โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'โทริยามะ อากิระ' เด็กที่ชอบวาดรูป สู่ผู้จุดเชื้อไฟให้วงการมังงะและอนิเมะ

The MATTER

อัพเดต 11 มี.ค. 2567 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2567 เวลา 09.16 น. • Animation

กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้นักอ่านมังงะ ผู้ชมอนิเมะ ตกใจมากที่สุดข่าวหนึ่งในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2024 เมื่อสื่อสังคมออนไลน์ทางการของเฟรนไชส์ Dragon Ball ได้ออกจดหมายแถลงข่าว ทั้งภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษความยาวประมาณหนึ่งหน้ากระดาษ A4 ที่มีใจความสำคัญว่า โทริยามะ อากิระ (Toriyama Akira) นักเขียนมังงะนามอุโฆษ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ปี 2024 ด้วยวัย 68 ปี เนื่องจากภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก

จดหมายฉบับนี้ ส่งแรงกระเพื่อมไปยังแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นทั่วโลกแทบจะทันที เพราะนี่ไม่ใช่แค่การจากไปของนักเขียนชื่อดังเท่านั้น แต่นี่ถือได้ว่าเป็นสัญญาณสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของการ์ตูนญี่ปุ่น

เพื่อเป็นการระลึกถึงนักเขียนชื่อดังที่จากไป ในฐานะนักอ่านที่เติบโตมากับผลงานของอาจารย์โทริยามะ อากิระ ขอเชิญชวนทุกท่าน มองย้อนกลับไปยังอดีต ว่าการเดินทางของเด็กชายที่ชอบวาดรูป ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ถือว่าเป็นคนจุดเชื้อไฟทำให้มังงะและอนิเมะได้รับความนิยมทั่วโลกจนถึงปัจจุบันนี้ มีเรื่องราวโดยคร่าวอย่างไรบ้าง

ณ วันที่แสงสว่างเริ่มส่องประกาย จนถึงวัยแรกเริ่มทำงาน

ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 5 เมษายน ปี 1955 โทริยามะ อากิระ ได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ ณ ท้องที่จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ตามที่เคยมีการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนท่านนี้กล่าวว่า บ้านของอาจารย์ไม่ได้มีฐานะที่ดีนัก ถึงอย่างนั้นครอบครัวนี้ก็มีความชิลในการใช้ชีวิตอยู่ในระดับหนึ่ง และตัวเด็กชายอากิระ ก็รับอิทธิพลดังกล่าวมา เพราะเมื่อเขาทำการวาดรูปเล่น เขาก็จะปล่อยตัวปล่อยใจ วาดรูปที่เขาพึงพอใจ หรือไม่ก็เบื่อไปข้างหนึ่ง

ช่วงวัยที่เป็นเด็กเล็ก โทริยามะ อากิระก็วาดภาพตามของใกล้ตัวที่เขาชอบอย่างเด็กทั่วไป ก่อนที่เขาจะได้รับแรงบันดาลใจจากสื่ออื่น อย่างมังงะของอาจารย์เทะสึกะ โอซามุ (Tezuka Osamu) ตามด้วยภาพยนตร์อนิเมชั่นของ วอลท์ ดิสนีย์ โดยเฉพาะผลงานเรื่อง One Hundred and One Dalmatians ทรามวัยกับไอ้ด่าง ที่อาจารย์โทริยามะ อากิระ ทำการวาดลอกลวดลายอย่างขมักเขม้น และเขาเริ่มวาดภาพประกวดจนได้รับรางวัลติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

ภาพของโทริยามะ อากิระ ในปี 2002

เวลาผ่านไปจน ถึงตอนที่เด็กชายเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยม แม้ว่าเจ้าตัวยังคงวาดรูปได้ดี ระดับที่ได้โดนคัดเลือกให้เป็นประธานชมรมวิจัยมังงะ ตอนที่ทำการศึกษาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาอาชีวะจังหวัดไอจิ (ปัจจุบันคือโรงเรียนมัธยมศึกษาเทคโนโลยีและวิศวกรรมอิชิโนมิยะโอโคชิ จังหวัดไอจิ) แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยเขียนผลงานมังงะของตัวเองแบบจริงจัง เพราะความสนใจของเขาก็เริ่มหันเหไปสู่การรับชมภาพยนตร์คนแสดงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มหนังแอ็กชั่นกังฟู

โทริยามะ อากิระ ไม่ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา แต่เข้าทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ในบริษัทโฆษณาที่จังหวัดนาโงย่า ในช่วงปี 1974 แต่ด้วยไลฟ์สไตล์แบบค่อนข้างชิลทำให้การเข้างานแบบพนักงานประจำไม่ได้เหมาะกับตัวเขาเท่าใดนัก เจ้าตัวจึงลาออกจากงานประจำในปี 1977 กระนั้นหลังจากทำงานพาร์ทไทม์ด้วยการวาดภาพต่างๆ อย่างใบปลิว เลี้ยงชีพตนเองมาปีหนึ่ง เขาก็พบว่าเงินสดเริ่มจะขาดมือ ครั้งจะไปเกาะครอบครัวกินก็ดูจะเป็นไปไม่ได้

และสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้เขาก็คือ นิตยสารการ์ตูนเล่มหนึ่งที่มีการประกวดมังงะเรื่องใหม่ที่มีเงินรางวัลสูงพอจะให้เขาอยู่อย่างสบายไปอีกช่วงหนึ่ง และนั่นคือก้าวแรกสู่การเป็นนักเขียนมังงะมืออาชีพของชายหนุ่มผู้นี้

