โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัยใดเหมาะสำหรับการเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศมากที่สุด

Khaosod

อัพเดต 20 ก.ค. 2563 เวลา 15.15 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 15.15 น.

วัยใดเหมาะสำหรับการเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศมากที่สุด - BBCไทย

ในเช้าอันวุ่นวายที่โรงเรียนเตรียมอนุบาล Spanish Nursery ที่เปิดสอนหลักสูตรสองภาษาในย่านตอนเหนือของกรุงลอนดอน

บรรดาผู้ปกครองต่างพาลูกหลานมาส่งที่โรงเรียน ขณะที่เหล่าคุณครูต่างกล่าวทักทายเด็ก ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสว่า Buenos días! หรือสวัสดีตอนเช้าในภาษาสเปน

ที่สนามเด็กเล่น เด็กหญิงตัวน้อยร้องขอให้คุณครูช่วยถักผมเปียเป็นภาษาสเปน ก่อนที่จะหันไปโยนลูกบอลให้เพื่อนร่วมชั้นพร้อมกับจะโกนบอกให้เพื่อนรับบอลลูกนั้นเป็นภาษาอังกฤษ

Girls during a Belarusian language lesson at a secondary school in the village of Osinovka

"ในวัยนี้ เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนภาษา แต่พวกเขาซึมซับ 'รับ' เอาภาษาเข้าไป" คาร์เมน แรมเพอร์ซาด ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว ซึ่งมันดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นสำหรับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างแทบไม่ต้องใช้ความพยายามของนักเรียนตัวน้อยเหล่านี้

เด็กเล็กเรียนรู้สำเนียงภาษาแม่ได้ดี แต่ทักษะด้านภาษาอื่น ๆ จะพัฒนาไปตามวัยที่มากขึ้น

สำหรับเด็กนักเรียนที่นี่ ภาษาสเปน คือภาษาที่ 3 หรือแม้แต่ภาษาที่ 4 พวกเขามีภาษาแม่ที่ต่างกันออกไป อาทิ ภาษาโครเอเชีย ภาษาฮิบรู ภาษาเกาหลี และภาษาดัตช์

หากเปรียบเทียบกับความพยายามอย่างหนักของผู้ใหญ่ในชั้นเรียนภาษาต่างประเทศ นี่อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะสรุปว่า วัยเด็กคือช่วงวัยที่ดีที่สุดในการเรียนภาษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้เผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการเรียนภาษาของคนเราที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยต่าง ๆ และยังเป็นข่าวดีสำหรับผู้เริ่มเรียนภาษาใหม่ในตอนที่อายุได้ล่วงเลยวัยเด็กไปแล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือ ช่วงวัยต่าง ๆ กัน ให้ผลดีในการเรียนภาษาที่แตกต่างกันออกไป

ในวัยทารก เรามีความสามารถในการได้ยินเสียงที่ดีกว่า ขณะที่เด็กวัยหัดเดินสามารถเรียนสำเนียงภาษาแม่ได้รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง

ส่วนวัยผู้ใหญ่ มีสมาธิในการเรียนนานกว่า และมีทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออกเขียนได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บสะสมคำศัพท์ได้มากขึ้น แม้จะเป็นภาษาแม่ของเราเองก็ตาม

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องอายุในการเรียนภาษา เช่น สภาพแวดล้อมทางสังคม วิธีการสอนของครู หรือแม้แต่ปัจจัยเรื่องความรักและมิตรภาพ ก็สามารถส่งผลต่อการเรียนภาษาได้ด้วยเช่นกัน

ใช้สมองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้ใหญ่เข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ทางภาษาที่ประดิษฐ์ขึ้นได้ดีกว่า

"ไม่ใช่ว่าอะไร ๆ จะแย่ไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น" ศาสตราจารย์ อันโตเนลลา โซเลซ ผู้อำนวยการ Bilingualism Matters Centre ศูนย์ข้อมูลและการวิจัยระบบการเรียนการสอนแบบสองภาษาแห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ กล่าว

เธอยกตัวอย่างสิ่งที่เรียกว่า "การเรียนรู้แบบชัดแจ้ง" (explicit learning) ซึ่งหมายถึงการศึกษาในห้องเรียนที่มีครูคอยอธิบายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ใหญ่ดูเหมือนจะเรียนได้ดีกว่าเด็กในข้อนี้

