โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลือกไม่ดีมีอันตราย น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา เหมาะกับใคร สรรพคุณต่างกันอย่างไร

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 ม.ค. 2568 เวลา 06.08 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 01.28 น.

เลือกไม่ดีมีอันตราย น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา หมอเจดเผย เหมาะกับใคร สรรพคุณต่างกันอย่างไร เลือกกินแบบไหนดีสุด

หมอเจด นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดความแตกต่างของ น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา เลือกไม่ดีมีอันตราย

เชื่อว่าทุกคนคุ้นกับ น้ำมันปลา และ น้ำมันตับปลา หลายคนชอบทานเพื่อดูแลสุขภาพ แต่เคยสงสัยไหมครับ ว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันยังไง แล้วแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด? วันนี้เล่าให้ฟังนะ

1.แหล่งที่มา : ปลาทั้งตัว VS ตับปลา

น้ำมันปลา (Fish Oil) สกัดมาจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อ หนัง และไขมัน โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอนหรือปลาทูน่า มีโอเมก้า-3 สูงที่ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้

น้ำมันตับปลา (Cod liver oil) สกัดมาจาก “ตับ” ของปลาค็อด จุดเด่นคือมีทั้งโอเมก้า-3 วิตามินเอ และวิตามินดีในปริมาณสูง

2.สารอาหารสำคัญ: โอเมก้า-3 และวิตามิ

ในน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาทั้งคู่มีสารอาหารต่างกันนะ ซึ่งจะให้ประโยชน์กับร่างกายต่างกัน

น้ำมันปลา : มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่

  • EPA (Eicosapentaenoic Acid): ช่วยลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • DHA (Docosahexaenoic Acid): สำคัญต่อสมอง สายตา และระบบประสาท
  • น้ำมันปลามีงานวิจัยสนับสนุนมากมายว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สมองเสื่อม และลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ดี

3.เหมาะกับใคร?

  • น้ำมันปลา: เหมาะกับคนที่อยากดูแลหัวใจ ลดไขมันในเลือด ลดอาการอักเสบ หรือเสริมการทำงานของสมอง
  • น้ำมันตับปลา: เหมาะกับคนที่ต้องการวิตามินเอและดีเพิ่ม เช่น คนที่ไม่ค่อยโดนแดด หรือมีปัญหาเรื่องกระดูก

แต่ก็ต้องระวังสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ น้ำมันตับปลาอาจไม่เหมาะ เพราะปริมาณวิตามินเอที่สูงอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

4.ข้อควรระวังของน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา

  • น้ำมันปลา

– ถ้ากินน้ำมันปลาในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย หรือเลือดแข็งตัวช้าลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด

– ควรเลือกน้ำมันปลาที่ผ่านการตรวจสอบว่าปราศจากสารปนเปื้อน เช่น ปรอทหรือโลหะหนัก

  • น้ำมันตับปลา

– น้ำมันตับปลามีวิตามินเอและวิตามินดีในปริมาณสูง ถ้าทานมากเกินไปอาจเกิดการสะสมจนเป็นพิษ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือเกิดอาการผื่นแพ้

– ผู้ที่เป็นโรคตับหรือไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานน้ำมันตับปลา

– คุณแม่ที่กำลังท้องควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะวิตามินเอในปริมาณสูงอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติได้

5.เลือกแบบไหนดี?

  • แบบเม็ด (Capsule): พกง่าย กินสะดวก ไม่มีรสคาว
  • แบบน้ำ: อาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย แต่ดูดซึมเร็ว เหมาะกับคนที่อยากควบคุมปริมาณเอง

ไม่ว่าจะเลือกน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลา อย่าลืมดูฉลากว่ามี EPA, DHA และวิตามินในปริมาณเท่าไร และเลือกแบรนด์ที่ได้มาตรฐานนะครับ

ทุกคนน่าจะแยกออกแล้วนะ น้ำมันปลาเหมาะสำหรับเสริมโอเมก้า-3 ส่วนน้ำมันตับปลามีจุดเด่นที่วิตามินเอและดี การเลือกทานขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือต้องทานในปริมาณที่เหมาะสม และถ้าสงสัย ควรปรึกษาหมอก่อนนะครับ ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เลือกไม่ดีมีอันตราย น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา เหมาะกับใคร สรรพคุณต่างกันอย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...