ก่อนจะกลายเป็นดาวเด่น ก็ต้อเกลือกกลิ้งบนพื้นดินมาก่อน

ชายหนุ่มอย่างโทริยามะ อากิระ เพิ่งรู้ในวัย 22-23 ปี ว่านิตยสารการ์ตูนอย่าง Shonen Magazine รายสัปดาห์ มีการประกวดรับผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ ที่มีเงินรางวัลสูงถึง 500,000 เยน อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเห็นกำหนดการส่งผลงานก็พอจะประเมินได้ว่า ตัวของเขาไม่สามารถปั่นผลงานของเขาส่งให้ทัน

แต่นิตยสารมังงะไม่ได้มีแค่เล่มเดียวในประเทศญี่ปุ่น เขาไปพบจากนิตยสาร Young Jump รายเดือน ว่ามีการประกวดมังงะที่ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลกับผลงานตีพิมพ์ในนิตยสาร Shonen Jump รายสัปดาห์ แล้วก็ด้วยความชิลปนขี้เกียจ โทริยามะ อากิระได้ตัดสินใจเลือกวาดการ์ตูนแก๊กเข้าประกวด ด้วยเหตุผลที่ว่า จำนวนหน้าที่ต้องเขียนมันน้อยกว่าฝั่งการประกวดที่เน้นเนื้อเรื่อง

ผลงานเรื่องแรกที่อาจารย์โทริยามะ เขียนออกมาเป็นงานสมบูรณ์แบบก็คือ Awawa World แต่ผลงานมังงะเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับรางวัลใหญ่ หรือแม้แต่ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร จะมีก็เพียงแค่ชื่อของเขาที่ถูกตีพิมพ์ว่าเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประกวด

กระนั้นความล้มเหลวนี้ก็ทำให้นักวาดมังงะมือใหม่ได้เจอกับ โทริชิมะ คาซุฮิโกะ (Torishima Kazuhiko) ที่มองเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนตัวอยู่ในนักเขียนหน้าใหม่ และเชิญชวนให้ส่งงานเข้ามาท้าทายอีกครั้ง

ภาพของ โทริชิมะ คาซุฮิโกะ ในปี 2023

ด้วยความคิดที่ไม่อยากยอมแพ้ รวมถึงการได้รับคำแนะนำแบบตรงไปตรงมาจากกองบรรณาธิการ สุดท้ายผลงานเรื่องที่สองอย่าง Nazo No Rain Jack ก็เสร็จสิ้น แต่งานชิ้นนี้ก็ชวดรางวัลและไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารของทางสำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะอีกครั้ง ทั้งนี้มีการกล่าวกันว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่มังงะเรื่องนี้ไม่โดนตีพิมพ์ เพราะมีการเอาตัวละครจากสื่ออื่นมาแซวแบบชัดเจนเกินไปเลยถูกปรับตกรอบ

(ณ ปี 2024 นี้ ผลงานมังงะสองเรื่องแรก ของอาจารย์โทริยามะ อากิระ ก็ยังไม่เคยถูกรวมเล่มอย่างเป็นทางการ จะมีเพียงการตีพิมพ์ในจดหมายข่าวของทาง Bird Studio หรือจัดแสดงในงานนิทรรศการของอาจารย์เท่านั้น)

แล้วก็เป็นในช่วงที่วาดเรื่องสั้นต่อเนื่องนี่เอง ที่อาจารย์โทริยามะ เริ่มปรับวิธีการวาด วิธีการคิด แน่นอนว่าส่วนหนึ่งยังมาจากความติดชิลของเขาอยู่ แต่สุดท้ายสไตล์ลายเส้นของอาจารย์ที่เริ่มวาดเร็วขึ้น เส้นพลิ้วไหวมากขึ้น แบ่งช่องให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้โดยง่าย ตัวงานยังมีสัดส่วนใกล้เคียงการ์ตูนฝั่งโลกตะวันตกเหมือนกับผลงานที่อาจารย์ชอบในวัยเด็ก และครั้งนี้อาจารย์ยังเข้าใจขอบเขตในการสร้างตัวละครที่มาจากภาพยนตร์ยอดนิยมของยุค ให้อยู่ในจุดที่ไม่ถึงขั้นลอกเลียนแบบไปด้วย

การผสานรวมไอเดียทั้งหมดกลายเป็นมังงะเรื่อง Wonder Island การพยายามเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นของชายคนหนึ่ง ที่ติดอยู่บนเกาะพิสดารซึ่งอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับตรรกะเหตุผลใดๆ แล้วก็เป็นผลงานชิ้นนี้ ที่ทำให้อาจารย์โทริยามะได้เปิดตัวในฐานะนักเขียนมืออาชีพ ในปี 1978 เมื่อผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลจากนิตยสาร Young Jump แล้ว แม้ว่าจะเป็นลำดับท้ายสุดก็ตามที่

จากจุดนี้ อาจารย์โทริยามะก็เหมือนกับนักเขียนหน้าใหม่ที่เข้ามาอยู่ในสังกัดชูเอย์ฉะอีกหลายคน อาจารย์ทำการเขียนเรื่องสั้นอีกหลายตอน เพื่อดูว่ามีผลงานเรื่องไหนจะสามารถพัฒนาไปเป็นผลงานขนาดยาวได้ และสิ่งหนึ่งที่ โทริชิมะ คาซุฮิโกะบังคับให้นักเขียนหนุ่มหน้าใหม่ทำก็คือ การเขียนเรื่องสั้นที่มีตัวเอกเป็นตัวละครหญิง

