โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ยกเครื่อง “ประกันภัยรถ” รอบ 20 ปี บังคับระบุชื่อ-คิดเบี้ยตามเสี่ยง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ธ.ค. 2567 เวลา 02.53 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2567 เวลา 00.45 น.

คปภ.ยกเครื่อง “ประกันรถยนต์” ในรอบเกือบ 20 ปี ใช้ต้นแบบประกันรถอีวี บังคับระบุชื่อผู้ขับขี่ คิดค่าเบี้ยรายบุคคลตามพฤติกรรม-ประวัติขับขี่ เผย “ประวัติดี-ไม่มีเคลม” รับส่วนลดเบี้ยสูงสุด 40% ส่วนกลุ่มเคลมสูงเจอชาร์จเบี้ยสูงสุด 40% ดีเดย์นำร่อง 1 ม.ค. 68 สำหรับรถใหม่ป้ายแดง และปี’69 ใช้กับรถยนต์ทั้งประเทศ หวังสร้างจุดเปลี่ยนคนขับรถดีขึ้น-ลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากที่ติดอันดับโลก สมาคมประกันฯขานรับชี้ช่วยให้การกำหนดค่าเบี้ยในอนาคตเหมาะสมมากขึ้น ลุ้นเบี้ยรถยนต์ปี’68 โต 3-5% “วิริยะ-กรุงเทพ” เชื่อช่วยลดเคลมลงได้ 10%

รื้อแบบ “ประกันรถ” รอบ 20 ปี

นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการด้านกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำนักงาน คปภ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เพื่อทบทวนเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (สันดาป) ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ประเภท 2 และประเภท 3 ซึ่งจะเป็นการยกเครื่องกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ในรอบเกือบ 20 ปี หลังจากมีการทบทวนแก้ไขพิกัดอัตราเบี้ยใหม่ (Tariff Rate) ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตั้งแต่ปี 2540 และต่อมาได้ปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อปี 2550

โดยครั้งนี้จะนำเอาเรื่องพฤติกรรมการขับขี่หรือนำความเสี่ยงในการขับขี่จริงของแต่ละบุคคลมากำหนดเบี้ยประกัน โดยจะใช้ต้นแบบเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่บังคับให้ต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ มาปรับใช้กับรถยนต์สันดาป เพื่อให้มีการโค้ดค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมต่อความเสี่ยงของผู้ขับขี่

โดยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ต่อกรมธรรม์ได้สูงสุด 5 ราย จากปัจจุบันกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไม่ต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ และเพิ่มทางเลือกให้ซื้อกรมธรรม์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ เพื่อให้ได้ค่าเบี้ยที่ถูกลง ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะระบุชื่อผู้ขับขี่อยู่ประมาณ 1-2 ราย

ขับรถแย่เจอชาร์จเบี้ยเพิ่ม 40%

นอกจากนี้ เงื่อนไขใหม่จะมีส่วนลดเบี้ยประกันอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ส่วนของกรมธรรม์ ถ้าไม่มีเคลมลูกค้าจะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 40% แต่ตรงนี้จะไม่ติดตัวผู้ขับขี่ไป เพราะเป็นเงื่อนไขสัญญาระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้เอาประกันภัย แต่ส่วนที่ 2.ประวัติการขับขี่ หากผู้ขับขี่มีประวัติขับรถดี ไม่มีเคลม จะได้ส่วนลดติดตัวไปสูงสุดถึง 40%

ยกตัวอย่าง นาย A ขับรถดีมา 3 ปี ประวัตินี้จะติดตัวไปด้วย เมื่อไปทำประกันภัยรถยนต์กับบริษัทใหม่ ทางบริษัทประกันภัยนั้น ๆ จะนำประวัติ 3 ปีที่ขับดีมาคำนวณค่าเบี้ยประกัน แต่หากผู้ขับขี่เกิดอุบัติเหตุบ่อย/เคลมบ่อย บริษัทประกันภัยก็สามารถชาร์จเบี้ยประกันได้สูงสุดถึง 40% เช่นกัน

ดีเดย์รถป้ายแดง 1 ม.ค. 68

นายอาภากรกล่าวต่อว่า ไทม์ไลน์การบังคับใช้จะกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป จะให้เริ่มบังคับใช้กับรถใหม่ (ป้ายแดง) ของรถสันดาปและรถไฮบริดก่อน และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป จะให้บังคับใช้กับรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย

“สาเหตุที่ คปภ. ต้องการปรับเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ขับขี่แต่ละบุคคล ซึ่งต่อไป คปภ. สามารถเก็บพฤติกรรมการขับขี่รายบุคคลได้มากขึ้นและผู้ขับขี่รายใดที่ขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุบ่อย ก็ควรจะต้องจ่ายค่าเบี้ยที่แพงขึ้น ขณะเดียวกันหากขับรถดี มีความระมัดระวังไม่เคยเกิดเหตุ หรือไม่ใช่ฝ่ายผิด ค่าเบี้ยประกันก็ควรจะถูกลงด้วย” นายอาภากรกล่าว

