โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤติจากผู้บริหารแบงก์สยามกัมมาจล ที่เกือบทำให้แบงก์ล่ม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ก.ค. 2565 เวลา 17.29 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2565 เวลา 17.29 น.
พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ผู้บริหารและพนักงานบริษัทแบงค์สยามกัมมาจลทุน จำกัด หรือ “แบงค์สยามกัมมาจล” (ภาพจากหนังสือ “100 ปี จากบุคคลัภย์สู่ไทยพาณิชย์”)

เมื่อทดลองการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบ “บุคคลัภย์” จนประสบความสำเร็จ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดตั้ง “แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” เป็นธนาคารเต็มรูปแบบ จึงขอพระบรมราชานุญาติจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนแรกก่อตั้ง (พ.ศ. 2449) จำนวน 3,000,000 ล้านบาท

การบริหารงานในระยะแรกของแบงก์สยามกัมมาจล มีผู้จัดการร่วมบริหารธนาคาร 2 คือ พระสรรพการหิรัญกิจ เป็นผู้จัดการฝ่ายไทย และ นายแฮร์ ปี. ชว๊าร์ซ ชาวเยอรมันเป็นผู้จัดการชาวตะวันตก ผู้จัดการทั้งสองร่วมกันบริหาร โดยแยกเป็นแผนกไทย และแผนกต่างประเทศ หากภายหลังเกิดปัญหาในแผนกไทย

เดือนมกราคม พ.ศ. 2453 จึงมีการประชุมคณะกรรมการธนาคาร ได้ข้อยุติว่า กำหนดอำนาจให้ผู้จัดการแผนกไทยจัดการดูแลกิจการภายในประเทศ โดยต้องให้ผู้จัดการแผนกต่างประเทศรู้เห็นและอนุมัติด้วย ส่วนผู้จัดการแผนกต่างประเทศดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ต้องแจ้งให้ผู้จัดการแผนกไทยรู้เห็น แต่กรรมการผู้แทนพระคลังข้างที่ไม่เห็นด้วย และต้องการให้ผู้จัดการทั้งสองมีอำนาจเท่ากัน

นายชว๊าร์ซกังวลว่า หากที่ประชุมใหญ่ซึ่งมีพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่วินิจฉัยไปในทางอื่น จะส่งผลเสียต่อชาวเยอรมันที่ถือหุ้นอยู่ 1 ใน 5 ของทุนจดทะเบียน หรือ 600,000 บาท จึงได้ถวายฎีกาขอให้รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำรัสสั่งให้พระคลังข้างที่ ลงคะแนนตามที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2453

รัชกาลที่ 6 ทอดพระเนตรฎีการของนายชว๊าร์ซ โปรดเกล้าฯ ให้ที่ปรึกษาทั่วไปและที่ปรึกษาราชการคลังตรวจพิจารณาเพื่อแสดงความคิดเห็นขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงนำเรื่องแบงก์สยามกัมมาจล ขึ้นปรึกษาในที่ประชุมเสนาบดี (26 ธันวาคม พ.ศ. 2453) ดังที่ทรงบันทึกใน “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ว่า

“การที่ชว๊าร์ซขอให้ฉัน (ในน่าที่พระเจ้าแผ่นดิน) มีพระบรมราชโองการบังคับพระคลังข้างที่ให้ตกลงไว้ใจให้ชว๊าร์ซมีอำนาจจัดการแบงก์สยามกัมมาจลสิทธิ์ขาดฉนั้น จะควรบังคับหรือไม่, และถ้าไม่บังคับเช่นนั้น ผลที่เสียจะบังเกิดแก่รัฐบาลและชาติบ้านเมืองอย่างไรบ้างหรือไม่

……….

ตั้งแต่รัชกาลที่ 5, เมื่อเยอรมันได้ทราบอยู่ว่าทูลกระหม่อมไม่โปรดและทรงระแวงอยู่ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส, เยมรมันเห็นว่าเปนโอกาสที่จะเข้าครอบสยามได้, จึ่งได้ดำเนิรอุบายอย่างลึกลับชนิดน้ำลอดใต้ทราย, เริ่มด้วยจัดการค้าขายของถูกๆ โดยยอมขาดทุน, เพื่อให้คนไทยชอบและวางใจ

……..

ส่วนในทางการเงินนั้นเปนรัฐประศาสโนบายของเยอรมันอันดำเนิรอยู่โดยทั่วไปหลายแห่ง, คือเอาทุนไปลงไว้ตามบริษัทหรือแบงก์ใหญ่ ในประเทศต่างๆ ที่เขาปรารถนาจะครอบงำ, แล้วแลดำเนินอุบายให้กิจการในบริษัทหรือแบงก์นั้นๆ ยุ่งเหยิง, แล้วเขาจึ่งตั้งตัวเปนผู้ที่มีเมตตาเข้าช่วยดูแลแก้ไข, และในที่สุดก็รวบเอาอำนาจอำนวยการในบริษัทหรือแบงก์นั้นๆ อุบายนี้ได้ดำเนิรสำเร็จในประเทศอิตาลีเปนตัวอย่าง, จนเวลานั้นเยอรมันคุยป๋ออยู่ว่าอิตาเลียนเท่ากับเปนทาสน้ำเงินของเขาทั้งหมด, สำหรับกรุงสยาม, เยอรมันได้มุ่งดำเนิรแบบเดียวกับอิตาลี,