ตอนนั้นอาจารย์โทริยามะมีไอเดียที่จะเขียนตัวเอกชายที่ผลิตหุ่นยนต์มาจนเกิดเรื่องวุ่นวาย แต่ทางบรรณาธิการโทริชิมะเห็นว่า ในยุคนั้นถ้าเขียนตัวเอกให้เป็นผู้หญิงจะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน แต่นักเขียนที่อยากสร้างงานตามใจตัวเองอย่างโทริยามะก็รู้สึกไม่เห็นด้วย จนทางบรรณาธิการยื่นเงื่อนไขไปว่า ให้ลองเขียนเรื่องสั้นที่มีตัวเอกหญิงดูก่อน แล้วถ้าผลโหวตจากคนอ่านดูดี โทริยามะต้องเขียนตัวเอกของมังงะเรื่องต่อไปเป็นตัวละครหญิง

แต่ในการสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งก็ อาจารย์โทริยามะก็ได้บอกกล่าวว่า เขาตั้งใจเขียนการ์ตูนที่มีตัวเอกคู่กับหุ่นยนต์จริง แต่ตั้งใจเปลี่ยนหุ่นยนต์ตัวใหญ่ให้เป็นหุ่นยนต์สาวโก๊ะ เพราะรู้ว่าโทริชิมะชอบงานที่มีตัวละครผู้หญิงน่ารัก แต่ตอนแรกกะจะให้โผล่มาเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งเท่านั้น

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม เรื่องสั้นเรื่อง Gyal Deka Tomato ที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิง ได้รับคะแนนโหวตจากทางบ้านอยู่ในระดับสูง ฝั่ง อ.โทริชิมะที่เห็นเค้าลางของกระแสที่กำลังมานี้ ก็ให้อาจารย์โทริยามะ นำเอาประสบการณ์สั่งสมไว้มาก่อนหน้านี้ ปรับเป็นเรื่องราวมังงะเรื่องของใหม่เป็น ด็อกเตอร์อัจฉริยะกับหุ่นสาวจอมป่วน ในหมู่บ้านเพนกวิน ที่มีทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ที่คนอ่านจะรู้สึกว่าคล้ายกับตัวละครจากผลงานเรื่องอื่น แต่ก็ไม่เหมือนเป๊ะ จนกลายเป็นเหมือนการแทรกมุกตามวิสัยของการ์ตูนแก๊ก

ซึ่งเรื่องราวข้างต้นนี้ก็กลายเป็นจุดกำเนิดของการ์ตูนเรื่อง Dr.Slump หรือที่ชาวไทยจะคุ้นเคยในชื่อ ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ ที่นอกจากจะเป็นผลงานเรื่องยาวเรื่องแรกของอาจารย์โทริยามะ อากิระ แต่ผลงานชิ้นดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ชื่อของนักเขียนจากจังหวัดไอจิ ถูกจดจำได้จากนักอ่านมังงะทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น

จากเพนกวิน สู่มังกร

Dr.Slump ที่เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร Shonen Jump ช่วงกลางปี 1980 และกลายเป็นมังงะที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านอย่างรวดเร็ว ระดับที่ถูกติดต่อให้ไปสร้างเป็นอนิเมะในเวลาไม่นานนัก ซึ่งตัวอนิเมะได้ปรับชื่อเรื่องเล็กน้อยเป็น 'Dr.Slump To Arare-Chan' ก็ได้เริ่มออกอากาศในช่วงเดือนเมษายน ปี 1981 ตัวอนิเมะได้รับความนิยมอย่างสูง ที่มีการบันทึกไว้ว่าทำเรตติ้งในประเทศญี่ปุ่นได้สูงถึง 36.9%

ด้วยความที่เป็นมังงะแนวตลกชงแก๊ก ทำให้อาจารย์โทริยามะใส่หลายอย่างเพื่อเรียกเสียงหัวเราะของคนอ่าน สิ่งหนึ่งที่เขาตั้งใจใส่ลงไป ก็มาจากความสัมพันธ์แบบคู่รัก-คู่แค้นกับบรรณาธิการโทริชิมะ เขาจึงใส่ตัวละครนักวิทยาศาสตร์คู่ปรับ 'ด็อกเตอร์มาชิริโตะ' ที่เขาใช้หน้าตาของบรรณาธิการคนดังกล่าวเป็นพื้นฐาน ซึ่งชื่อของตัวละครนั้นก็เป็นการเอา ชื่อ 'โทริชิมะ' มาอ่านย้อนหลังนั่นเอง แถมตัวละครดังกล่าวยังได้รับความนิยม จนทำให้เจ้าของใบหน้าก็ไม่สามารถออกเสียงค้านให้เอาตัวละครตัวดังกล่าวออกจากเรื่องได้

แต่สิ่งหนึ่งที่คาดไม่ถึงจากความดังของมังงะเรื่องนี้ ก็คือเมื่อเวลาผ่านไปเพียงหกเดือน โทริยามะ อากิระได้ไปคุย บก.โทริชิมะว่าตัวเขาอยากจะเลิกเขียน Dr.Slump ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตกใจนัก เนื่องจากมังงะเรื่องนั้น เป็นแนวตลกรายสัปดาห์ เนื้อหาจำเป็นต้องถูกคิดใหม่เสมอ ทำให้บางสัปดาห์โทริยามะอาจจะต้องทำงานต่อเนื่องทั้งเจ็ดวัน และมีโอกาสที่เขาอาจจะไม่ได้นอนต่อเนื่องกันสามวัน

