดมคติไม่ใช่หากันได้ง่ายๆ เรามีทางเลือกอะไรเหลือบ้างในการแก้ปัญหานี้?
ที่ผ่านมาเราเคยใช้วิธีเลือกตั้ง เพราะคิดว่าถ้าเลือกผิดก็เลือกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบที่สามารถลงโทษผู้ปกครองที่ออกนอกลู่นอกทาง กระทั่งเอาลงจากตำแหน่งได้
*แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนจำนวนหนึ่งมาบอกว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้ นัยเรื่องความเป็นคนดีคนไม่ดีของเขาบ่งชัดว่าบ้านนี้เมืองนี้มีคนที่ควรทำหน้าที่เป็นชนชั้นปกครองอย่างถาวร และมีคนที่ควรถูกปกครองหรือถูกควบคุมความประพฤติอย่างถาวรเช่นกัน…” *
ความเป็นคนดี คนไม่ดี คนรักชาติ คนชังชาติ ได้รับความสำคัญอย่างมากในรัฐบาลนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบ่อยครั้งให้คนไทยศึกษาความเป็นมาและรากเหง้าของตน ถึงขนาดสั่งการให้จัดทำหนังสือ“ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ฉบับกรมศิลปากรซึ่งต่อมาโดนนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาอย่างหนักหน่วง ยังไม่นับเพลงปลุกใจทั้งสไตล์ฮึกเหิมและหวานซึ้งที่ “บิ๊กตู่” บรรจงคัดกรองถ้อยคำจากใจให้คนไทยได้รับฟังกันทั้งประเทศนอกเหนือจากรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” และ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่ชมกันอย่างจุใจเป็นประจำ
เพลงแปลง กลอนแซะ ภาพล้อ “คสช.ไม่ถูกใจสิ่งนี้”
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ผุดขึ้นจากภาคประชาชนซึ่งเห็นอย่างเด่นชัดคือ การชุมนุมอันสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ก่อเกิดดาวชุมนุมทั้งหญิง ชาย และผู้หลากหลายทางเพศ อีกทั้งนางฟ้าประชาธิปไตย นิสิต นักศึกษา ประชาชน อาทิ จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, รังสิมันต์ โรม, เพนกวิน หรือ พริษฐ์ ชิวารักษ์, โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา, บอล-ธนวัฒน์ วงค์ไชย ทนายอานนท์ นำภา ลูกเกด-ชลธิชา แจ้งเร็ว และเอกชัย หงส์กังวาน และอื่นๆ อีกมากมายที่ขยันเดินสายจัดกิจกรรมต่างๆ นานา จนต้องเข้า สน.รอพิมพ์ลายนิ้วมือหลายต่อหลายหน
แยกราชประสงค์ ลานหน้าหอศิลป์ กทม. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และถนนราชดำเนิน กลายเป็นพิกัดนัดพบของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
ในห้วงเวลานี้ งานศิลปะหลากแขนงยังถูกนำมาใช้ในการสื่อสาร เสียดสี ยั่วล้อ ผู้คนบางส่วนหันมาร่ายบทกวีที่เคยหลงลืม ศิลปินกราฟฟิตี้ออกจากสตูดิโอไปพ่น“นาฬิกาบิ๊กป้อม” จนเป็นที่ฮือฮา การ์ตูน“ยุทธ์ น็อคคิโอ” โผล่ในโลกออนไลน์ เช่นเดียวกับเพจแซะการเมืองอย่างแสบคัน อาทิ ไข่แมว และมานีมีแชร์ คลิกไปดูในยูทูบยังมีเพลงแปลงพร้อมมิวสิกวิดีโอที่มี ทั้งคนขำและคนไม่ขำ ยังไม่นับปรากฏการณ์ประเทศกูมี ซึ่งเพิ่งเกิดหมาดๆ แม้ในยุคนี้มีทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แต่ดูเหมือนชาวเน็ตทั้งหลายยังพร้อมนำชีวิตไปเสี่ยง
ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
รัฐรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น จะเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น มาตรา 44 การออกกฎหมายของรัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวดเร็ว เร่งรัด ไม่เป็นที่เปิดเผย ไม่มีโอกาสตรวจสอบ ไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน องค์กรอิสระก็น่าสงสัยว่าจะถูกแทรกแซง เพราะถูกแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมดทำให้มีการบริหารที่ไม่โปร่งใส นำมาซึ่งการเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ โครงการใหญ่ต่างๆ หยุดชะงัก ต่างประเทศไม่สนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองไม่ดี คนก็ไม่อยากมาลงทุน
*สิ่งดีๆ ใน 5 ปีของชีวิตใหม่? *
ถามว่าในเกือบสองพันวันและคืนที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นหรือไม่ บางส่วนอาจมองว่า ความสงบเรียบร้อย คือความอุ่นใจที่ได้รับจากรัฐบาลคสช.
ในขณะที่ ผศ.ดร.ยุกติ ระบุว่า“ผลพลอยได้” ของสถานการณ์ดังกล่าวคือการส่งผลให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น พร้อมๆ กับการเรียนรู้ความเสียหายจากรัฐประหาร นอกจากนี้ ยังเกิดพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่มีนโยบายเด่นชัด
“ด้านที่อาจเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ว่ามีรัฐประหารแล้วเกิดสิ่งที่ดีขึ้น เพราะมันไม่ได้ดีขึ้น แต่ผลพลอยได้สำคัญคือประชาชน สนใจการเมืองมากขึ้น เกิดพลังของคนรุ่นใหม่ที่ ประชาชนยังได้เรียนรู้ความเสียหายของการรัฐประหารมากขึ้นและระบอบการปกครองที่เป็นเผด็จการ ประชาชนรู้สึกถึงการที่ตัวเองอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวมาก อีกอย่างหนึ่งคือ การเกิดพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือพรรคการเมืองเดิมก็ตาม ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนมากขึ้นทางด้านประชาธิปไตย หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายทางการเมืองสักเท่าไหร่ มีแต่นโยบายเศรษฐกิจและประชานิยม แต่มาคราวนี้เราเห็นนโยบายที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปทหาร หรือหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันตั้งแต่ก่อนและเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 รัฐบาลนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงความพยายาม “สืบทอดอำนาจ” ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ อีกทั้งพรรคหน้าใหม่อย่างพลังประชารัฐซึ่งมีชื่อคล้ายนโยบายประชารัฐของ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอชื่อพลเอก ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ
ชวนให้มีผู้คิดคำนวณพร้อมทำนายล่วงหน้าว่า หลัง 5 ปีของชีวิตในยุค คสช. ประเทศชาติจะเดินไปในเส้นทางเดิม หรือเริ่มกันใหม่อย่างไรนับแต่นี้