………

*พระเทพทวาราวดี [(สาย ณ มหาไชย) กรรมการผู้แทนพระคลังข้างที่] ในเวลานั้นชอบพอกันมากกับนายเซียวยู่เส็ง, ผู้จัดการแบงก์ ยู่เส็งเฮง” (เป็นของส่วนตัวพระเทพทวาราวดีกับยู่เส็ง, ตั้งอยู่ที่ถนนเยาวราช), เขาจึงแนะนำว่านายยู่เส็งผู้นี้เป็นคนที่ฉลาดในทางการเงิน, สืบถามถึงประวัติได้ความว่า นายยู่เส็งเป็นบุตรนายกวย, พ่อค้าอยู่ที่เมืองสงขลา, เป็นคนร่วมแส้กับเซียวฮุดเส็ง, เจ้าของหนังสือพิมพ์ ‘จีนโนสยามวารศัพท์’ เมื่อหนุ่มๆ นายยู่เส็งได้เคยรับราชการในกรมไปรษณีย์โทรเลข, แต่ต้องออกและติดคุก 5 เดือน เพราะขะโมยธนาณัติ, ต่อมาได้ทำการค้าขายจนตั้งตัวขึ้นได้ใหม่, และพระเทพทวาราวดีกับพระพิบูลย์พัฒนากรรับรองว่าในเวลานั้นเป็นคนดีมีผู้นับหน้าถือตามาก.*

ฉันได้พูดกับพระเทพทวาราวดีว่า ถ้าจะให้ยู่เส็งเปนผู้จัดการแบงก์สยามกัมมาจลควรให้เลิกแบงก์ยู่เส็งเฮงเสีย, พระเทพก็รับว่าจะไปพูดจา; แต่ยู่เส็งไม่ยอมเลิกแบงก์ยู่เส็งเฮง, โดยอธิบายว่า มีกิจธุระในทางซื้อใบสำคัญเงิน (Draft) ทำการติดต่ออยู่กับพวกพ่อค้าจีนสะดวกดีกว่าทางแบงก์สยามกัมมาจล, แต่รับรองว่าจะคิดหาผู้อื่นเป็นผู้จัดการแบงก์ยู่เส็งเฮงแทนตัว, และตัวเองจะตั้งหน้าทำการแต่ในน่าที่ผู้จัดการแผนกไทยแห่งแบงก์สยามกัมมาจล.” (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ)

รัชกาลที่ 6 จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้นายยู่เส็ง ศิวะโกเศศ เป็นผู้จัดการฝ่ายไทยในแบงก์สยามกัมมาจล กับได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “นายฉลองนัยนารถ” และโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการแก้ปัญหาสภาพคล่องของแบงก์สยามกัมมาจล โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 330,000 บาท ให้แก่แบงก์สยามกัมมาจล ชดเชยความเสียหายที่ผู้จัดการเดิม, ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงนำเงินทุน 100,000 บาท ที่พระราชทานเป็นทุนนอนของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงไปฝากไว้กับแบงก์สยามกัมมาจล มีกำหนดระยะเวลา 10 ปีโดยไม่เบิกถอนก่อนกำหนด

กิจการของแบงก์สยามกัมมาจลก็ดูเหมือนว่าดำเนินต่อมาด้วยดี

แต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2456 ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เนื่องจากนายเซียวยู่เส็งโยกเอาเงินจากแบงก์สยามกัมมาจลไปอุดหนุนทุนของแบงก์ยู่เส็งเฮง, โยกหนี้ของของยู่เส็งเซ็งไปลงไว้ในบัญชีของสยามกัมมาจลบ้าง และร่วมกับพระยารัษฎากรโกศล (ฮง นาวานุเคราะห์) อธิบดีกรมสรรพากรโกงเงินหลวงไปใช้ในกิจการของแบงก์ เมื่อมีการสอบสวนตัดสินความนายฮง และนายยู่เส็งต้องโทษจำคุกและถอดถอนจากตำแหน่งติดคุก

ส่วนแบงก์สยามกัมมาจลก็เซซวนจวนล้ม ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ประชาชนผู้ฝากเงินทราบข่าวการฉ้อฉลในแบงก์สยามกัมมาจล ต่างก็พากันไปถอนเงิน รัชกาลที่ 6 รับสั่งให้เรียกตัวนายยู่เส็ง และผู้เกี่ยวข้องมาไต่สวนให้ได้ความจริงว่า เอาเงินไปใช้อะไรในแบงก์จีนอย่างไร ข้อสำคัญคือจะให้แบงก์สยามล้มไม่ได้ แต่แบงก์จีนล้มได้ พระองค์ยังทรงอนุญาตให้ยืมเงินพระคลังข้างที่หรือพระคลังมหาสมบัติไปจ่ายชั่วครั้งคราวพอประทังความเสียหายก่อน

วิกฤติการณ์ในแบงก์สยามกัมมาจลคราวนั้นทำให้แบงก์ขาดทุน สูญเงินไปกว่า 5.7 ล้านบาท เงินทุนของธนาคารซึ่งมีมาแต่เดิมและที่ได้สะสมไว้กว่า 4.3 ล้านบาท ขาดทุนสูญไป เงินที่กระทรวงพระคลังฯ ได้ออกช่วยให้แบงก์กู้เพื่อให้แบงก์คงดำเนินการได้ก็สูญไปอีกเกือบเต็มจำนวน รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัยให้ลดทุนของธนาคารจาก 3,000,000 บาท ลงเหลือเพียง 300,000 บาท แล้วเพิ่มทุนใหม่อีก 3,000,000 บาท ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวในสัดส่วนเท่าจำนวนหุ้นเดิม เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,634,000 บาท และโปรดเกล้าฯ ให้ “กระทรวงมหาสมบัติ” เข้าดูแลกิจการของแบงก์สยามกัมมาจล

ข้อมูลจาก

วรชาติ มีชูบท. เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6”, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2559

รามวชิราวุธ. ประวัติต้นรัชกาลที่ 6, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 3 เมษายน 2550

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 สิงหาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...