กระนั้น ตามที่บอกเล่าไปข้างต้นครับ Dr.Slump ถูกติดต่อสร้างอนิเมะไปเรียบร้อยแล้ว การจะหยุดตีพิมพ์ทันทีย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่คราวนี้ อ.โทริชิมะไปต่อรองกับฝั่งบรรณาธิการบริหาร แล้วได้ข้อต่อรองว่า ถ้าเขาสามารถสร้างผลงานใหม่ที่น่าสนใจและมีแนวโน้มขายได้ จะยินดีให้ตัดจบผลงานมังงะเรื่องปัจจุบัน

จากจุดนี้นี่เองที่ อ.โทริยามะ และ บก.โทริชิมะต้องมาปรับตารางการทำงานกันใหม่ เพื่อให้ชีวิตของนักเขียนดีขึ้น และทำให้มีเวลาว่างมากพอให้ทั้งสองคนรวมหัวกันคิดมังงะเรื่องใหม่ด้วย แต่มังงะเรื่องใหม่ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในทันที และช่วงเวลาระหว่างนั้น ทั้งนักเขียนกับบรรณาธิการก็ได้พบเจออะไรหลายอย่างในชีวิต อย่างตัว อ.โทริยามะ อากิระเองได้ทำการแต่งงานในช่วงปี 1982 กับ โยชิมิ คาโต้ (Yoshimi Kato) ซึ่งเธอเองก็เป็นนักวาดมังงะ และเคยช่วยวาด Dr.Slump มาก่อน

ฝั่งโทริชิมะก็ได้สนิทสนมกับนักเขียนฟรีแลนซ์ที่ทำงานกับนิตยสารหลายเล่มของชูเอย์ฉะอยู่คนหนึ่งชื่อว่า โฮริอิ ยูจิ (Horii Yuji) และพวกเขาถูกคอกันเพราะเป็นคนเล่นเกมกันทั้งคู่ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันตรงที่ โฮริอิ ช่วยทำคอลัมน์เกี่ยวกับการแจกเกมให้กับทางนิตยสาร Shonen Jump เท่านั้น

วกกลับมาที่การพยายามปั้นผลงานเรื่องใหม่ของทั้งสองคนได้ถกกันจนเริ่มพูดคุยถึงเรื่องที่ตัวของ อ.โทริยามะชื่นชอบก็คือภาพยนตร์ และในช่วงนั้นนักเขียนมังงะก็เสพติดผลงานของหนังแอ็กชั่นกังฟู โดยเฉพาะผลงานของดาราแอ็กชั่น เฉินหลง (Chéng Lóng) ระดับที่ภรรยาของนักเขียนกล่าว ผู้เป็นสามีดูหนัง (หรือใช้คำว่า ฟังหนังจากทีวีน่าจะถูกกว่า) ระหว่างทำงานเป็นประจำ

จุดนี้เองที่ทำให้มีไอเดียในการสร้างมังงะแอ็กชั่นกังฟูขึ้นมา ซึ่งนำพาให้อาจารย์โทริยามะ อากิระ ทำการเขียนเรื่องสั้น Dragon Boy จำนวนสองตอนเกี่ยวกับเด็กหนุ่มผู้ฝึกฝนกังฟู ได้รับภารกิจปกป้องหญิงสาว แต่แท้จริงเด็กหนุ่มมีปีกมังกรติดตัวอยู่

จากนั้น อ.โทริยามะ ก็ได้ทำการวาดมังงะเรื่องสั้นอีกเรื่องชื่อ Tongpoo No Dai Bouken ซึ่งเล่าเรื่องของ Tongpoo ไซบอร์กทรงเด็กชายที่สำรวจอวกาศ ก่อนจะเจอมนุษย์เพศหญิงที่ติดอยู่ในดาวดวงหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะออกผจญภัยด้วยกัน ผลงานทั้งสองเรื่องนี้ ทำให้คนอ่านเห็นว่า โทริยามะ อากิระไม่ใช่แค่นนักเขียนที่วาดการ์ตูนตลกเพียงอย่างเดียว เขาสามารถวางฉากบู๊ที่ดี และเป็นคนเล่าเรื่องที่มีฝีมืออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้มังงะเรื่องใหม่เกิดปัญหาตีบตันการเดินเรื่องระยะยาว โทริชิมะเลยให้หยิบจับองค์ประกอบจากเรื่องราวอื่นๆ ที่ตัวคนเขียนและคนอ่านคุ้นเคยเข้ามาด้วย แล้วค่อยขยายเนื้อหาจากพลอทนั้นแทน รวมถึงมุ่งเน้นทำเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อดึงดูดนักอ่านที่อายุมากกว่า Dr.Slump พวกเขาจึงไปหยิบจับ ไซอิ๋ว วรรณกรรมคลาสสิคจากประเทศจีน มาเป็นแกนเรื่อง แล้วใส่องค์ประกอบแบบอื่นๆ ตามสไตล์โทริยามะ อากิระเข้าไป

แต่ก็ใช่ว่าไอเดียจะลงเอยโดยง่าย ตัวอาจารย์โทริยามะเองก็เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า ไอเดียแรกๆ ของมังงะเรื่องใหม่ แทบจะหยิบยกไซอิ๋วมาตรงๆ เพราะมีตัวละครเอกเป็นลิง, กัปปะ และหมู ที่โดนปรับเปลี่ยนจริงๆ แค่ตัวพระถังซัมจั๋งเป็นคาวบอยหญิงแทน ซึ่งดีไซน์นี้ถูกปรับทิ้งอย่างรวดเร็วเพราะดูธรรมดาเกินไป