"เด็กเล็กทำได้ไม่ดีนักในการเรียนรู้ลักษณะนี้ เพราะพวกเขายังไม่มีความสามารถในการควบคุมด้านความคิด สมาธิ และความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

แต่ผู้ใหญ่มีทักษะด้านนี้ดีกว่ามาก

"นี่คือปัจจัยที่ดีขึ้นเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น" ศาสตราจารย์ โซเลซ กล่าว

งานวิจัยชิ้นหนึ่งในอิสราเอลพบหลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ใหญ่สามารถทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ทางภาษาที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาใช้กับคำศัพท์ใหม่ ๆ ในห้องเรียนได้ดีกว่า

นักวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาเปรียบเทียบคนวัยต่าง ๆ คือ เด็กอายุ 8 ขวบ เด็กอายุ 12 ปี และผู้ใหญ่ตอนต้น พบว่า กลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้นทำคะแนนด้านนี้ได้ดีกว่าเด็กทั้งสองกลุ่ม ส่วนเด็กอายุ 12 ปี ก็ทำได้ดีกว่าเด็กอายุ 8 ขวบ

คนที่เริ่มเรียนภาษาใหม่ในตอนโต มักมีความรู้รอบตัวอยู่ก่อนแล้ว และใช้ความรู้เหล่านี้ในการประมวลข้อมูลการเรียนรู้ใหม่ ๆ

นี่สอดคล้องกับผลการศึกษาระยะยาวของกลุ่มคนพูด 2 ภาษา คือกาตาลาและสเปน ที่เรียนภาษาอังกฤษจำนวน 2,000 คน ซึ่งพบว่า คนที่เริ่มเรียนตอนโตแล้ว สามารถพูดภาษาใหม่เป็นเร็วกว่าคนที่เริ่มตอนอายุน้อยกว่า

พลังของสมองผู้ใหญ่ตอนต้น

คณะนักวิจัยจากอิสราเอลชี้ว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมการวิจัยของพวกเขาอาจได้ประโยชน์จากทักษะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เช่น กลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่ยากขึ้น และมีประสบการณ์ด้านภาษาศาสตร์ที่สูงขึ้น

หรือจะพูดได้ว่า คนที่เริ่มเรียนภาษาใหม่ในตอนโต มักมีความรู้รอบตัวอยู่ก่อนแล้ว และใช้ความรู้เหล่านี้ในการประมวลข้อมูลการเรียนรู้ใหม่ ๆ

ส่วนเรื่องที่คนอายุน้อยทำได้ดีกว่าก็คือ "การเรียนทางอ้อม" นั่นคือ การฟังเจ้าของภาษาพูดแล้วเลียนแบบพวกเขา แต่การเรียนประเภทนี้จะต้องใช้เวลานานอยู่กับเจ้าของภาษา

ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ

ในปี 2016 ศูนย์ Bilingualism Matters Centre ได้ทำรายงานเรื่องการเรียนภาษาจีนกลางในโรงเรียนประถม และพบว่า การสอนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงไม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ

แต่หากเพิ่มเวลาเรียนเข้าไปอีก 30 นาที และได้เรียนกับเจ้าของภาษา ก็จะช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจส่วนที่ยากสำหรับผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาจีนกลาง เช่น การออกเสียง เป็นต้น

เรียนรู้ได้ง่ายดาย

โดยธรรมชาติแล้วเราทุกคนต่างเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษา ยกตัวอย่างเช่น ในวัยทารกเราสามารถได้ยินเสียงพยัญชนะทั้ง 600 เสียง และเสียงสระ 200 เสียงของภาษาต่าง ๆ ในโลก

แม้แต่เด็กแรกเกิดยังร้องไห้โดยเน้นเสียงตามสำเนียงภาษาแม่ที่พวกเขาได้ยินมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

ในช่วง 1 ปีแรก สมองของเราจะเริ่มมีความเจาะจงขึ้น และจะให้ความสนใจกับเสียงที่เราได้ยินบ่อยที่สุด

เด็กในวัยหัดเดินจะเริ่มพูดอ้อแอ้ในภาษาแม่ของพวกเขา แม้แต่เด็กแรกเกิดยังร้องไห้โดยเน้นเสียงตามสำเนียงภาษาแม่ที่พวกเขาได้ยินมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