โดยเมื่อมีการคิดค่าเบี้ยตามความเสี่ยงแต่ละบุคคล จะทำให้พฤติกรรมความเสี่ยงจะสอดคล้องกับเบี้ยประกันมากขึ้น และจุดสำคัญที่ คปภ. อยากจะเห็นจุดเปลี่ยน คือ คนในประเทศมีการขับรถที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทยลงได้ จากวันนี้ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุสูงมากและติดอันดับโลก

สมาคมรับลูกแนวคิด

ด้าน ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การทบทวนเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถของ คปภ.ในครั้งนี้ ถือเป็นแนวความคิดที่ดีมาก

เพราะจริง ๆ แล้วความเสี่ยงของรถยนต์ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถแต่อยู่ที่ผู้ขับขี่ ดังนั้นการบังคับระบุชื่อผู้ขับขี่จะทำให้บริษัทประกันภัยรู้ว่าใครเป็นคนที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้การกำหนดค่าเบี้ย (Pricing) ในอนาคตจะนำไปสู่ Pricing ที่เหมาะสมได้มาก

สำหรับตลาดประกันภัยรถยนต์ในปี 2568 ถ้าประเมินจากปี 2567 ที่ยอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถใหม่ที่เป็นรถสันดาปหดตัวลงอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันยอดขายรถอีวีก็มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่มีหลายแบรนด์เข้ามาแข่งขัน

จึงยังมองว่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาพรวมปีหน้ายังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นได้ประมาณ 3-5% แต่สำหรับสิ้นปีนี้ภาพรวมไม่น่าจะโต เพราะสิ่งที่เจอคือการหดตัวของยอดขายรถสันดาป และรถมือสองก็ขายได้ยากขึ้น ส่งผลจำนวนรถที่จะเข้าสู่ระบบประกันภัยใหม่ ๆ ก็ลดน้อยลง

วิริยะลุ้นเบี้ยรถ 3.8 หมื่นล้าน

ขณะที่นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เจ้าตลาดประกันรถยนต์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวทาง คปภ.เป็นเรื่องที่ดี เชื่อว่าความเสี่ยงการเคลมประกันรถยนต์ในอนาคตจะลดลงแน่นอน ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยก็จะเปลี่ยนตามไป

โดยช่วง 10 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีการรับประกันภัยรถยนต์อยู่ประมาณ 1.5 ล้านคัน เบี้ยกว่า 3 หมื่นล้านบาท เติบโต 1.2% YOY รวมพอร์ตประกันรถอีวีที่รับประกันอยู่ 49,000 คัน คิดเป็นเบี้ยประกัน 1,130 ล้านบาท แม้ว่าปีนี้รถป้ายแดงจะชะลอตัวลงมาก

แต่บริษัทยังลุ้นช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ที่มีงาน Motor Expo 2024 และเป็นช่วงพีกการต่ออายุประกันรถ จะทำให้สิ้นปีบริษัทจะมียอดเบี้ยประกันรถยนต์ถึงเป้า 3.8 หมื่นล้านบาทได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราการต่ออายุประกันรถยนต์สูงถึง 80% สะท้อนว่าจะยังรักษายอดต่ออายุได้ในระดับที่ดีมาก

สำหรับอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ในการเคลมประกันรถยนต์ของบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 57% ยังมีกำไรอยู่ได้ ดังนั้นคงยังไม่ปรับเบี้ยประกัน แม้ว่าปัจจุบันจะมียอดเคลมประกันรถยนต์เพิ่มขึ้น 6% YOY หรือประมาณ 6 แสนเคลม มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท แต่ถ้าเมื่อไหร่ Loss Ratio เกิน 60% บริษัทก็อาจจำเป็นต้องปรับเบี้ยขึ้นบ้าง

กรุงเทพเชื่อลดเคลมลงได้ 10%

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประสบการณ์ของผู้ขับขี่รถจะมีผลต่อเรื่องการเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่มีอายุอยู่ในระดับที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูง ความถี่การเกิดอุบัติเหตุก็จะน้อยลง ซึ่งมองว่าประกันภัยรถรูปแบบใหม่จะช่วยลด Loss Ratio ลงมาได้สัก 10%

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายซ่อมห้าง (ซ่อมศูนย์) ขณะที่ค่าแรงและค่าอะไหล่ที่สูงมาก ส่งผลให้ Loss Ratio ของเคลมประกันรถยนต์ของรถป้ายแดงยังสูงเกินกว่า 65%