ซึ่งตัวต้นฉบับที่มีการปรับแก้ ยังคงเก็บความเป็นลิงให้ตัวเอก รวมถึงใช้ชื่อ ‘ซุนโงคู’ หรือวิธีการอ่าน 'ซึงหงอคง' ในภาษาญี่ปุ่น ส่วนตัวละครหญิงก็เอาไอเดียของตัวเอกจากเรื่องสั้นสองเรื่องมาผสมกันจนกลายเป็นตัวละครอย่าง ‘บลูม่า’ ที่ใช้ปืนเป็นอาวุธกับมีอุปกรณ์ทันสมัยไว้เอาตัวรอด และการเดินทางของตัวละครเอก ไม่ได้เป็นการตามหาคัมภีร์ศาสนา แต่เป็นการตามหาลูกแก้ววิเศษ การที่ลูกแก้วดังกล่าวมีจำนวนเจ็ดลูก ก็เป็นความตั้งใจ ให้มีจำนวนไม่ซ้ำกับมหากาพย์ฮัคเคนเดน (Hakkenden) วรรณกรรมชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับลูกแก้วแปดลูก

อีกส่วนที่เป็นความตั้งใจของผู้สร้างมังงะเรื่องนี้ คือการทำงานภาพให้มีอิทธิพลมาจากฝั่งเอเชียมากขึ้น เพื่อให้เกิดความแตกต่างกับ Dr.Slump ที่มีความเป็นเมืองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า แม้งานจะยังมาจากนักเขียนที่คนอ่านรู้จัก แต่ผลงานเรื่องใหม่ ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าเรื่องแบบเดิมอย่างแน่นอน

สุดท้ายการปรับต้นฉบับให้เหมาะสมก็เสร็จสิ้น และมังงะ Dragon Ball ก็กลายเป็นผลงานที่เขียนได้จริง ทำให้ตัวโทริยามะสามารถตัดจบ Dr.Slump ได้ แม้ว่าเจ้าตัวจะมีความไม่มั่นใจอยู่บ้าง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการ์ตูนที่กลายเป็นงานโด่งดังระดับโลกในเวลาต่อไป

ขยายการทำงาน สู่สื่อแบบอื่น

Dragon Ball เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร Shonen Jump รายสัปดาห์ ในช่วงปลายปี 1984 และได้รับความนิยมจากนักอ่านในระดับที่ไม่น่าเกลียด แต่ก็ยังไม่ถึงจุดพีคในระดับที่ Dr.Slump ทำได้มาก่อน ทั้งยังมีช่วงที่ความนิยมตก จึงมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้การ์ตูนโฟกัสให้ โกคู อยากเป็นนักสู้ที่เก่งขึ้น นำพาสู่การสร้างฉากต่อสู้มากขึ้น ใส่ฉากฝึกวิชาเพิ่มขึ้น, เพิ่มตัวละครคู่แข่งเข้ามา, และมีการสร้างตัวร้ายแบบจริงจังเพื่อให้โกคูสามารถแสดงความเก่งกาจที่ฝึกฝนมา

การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้มังงะได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และ Dragon Ball ก็ถูกติดต่อให้ดัดแปลงเป็นอนิเมะอีกครั้ง แต่ตอนนี้เราขอแวะไปดูผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์โทริยามะ อากิระ เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยอีกชิ้นหนึ่ง

ย้อนกลับไปที่ตัวของโทริชิมะ คาซุฮิโกะ ที่ตอนนี้ไม่ได้แค่ดูแลนักเขียนมังงะเท่านั้น แต่เขายังทำการดูแลคอลัมน์เกี่ยวกับวิดีโอเกม ลงในนิตยสาร Shonen Jump รายสัปดาห์ ซึ่งมี โฮริอิ ยูจิเป็นนักเขียนขาประจำของคอลัมน์ดังกล่าว และในช่วงปี 1983 นักเขียนท่านนี้ก็ได้ทำงานกับบริษัทเกม Enix แล้ว และตอนนั้น ทางผู้พัฒนาเกมเจ้าดังกล่าวอยากจะสร้างเกม RPG ของประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาสักเกม โดยมอบหมายให้ โฮริอิเป็นผู้เขียนบทของเกมที่ว่า

ฝั่ง บก.โทริชิมะที่ชอบเล่นเกมแถมยังคุ้นเคยกับ โฮริอิ จึงได้เดินหมากเข้าไปติดต่อกับทาง Enix เพื่อให้ทาง Shonen Jump รายสัปดาห์ เป็นสื่อเจ้าเดียวที่ลงข่าวสารของเกม RPG เกมใหม่เพียงเจ้าเดียว รวมถึงเปิดโอกาสอื่นๆ ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวพันกับเกมมากขึ้น และบรรณาธิการท่านนี้ก็ได้ดึงตัว โทริยามะ อากิระ มาเป็นผู้ออกแบบตัวละครใหักับเกม RPG ดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า Dragon Quest

ณ เวลานั้นไม่มีใคร รวมถึงตัว โทริยามะ อากิระ เองจะคิดว่า เกมดังกล่าวจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 35 ปี แถมตัวละครเหล่านั้นยังกลายมาเป็นสินค้าของสะสมกันจนถึงปัจจุบันนี้ กับการร่วมออกแบบตัวละครครั้งนี้ ยังทำให้โทริยามะ มีโอกาสร่วมเป็นดีไซเนอร์ให้กับเกมอื่นๆ ในอนาคต ทั้งเกม Chrono Trigger, Tobal และ Blue Dragon ซึ่งทุกเกมต่างเป็นที่จดจำได้จากคอเกมทั่วโลก ส่วนหนึ่งก็มาจากฝีมือการวาดภาพของอาจารย์โทริยามะนั่นเอง