ความเจาะจงดังกล่าว ยังหมายถึงการละทิ้งทักษะที่เราไม่จำเป็นต้องมี เช่น ทารกญี่ปุ่นสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ในภาษาอังกฤษได้โดยง่าย แต่นี่กลับเป็นเรื่องยากกว่าสำหรับผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์ โซเลซ กล่าวว่า ช่วงขวบปีแรก ๆ มีความสำคัญในการเรียนรู้ภาษาแม่

งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเด็กที่ถูกทอดทิ้ง หรือถูกปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง พบหลักฐานบ่งชี้ว่า หากเราไม่ได้เรียนภาษามนุษย์ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็จะเรียนรู้ในภายหลังได้ยากขึ้น

เมื่อความจำเป็นผลักดันให้ต้องเรียนภาษาใหม่

ดร.ดานิเยลา เทรนคิก นักภาษาศาสตร์จิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์ก ในอังกฤษได้ยกตัวอย่างของครอบครัวที่เข้าไปตั้งรกรากในประเทศใหม่

โดยทั่วไป เด็กจะเรียนภาษาได้เร็วกว่าพ่อแม่ของพวกเขามาก

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเด็กอาจรู้สึกถึงความจำเป็นที่เร่งด่วนกว่า เนื่องจากการพูดภาษามีความสำคัญต่อการอยู่รอดในสังคมของพวกเขา นั่นคือ การผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ การเป็นที่ยอมรับ และเข้ากับสังคมใหม่ได้

เมื่อครอบครัวย้ายไปอยู่ในประเทศใหม่ เด็กมักเรียนภาษาได้เร็วกว่าพ่อแม่ของพวกเขามาก เพราะเด็กอาจรู้สึกถึงความจำเป็นที่เร่งด่วนกว่า เนื่องจากการพูดภาษามีความสำคัญต่อการอยู่รอดในสังคมของพวกเขา

ในขณะที่พ่อแม่มักเลือกที่จะคบค้าสมาคมกับคนที่เข้าใจพวกเขาได้มากกว่า เช่น คนที่มาจากประเทศเดียวกัน

นอกจากนี้ ดร.เทรนคิก ยังชี้ว่า "การสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ก็ช่วยให้เรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดีขึ้นด้วย"

ผู้ใหญ่สามารถสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้หลายวิธี ไม่ใช่แค่ด้วยการมีความรัก หรือมิตรภาพกับเจ้าของภาษา

ผลการศึกษาผู้ใหญ่ชาวอังกฤษในชั้นเรียนภาษาอิตาลี เมื่อปี 2013 พบว่า คนที่ยังคงใช้ภาษานี้ต่อไปคือคนที่ผูกพันกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ หรือครู

"ถ้าคุณมีคนที่สนใจเรื่องภาษาเหมือนกัน ก็จะทำให้มีความพยายามในการใช้ภาษามากขึ้น และคงทักษะนี้เอาไว้ได้" ดร. เทรนคิก กล่าว

กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เมื่อช่วงต้นปี โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการเล่นเกมตอบคำถามออนไลน์ของผู้เข้าร่วมการศึกษาเกือบ 670,000 คน พบว่า การจะใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษให้ได้ระดับเดียวกับเจ้าของภาษานั้น จะต้องเริ่มเรียนตอนอายุประมาณ 10 ปี จึงจะดีที่สุด และเมื่อเกินจากนั้นความสามารถก็จะค่อย ๆ ลดลง

แม้แต่คนที่เป็นเจ้าของภาษายังเรียนรู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มวันละ 1 คำ ไปจนเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าเราสามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาของเราให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึงภาษาแม่ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เราจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องไวยากรณ์ในภาษาแม่ของเราได้อย่างเต็มที่ตอนอายุประมาณ 30 ปี

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่บ่งชี้ว่า แม้แต่คนที่เป็นเจ้าของภาษายังเรียนรู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มวันละ 1 คำ ไปจนเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน

ดร. เทรนคิก ชี้ว่า ผลการศึกษาของ MIT บ่งชี้ถึงความสามารถที่ช่วยพัฒนาให้คนที่เป็นเจ้าของภาษามีความแม่นยำขึ้นในเชิงของไวยากรณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...