โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กองทุนLTF/RMFยอดฝืด สะดุดฐานภาษีใหม่-ถือยาว7ปี

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 17.12 น.

กองทุนแฝด “LTF/RMF” ยอดฝืด เจอผลกระทบฐานภาษีใหม่+เงื่อนไขต้องถือยาว 7 ปี แถมดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นสูง นักลงทุนเทขายทำกำไร เผย 10 เดือนเงินไหลออกจากกองทุนแฝดเกือบ 2 หมื่นล้าน ชี้เม็ดเงินไหลเข้าสุทธิน้อยที่สุดในรอบ 6 ปี “อภิศักดิ์” สั่งสรรพากรแก้กฎหมายเก็บภาษีลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 15% เพื่อให้เท่ากับลงทุนตราสารหนี้โดยตรง คาดมีรายได้เข้ารัฐเพิ่ม 3 พันล้านบาท สรรพากรเปิดรับฟังความเห็นแก้กฎหมาย 2-23 พ.ย.นี้

กองแฝดไหลออก 2 หมื่น ล.

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือที่เรียกว่ากองทุนแฝดว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ เงินลงทุนในกองทุนทั้ง 2 ประเภทอาจไม่คึกคักหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะปกติเข้าไตรมาสสุดท้ายจะเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลเข้าทั้ง 2 กองทุนแล้ว แต่ปีนี้พบว่า 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค. 2560) พบว่ากองทุน LTF ยังมีเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 19,046 ล้านบาท เพราะตลอดทั้งปีที่ผ่านมามีเงินไหลออกจากกองทุนเพื่อขายทำกำไรอยู่ตลอด เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีเงินไหลออกสุทธิ 4,700 ล้านบาท

ส่วนกองทุน RMF ปีนี้มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิเพียง 1,271 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 1 เท่า หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 2,689 ล้านบาท ซึ่งถือว่าช่วง 10 เดือนแรกปีนี้กองทุนแฝดมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554

นายกิตติคุณกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของกองทุน LTF/RMF ที่ชะลอตัวนั้นเป็นผลจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นสูงในช่วงไตรมาส 3 ส่งผลให้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ขายทำกำไรกันออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความไม่มั่นใจที่จะกลับเข้าไปลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น ทั้งยังมีผลกระทบจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลใหม่ที่เริ่มใช้ในปีภาษีนี้ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาเพิ่มเติมในปลายปีที่จะมีผลกระทบต่อการเข้าลงทุนในกองทุนแฝด

ฐานภาษีใหม่ทุบ LTF/RMF

“อัตราภาษีเงินได้ใหม่ทำให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทไม่ต้องเสียภาษี จากเดิมที่ผู้มีเงินได้เกิน 2 หมื่นบาทเริ่มเสียภาษี ทำให้กลุ่มนี้ไม่ต้องหาตัวเลือกเพื่อหักลดหย่อนภาษี ทำให้เม็ดเงินที่จะซื้อกองทุน LTF/RMF หดหาย เพราะต้องยอมรับว่าเป้าหมายแรกของการซื้อกองทุน คือ การนำมาลดหย่อนภาษี เมื่อไม่ต้องเสียภาษีแล้ว ทำให้กระทบเม็ดเงินรวมได้”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4/60 จะมีเงินไหลเข้ากองทุน LTF อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และเข้ากองทุน RMF ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่าสุทธิทั้งปีของทั้ง 2 กองทุนน่าจะสู้ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะ 10 เดือนแรกยังไหลออกสุทธิสูงมาก ขณะที่ปี 2559 ที่ผ่านมา กองทุน LTF มีเงินไหลเข้าสุทธิ 21,866 ล้านบาท และกองทุน RMF เงินไหลเข้าสุทธิ 17,195 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนแฝด ณ สิ้นไตรมาส 3/60 พบว่ากองทุน LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 345,260 ล้านบาท และ RMF อยู่ที่ 225,927 ล้านบาท โดยคาดว่าภาพรวมทรัพย์สินปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ LTF อยู่ที่ 337,392.31 ล้านบาท และ RMF อยู่ที่ 211,604.10 ล้านบาท เนื่องจากตลาดหุ้นไทยปีนี้เติบโตต่อเนื่อง