ย้อนกลับไปยัง ปี 1986 ในปีดังกล่าวถือว่าเป็นจังหวะที่ดีของโทริยามะ อากิระ เพราะตัวเกม Dragon Quest ที่เขาออกแบบตัวละครกับสัตว์ประหลาดให้ กับอนิเมะ Dragon Ball ส่งผลให้ชื่อเสียงและทรัพย์สินของนักเขียนคนดังกล่าวมั่นคงมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า โทริยามะ อยากจะหยุดยั้งตัวเองอยู่เพียงเท่านี้

เพราะเขาระลึกขึ้นมาได้ว่า เขาเองก็ควรจะปรับเปลี่ยนสัดส่วนตัวละครของ Dragon Ball ให้เหมาะสมกับการเขียนเรื่องราวแอ็กชั่นมากขึ้น แน่นอนว่า บก.โทริชิมะ ย่อมไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในครั้งนี้เหตุผลของโทริยามะนั้นฟังขึ้นอย่างมาก กอปรกับอนิเมะ Dragon Ball นั้นไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ระดับที่ตัวโทริชิมะเองก็เริ่มพูดคุยกับทีมสร้างอนิเมะเพื่อหาทางแก้ไขให้เรตติ้งดีขึ้น

เมื่อจังหวะรอบตัวเป็นใจ สุดท้ายโทริยามะ อากิระก็สามารถปรับดีไซน์ของตัวละครใน Dragon Ball ให้เหมาะกับแนวทางที่ตัวเขาเองต้องการมากขึ้น ด้วยการเดินเรื่องให้เกิด ไทม์สกิป (Time Skip) หรือข้ามเวลาจากเนื้อหาดั้งเดิม หลังจากที่โกคูเอาชนะจอมปิศาจพิคโคโร่ไปสามปี โกคูกลับมาอีกครั้งในฐานะหนุ่มเต็มตัว กล้ามเนื้อแน่นหนา และมีกระบวนท่าในการต่อสู้ที่ชัดเจน

และผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงก็ออกมางดงาม มังงะได้รับความนิยมอย่างมาก คราวนี้ไม่ใช่แค่ในแง่ผลงานที่คนอ่านคอยติดตามเท่านั้น Dragon Ball เริ่มกลายเป็นผลงานที่คนอ่านหัดวาดตาม เหมือนที่ครั้งหนึ่ง โทริยามะ อากิระเคยได้รับอิทธิพลจากอนิเมชั่น Disney แต่ ณ จุดนี้ นักเขียนจากจังหวัดไอจิคนนี้ได้ส่งอิทธิพลให้กับนักอ่านคนอื่น และกลายเป็นการเพาะพันธ์นักวาดมังงะรุ่นใหม่ ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกไปในที่สุด

ส่วนในฝั่งอนิเมะที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็มีการปรับทีมงาน และปรับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเต็มรูปแบบเมื่ออนิเมะเดินเรื่องเข้าสู่ช่วงที่ โกคู ต้องต่อสู้กับผู้รุกรานจากดาวไซย่า และมีการปรับชื่ออนิเมะให้เป็น Dragon Ball Z ที่เริ่มฉายตอนแรกในช่วงปี 1989 ซึ่งตัวอนิเมะชุดนี้ก็ได้ความนิยมระดับทะยานฟ้าตามฉบับมังงะ และทำให้สินค้าที่เกี่ยวพันกับผลงานเรื่องนี้ ทั้ง ของเล่น, การ์ดเกม, นิยาย, วิดีโอเกม หรือสินค้าที่เอาภาพ Dragon Ball ไปใช้งานกลายเป็นสินค้ายอดนิยมของยุคตามไปด้วย

แต่อิทธิพลของ อาจารย์โทริยามะ อากิระ ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่างๆ อาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ปล่อยพลังมังกร เสริมพลังลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น ขจรไกลไปทั่วทั้งโลก

หลังจาก Dragon Ball เปลี่ยนมาเป็นการ์ตูนแอ็กชั่นอย่างเต็มรูปแบบ มังงะเรื่องดังกล่าวก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีทรงตุปัดตุเป๋ไปเป็นบางช่วง แต่ด้วยทักษะของอาจารย์โทริยามะ ผู้ชอบใส่องค์ประกอบที่ทำให้คนอ่านไม่ตั้งตัวลงไปในเรื่องอยู่เรื่อยๆ ก็ทำให้ผลงานเรื่องดังกล่าวได้รับความนิยม และถูกเขียนยาวไปจนถึงปี 1995 ก่อนที่อนิเมะ Dragon Ball Z จะอวสานในปี 1996

แต่สำหรับนอกประเทศญี่ปุ่นนั้น ปรากฏการณ์ความนิยม อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมเพรียงกับประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุที่ยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีมากพอจะทำให้เกิดการตีพิมพ์ตอนใหม่ล่าสุดเทียบเท่ากับทางประเทศต้นทาง (Simulpublishing) และการฉายอนิเมะพร้อมกันกับประเทศต้นทาง (Simulcast) เหมือนในปัจจุบันนี้

ดังนั้นความนิยมของ Dragon Ball (รวมถึงการ์ตูนเรื่องอื่นๆ) ในยุค 1980-1990 จึงเริ่มต้นด้วยการทำตลาดของผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ก่อน อย่างฉบับมังงะนั้น ในหลายประเทศก็ทำการตีพิมพ์แบบไล่หลังประเทศญี่ปุ่นไม่นานนัก แบบในประเทศไทยเองก็มีสำนักพิมพ์ 2-3 เจ้า ทำการตีพิมพ์แข่งขันกัน บางเจ้าใช้วิธีติดต่อคนไทยที่อยู่ในญี่ปุ่นให้ทำการซื้อนิตยสาร Shonen Jump รายสัปดาห์ แล้วฉีกเนื้อหาในเล่ม ก่อนจะส่งโทรสารกลับมาที่ไทย เพื่อให้ออกขายได้เร็วที่สุด แต่บางเจ้าอาจจะรอใช้วิธีล่าช้ากว่านั้น แล้วผลิตงานให้มีภาพชัดเจนกว่าเจ้าอื่นๆ เป็นอาทิ