สำหรับพอร์ตประกันรถยนต์ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรก สืบเนื่องจากกิจกรรมทางสังคมที่กลับมาเป็นปกติแล้วจากช่วงโควิด ส่งผลให้อุบัติเหตุสูงขึ้น กดดันอัตราความเสียหายของประกันภัยรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 3% จากระดับ 56% เป็น 59%

หั่นเป้าเบี้ยเหลือ 3.2 หมื่นล้าน

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดประมาณการเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้ลงมาที่ 32,000 ล้านบาท เหลือโต 7% จากเดิมที่ตั้งไว้ 32,400 ล้านบาท โต 8% สาเหตุจากตลาดประกันวินาศภัยไทยที่มีความเปราะบาง ภาพรวมประกันวินาศภัย 9 เดือนแรกไม่ค่อยดี ทั้งตลาดมีเบี้ยรับรวมติดลบ 0.5%

สาเหตุหลักเพราะยอดขายรถยนต์ใหม่ปีนี้ที่หดตัวแรง มีการปรับลดเป้าตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา จากต้นปีตั้งเป้า 8-9 แสนคัน ปรับลดลงเหลือ 7.5 แสนคัน และตอนนี้ปรับใหม่น่าจะเหลือแค่ 5.5 แสนคัน

โดยไตรมาส 4/2567 ภาคธุรกิจจะเป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงปลาในบ่อเดิม เพราะยอดขายรถใหม่ไม่ค่อยมี และส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถอีวี ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าบริษัทจะไม่เข้าไปรับประกันรถอีวี แต่จะรับด้วยราคาเบี้ยประกันที่สะท้อนความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อเทียบราคาคู่แข่งจะสูงกว่าหลายบริษัท ทำให้พอร์ตประกันอีวีของบริษัทไม่โตมาก แต่รถสันดาปยังมั่นใจว่าลูกค้าจะให้ความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพและบริการ เพราะฉะนั้น การโยกพอร์ตจะยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ช่วง 9 เดือนแรก พอร์ตประกันรถยนต์ของบริษัทโต 9.9% คิดเป็นเบี้ยราว 13,000 ล้านบาท และคาดว่าปิดปีพอร์ตประกันภัยรถยนต์ของบริษัทน่าจะโตได้ 10% โดยประกันรถของบริษัทมีอัตราการต่ออายุ 86% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบอุตสาหกรรม”

ปีหน้าโอกาสเบี้ยรถขยับ 3-5%

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2568 มองว่ายอดขายรถใหม่ยังไม่น่ากระเตื้อง จากความเปราะบางของเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้ครัวเรือนก็ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง คาดการณ์ว่า GDP ก็ไม่น่าจะโตมากไปกว่าปีนี้ สังเกตจากนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธุรกิจไฟแนนซ์และธนาคาร ที่ค่อนข้างเข้มงวดเพื่อลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) นั่นแปลว่าจำนวนรถที่เข้าสู่ระบบไฟแนนซ์ลีสซิ่ง หรือยอดขายรถยนต์ใหม่ไม่น่าจะกระเตื้องได้มาก ซึ่งจะกดดันการเติบโตของเบี้ยประกันรถยนต์ตามมา

ส่วนแนวโน้มอัตราความเสียหายของประกันรถยนต์ ในปีหน้ามองว่ายังอยู่ใกล้เคียงเดิม ถ้าไม่มีความเสี่ยงจากเรื่องภัยธรรมชาติ แต่หากเกิดภาวะ Rain Bomb โดยเฉพาะหากเกิดในกรุงเทพฯ อาจมีความเสี่ยงรถยนต์ที่จอดอยู่ชั้นในคอนโดมิเนียมชั้นใต้ดินจะได้รับความเสียหายมาก ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นกังวลที่อาจจะส่งผลให้ Loss Ratio รถยนต์สูงขึ้นกว่าปีนี้ได้

“อย่างไรก็ดี ปีหน้าก็มีรถบางรุ่นของบริษัทที่อาจต้องมีการขยับเบี้ยขึ้นบ้าง เช่นเดียวกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่จะต้องขึ้นเบี้ยให้สะท้อนภาพความเสี่ยงที่แท้จริง เทียบกับราคาค่าซ่อม ค่าอะไหล่ ที่สูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งการขยับเบี้ยขึ้นน่าจะประมาณ 3-5% ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นรถใหม่ที่ซ่อมจากศูนย์ซ่อมตัวแทนจำหน่าย (Dealer Garage)” ดร.อภิสิทธิ์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยกเครื่อง “ประกันภัยรถ” รอบ 20 ปี บังคับระบุชื่อ-คิดเบี้ยตามเสี่ยง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...