เปิด 3 กองทุนผลตอบแทนสูงสุด

นายกิตติคุณกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกองทุน LTF ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด 3 กองทุน ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2556-2560) ได้แก่ กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF) 11.77% กองทุนเปิดภัทรหุ้นระยะยาวปันผล (PHATRA LTFD) 10.53% กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็กทีฟ SET50 ปันผล (KFLTFA50-D) 10.50% ด้านกองทุน RMF ประเภทตราสารทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด 3 กองทุน ช่วง 5 ปีย้อนหลัง ได้แก่ กองทุนเปิดภัทร หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (PHATRA EQRMF) 10.44% กองทุนเปิดบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเลี้ยงชีพ (IN-RMF) 10.42% และกองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFEQRMF) 9.99%

ด้านนายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์เงินไหลออกสุทธิจากกองทุนแฝดในช่วง 10 เดือนแรก แต่เชื่อว่าช่วงปลายปีจะยังเห็นเงินไหลเข้าซื้อกองทุน LTF/RMF เพราะนักลงทุนยังคงมั่นใจในการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี แต่เม็ดเงินอาจไม่มากไปกว่าปีก่อนหรืออาจจะลดลง เนื่องจากเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ที่ประกาศใช้ในปีนี้ กำหนดต้องถือกองทุนเป็นระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน ทำให้ลดความน่าสนใจไปสำหรับผู้ลงทุนบางกลุ่ม

โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในฐานภาษีไม่สูง เมื่อคำนวณประโยชน์ทางภาษีเทียบกับต้องถูกล็อก (ห้ามขายออก) เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 7 ปีปฏิทิน อาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในเรื่องของระดับดัชนีหุ้นไทยที่ซื้อขายเหนือระดับ 1,700 จุด ส่งผลให้ราคากองทุนขยับขึ้นสูง ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มลังเลที่จะเข้าลงทุน

ขณะที่นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด เชื่อว่า การลงทุนในกองทุน LTF/RMF จะคึกคักในช่วงเดือน ธ.ค.เหมือนทุกปี เนื่องจากขณะนี้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และผลประกอบการบริษัทในงวดไตรมาส 3/2560 ยังเป็นบวกหลายบริษัท ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจการลงทุน โดยในส่วนของบริษัทคาดว่ากองทุนที่จะได้รับการตอบรับดีในปีนี้ คือกองทุนหุ้น Low Beta หรือการลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำกว่าตลาด

ลุ้นยอด 2 เดือนสุดท้าย

นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี น่าจะเห็นแรงซื้อกองทุน RMF/LTF เข้ามามากขึ้น เนื่องจากเป็นฤดูกาลที่นักลงทุนต้องซื้อกองทุนเพื่อเตรียมวางแผนด้านภาษี แต่ไม่น่าจะคักคึกมาก หากเทียบกับอดีต เนื่องจากเงื่อนไขใหม่ที่กำหนดให้ถือครองกองทุนเป็น 5 ปี ทำให้ผู้ลงทุนลังเลที่จะเข้าลงทุน

ทั้งนี้ ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่เหลือนี้ คาดว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี และสามารถยืนเหลือ 1,700 จุดณ สิ้นปี 2560

“ปลายปีจะมีแรงขายทำกำไร และอาจมีแรงกดดันจากที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยใน ธ.ค. ก็จะทำให้เงินไหลกลับไปสหรัฐเร็วขึ้น แต่ก็จะมีแรงซื้อกองทุน RMF/LTF เข้ามาหนุนไม่ให้ดัชนีลดลงมาก”

แก้ กม.เก็บภาษีกองทุนตราสาร

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร เพื่อปรับปรุงการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ระหว่าง 2-23 พ.ย. 2560 ตามที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้สั่งการ เนื่องจากต้องการสร้างความเท่าเทียมในการจัดเก็บภาษีเงินได้ระหว่างการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม และการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง

“ปัจจุบันบุคคลธรรมดา ถ้าลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงจะเสียภาษี 15% แต่ถ้าลงผ่านกองทุนจะเสียแค่ 10% ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทาง รมว.คลังจึงต้องการแก้ไขให้เท่าเทียมกัน โดยจะเก็บที่ 15% เหมือนกัน โดยกำหนดให้กองทุนเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เมื่อกองทุนรวมได้รับดอกเบี้ยและมีผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตราสาร” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า คาดว่าจะทำให้รัฐเก็บรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มขึ้นราว 3,000 ล้านบาท โดยกฎหมายดังกล่าวจะไม่มีการบังคับใช้ย้อนหลังกับการลงทุนในที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่กฎหมายมีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...