มังงะ Dragon Ball ฉบับไม่มีลิขสิทธิ์ ที่เคยตีพิมพ์ในไต้หวัน

ส่วนที่อื่นๆ ในเอเชียที่มีคนมาแบ่งปันข้อมูลในอดีตก็มีลักษณะที่คล้ายกัน อย่างที่พอจะมีข้อมูลให้หาได้ ในไต้หวันก็มีการตีพิมพ์ฉบับเถื่อนมาก่อน ด้านฟิลิปปินส์เริ่มตีพิมพ์ฉบับมังงะในช่วงปลายยุค 1990 เนื่องจากก่อนหน้าเกิดภาวะเผด็จการและมีการแบนมังงะ-อนิเมะญี่ปุ่น ส่วนประเทศเกาหลีใต้นั้น เพิ่งอนุญาตให้จำหน่ายหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแบบถูกกฎหมายเมื่อปี 1998 ดังนั้นผลงานมังงะในยุคก่อนหน้านั้นล้วนแล้วแต่เป็นงานพิมพ์เถื่อนทั้งหมด เป็นอาทิ

ในฟากอนิเมะนั้น หลายประเทศในเอเชียที่เกาะกระแสจากมังงะ ก็มีทั้งการนำเอาอนิเมะดังกล่าวมาขายแบบวิดีโอเทปแบบไม่มีลิขสิทธิ์ ตามมาด้วยการฉายทางโทรทัศน์ ที่อาจจะล่าช้ากว่าญี่ปุ่นราว 1-2 ปี อย่างในประเทศไทยเองก็มีบันทึกไว้ว่า อนิเมะเรื่องดังกล่าวเริ่มฉายในปี 1988 และมีหลายประเทศที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กับไทย หรือบางประเทศมีการพูดคุยว่าเพราะมีผู้ประกอบการเคยมาประเทศไทย จึงเกิดการติดต่อซื้อสิทธิ์ในการฉายขึ้นด้วย

และกระแสความนิยมในเอเชียยังเห็นได้ชัดจากการพยายามสร้างภาพยนตร์คนแสดงที่ดัดแปลงเนื้อหามาจาก Dragon Ball ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเป็นทางเกาหลีใต้ ได้สร้างภาพยนตร์ชื่อ Dragon Ball: Ssawora Son Goku, Igyeora Son Goku ในปี 1990 ซึ่งเป็นการดัดแปลงเนื้อหาจากช่วงแรกของมังงะ

กับทางไต้หวันสร้างภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Dragon Ball: The Magic Begins ที่เนื้อหาเป็นการนำเอาเนื้อหาภาพยนตร์อนิเมะ ดราก้อนบอล เดอะ มูฟวี่ 1: ตำนานเทพมังกร มาทำเป็นฉบับคนแสดง และตัวภาพยนตร์จากไต้หวันเรื่องนี้ยังถ่ายทำหลายฉากในประเทศไทยด้วย

ส่วนทางฝั่งโลกตะวันตกนั้น กระแสของ Dragon Ball ถือว่าไปถึงช้ากว่าสักหน่อย เพราะถ้าไม่นับประเทศฝรั่งเศส กับ อิตาลี ที่นำเข้าอนิเมะจากญี่ปุ่นมาฉายอนิเมะในช่วงเวลาไล่เรี่ยกับประเทศในทวีปเอเชีย ตั้งแต่ยุค 1970-1980 ทั้งมังงะและอนิเมะ ถือว่ามีผู้ติดตามอยู่ในกลุ่มค่อนข้างแคบ เพราะการฉายอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นในโลกตะวันตกนั้น มักจะมีการดัดแปลงเนื้อหาไป อย่างที่เกิดขึ้นกับเรื่อง Macross หรือ Go-Lion หรือบริษัทจาากญี่ปุ่นก็ทำงานรับจ้างผลิตอนิเมชั่นให้กับบริษัทฝั่งฝรั่ง

จนกระทั่งช่วงปลายยุค 1980 ที่ภาพยนตร์อนิเมะของญี่ปุ่นอย่าง Akira ได้สร้างความสนใจจากผู้ติดตามสื่อบันเทิง กับคุณภาพของงานที่ดูเหนือชั้น และเรื่องราวที่ตึงเครียด โดดเด่นกว่างานของฝั่งตะวันตกในยุคเดียวกัน แต่กว่าที่คำว่า'อนิเมะ' กับ 'มังงะ' จะถูกใช้งานในโลกตะวันตกแบบจริงจัง เวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงกลางของยุค 1990 แล้ว

เมื่อชาวตะวันตกได้เข้าใจมากขึ้นถึงตัวตนสื่อบันเทิงของญี่ปุ่นมากขึ้น ผลงานที่พวกเขาให้ความสนใจอย่างมากก็คือ Dragon Ball ที่ตอนนี้มีทั้งวิดีโอเกม, ของเล่น รวมถึงของสะสม ที่นำเข้ามาจากเอเชียให้เห็นบ้างแล้ว แต่ตัวผลงานอนิเมะกับมังงะนั้นกลับหาอ่านได้จากกลุ่มที่ทำแฟนซับกับหนังสือแปลแบบละเมิดลิขสิทธิ์ที่ถูกผลิตมาจำนวนน้อยในกลุ่มคนแคบๆ เท่านั้น

แล้วผู้ประกอบการในหลายประเทศของฟากตะวันตก ก็ได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ในการจัดทำมังงะกับอนิเมะ Dragon Ball ในช่วงปี 1995-2000 ถึงแม้ว่า ณ เวลานั้นตัวผลงานต้นฉบับจะอวสานไปแล้ว แต่ชื่อของ โทริยามะ อากิระ ก็ได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในศิลปินที่เป็นหัวหอกที่สามารถตีตลาดโลกอีกฟากหนึ่งได้สำเร็จ

วกกลับมาที่ตลาดในฝั่งเอเชีย ก็เป็น Dragon Ball ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ ในการจัดทำมังงะและจำน่ายอนิเมะแบบถูกต้องลิขสิทธิ์ในหลาย ๆ ประเทศ เพราะเรื่องราวของ โกคู กับพวกพ้องนั้นเป็นผลงานที่รับประกันให้คอการ์ตูนมาติดตามอย่างแน่นอน อย่างที่เราได้เห็นในไทยว่า การมาถึงของ Dragon Ball ทำให้ NED กลายเป็นสำนักพิมพ์ที่นักอ่านยังติดตามกันอยู่ หรือในฟากอนิเมะ ทั้งทีไอจีเอและไรท์พิคเจอร์ก็เคยจัดทำลิขสิทธิ์อนิเมะ Dragon Ball มาก่อน และมีทาง เดกซ์ ที่จัดทำอนิเมะภาคแรก, Z และ GT รวมถึงฉบับภาพยนตร์จำนวน 13 ภาคออกมาในภายหลัง

หรือพอจะสรุปได้สั้นๆ ว่า ผลงานของอาจารย์โทริยามะ อากิระ ทำให้เกิดการก้าวเดินก้าวใหญ่ของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์การ์ตูนจากญี่ปุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก

หลังจาก Dragon Ball และ หลังจากนี้ต่อไปในอนาคต

Dragon Ball ฉบับมังงะสิ้นสุดการตีพิมพ์ในปี 1995 ส่วนตัวอนิเมะ Dragon Ball Z ก็อวสานลงในปี 1996 หลังจากนั้น อาจารย์โทริยามะ อากิระ ก็ทำการวาดมังงะเรื่องสั้นจำนวนมาก อาทิ Cowa! น่ากลั๊ว น่ากลัว, Kajika, Cashman, เจโก้ สายตรวจจักรวาล ฯลฯ แม้ว่าผลงานเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ออกมาเป็นงานที่แมสจัดเหมือนผลงานสองเรื่องแรก แต่ทุกเรื่องนั้นก็ยังมีเสน่ห์ และแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่กว้างขวางของอาจารย์อยู่

แล้วถึงอาจารย์จะเคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่อยากจะกลับมาวาด Dragon Ball อีกแล้ว แต่สุดท้ายอาจารย์ก็เข้ามามีส่วนร่วมกับการออกแบบตัวละครให้ Dragon Ball GT ก่อนจะกลับมารับหน้าที่เขียนบทให้ผลงานภาพยนตร์ในยุคหลัง ทั้งภาค ศึกสงครามเทพเจ้า, การคืนชีพของฟรีเซอร์ และเข้ามาคุมการสร้างทั้งฝั่งอนิเมะและมังงะ Dragon Ball Super ที่แฟนคลับก็ยินดีต้อนรับผลงานเรื่องนี้อีกครั้ง

และจริงๆ ปี 2024 นี้ น่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับอาจารย์โทริยามะ อากิระ กับผู้ติดตามผลงานของอาจารย์ เนื่องจากปีนี้ มีทั้งวิดีโอเกมและอนิเมะ Sand Land ออกมาให้ติดตาม, ฝั่ง Dragon Ball ก็มีการเปิดตัวภาค Daima สปินออฟภาคใหม่ ที่เดินเรื่องให้โกคูกับพวกพ้องถูกทำให้กลายเป็นเด็ก ที่มีกำหนดจะออกอากาศทั่วโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

น่าเสียดายที่อาจารย์โทริยามะ ออกเดินทางไปยังดินแดนไกลแสนไกล ก่อนที่จะได้เห็นผลงานเหล่านี้ออกสู่สายตาของผู้คนทั่วโลก และการจากไปของอาจารย์ทำให้หลายคนใจหาย เพราะผู้สร้างผลงานที่อยู่เคียงคู่กับชีวิตของหลายคนได้หายไปเหมือนกับวัยเด็กที่ไม่อาจหวนคืนกลับมา

แต่เราเชื่อว่า Dragon Ball จะไม่หายไปไหน ไม่ใช่เพราะว่ามีภาคต่อที่ยังออกอากาศอยู่เท่านั้น แต่เพราะคนที่ได้รับพลังของอาจารย์ ผ่านการ์ตูนเรื่องดังกล่าว ยังมีอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วโลก และพวกเขาทุกคนพร้อมจะบอกกลับไปว่า อาจารย์โทริยามะ อากิระ คือหนึ่งในนักเขียนมังงะที่จะอยู่ในดวงใจของพวกเขาเสมอ

อ้างอิงจาก

adobomagazine.com

academia.edu

bangkokbiznews.com

forbes.com

kanzenshuu.com 1, 2, 3

news.cnrs.fr

nintendolife.com

singaporecomix.blogspot.com

Graphic Designer: Kotchamon Anupoolmanee
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...