โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ผลกระทบ ‘หุ้นโรงพยาบาล’ หากปรับ ‘ประกันสุขภาพ’ เป็นแบบ ‘co-payment’

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 ธ.ค. 2567 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2567 เวลา 06.15 น. • The Bangkok Insight

ประเมินผล "หุ้นโรงพยาบาล" จะได้รับผลกระทบแค่ไหน หาก "คปภ." และกลุ่มบริษัทประกันภัย ตัดสินใจหาทางคุมค่ารักษาพยาบาล เพื่อระบบประกันภัยสุขภาพที่ยั่งยืน ด้วยการหันมาเน้นในเรื่อง กรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบ "Co-payment"

การที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันสุขภาพ ทำให้มีกระแสข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และกลุ่มบริษัทประกันภัย ได้หาแนวทางคุมค่ารักษาพยาบาล เพื่อระบบประกันภัยสุขภาพที่ยั่งยืน ตามมาตราฐานประกันสุขภาพแบบใหม่

หุ้นโรงพยาบาล

แนวทางที่สำคัญ คือ การลดประกันสุขภาพเหมาจ่าย และเปลี่ยนเป็นมาเน้นกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบ "Co-payment" แทน ซึ่งหมายถึง การกำหนดหลักเกณฑ์ส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล

เช่น กรณีที่กำหนดเงื่อนไข Copayment 30% แปลว่า หากค่ารักษาพยาบาลตามจริงออกมาเป็น 100,000 บาท ผู้ทำประกันจะมีส่วนในการร่วมจ่าย 30,000 บาท และอีก 70,000 บาทเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกัน ซึ่งตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป มีแนวโน้มสูงที่บริษัทประกันภัยในไทย จะปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพเป็นแบบ Co-payment มากขึ้น (อาจรวมถึงแบบที่มีความรับผิดส่วนแรก หรือ Deductible ด้วย)

ปัจจุบันกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนในไทยส่วนใหญ่เป็นแบบเหมาจ่าย สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้น รวมถึงความถี่ในการเข้ารักษาพยาบาลที่มากขึ้น โดยเฉพาะบริการผู้ป่วยใน (IPD) สำหรับการป่วยเล็กน้อยทั่วไป ทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ตามหลักการแล้ว กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Co-payment จะมีเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ทำให้ คปภ. เชื่อว่าการปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนให้เป็นแบบ Co-payment จะทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้อย่างแท้จริง ภายใต้เบี้ยประกันที่สมเหตุสมผล

หุ้นโรงพยาบาล

มุมมองนักวิเคราะห์

จากประเด็นดังกล่าว บทวิเคราะห์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า จะทำให้ตลาดเกิดความกังวลในระยะสั้น เพราะจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนอาจปรับตัวลดลง

แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลกระทบจะมีจำกัด และเล็งเห็นโอกาสเติบโตในระยะยาว เนื่องจากเบี้ยประกันสุขภาพที่คาดว่าจะลดลงจากการปรับเป็น Co-payment น่าจะเป็นปัจจัยบวกให้มีการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนได้มากขึ้น

จากการสอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ บ่งชี้ว่าการบริการ IPD ไม่ได้เป็นส่วนหลัก โดยประเมินว่า การป่วยเล็กน้อยทั่วไป คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของรายได้จากประกันสุขภาพเอกชน ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากบริการนี้หายไปทั้งหมด ประเมินว่าผลกระทบเชิงลบจะมีจำกัดที่ 2-3% ของรายได้รวม และ 2-4% ของประมาณการกำไรปกติปี 2568 สำหรับโรงพยาบาลเอกชนภายใต้การวิเคราะห์

นอกจากนี้ ข้อมูลปี 2566 ของ คปภ. ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชน ทั้งหมด 25.3 ล้านคน แต่ส่วนใหญ่เป็นกรมธรรม์แบบกลุ่ม 20.9 ล้านคน

ในขณะที่กรมธรรม์แบบรายบุคคลยังมีค่อนข้างน้อยด้วยจำนวนเพียง 4.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.7% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 40.8% และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ที่ 70% ญี่ปุ่นที่ 70% มาเลเซียที่ 22% และอินเดียที่ 12% สะท้อนว่าการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

หุ้นโรงพยาบาล

ผลกระทบหุ้นโรงพยาบาล

บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินผลกระทบต่อหุ้นโรงพยาบาล โดยใช้สมมติฐานว่ารายได้จากประกันสุขภาพเอกชนลดลง 10% จากการเข้ารับการรักษาการป่วยเล็กน้อยทั่วไป จะกระทบต่อรายได้รวมแค่ไหน

  • BDMS คาดรายได้รวมปี 2568 ที่ 111,556 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพ 31% คาดกระทบรายได้รวม 3.1%
  • BCH คาดรายได้รวมปี 2568 ที่ 13,194 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพ 25% คาดกระทบรายได้รวม 2.5%
  • CHG คาดรายได้รวมปี 2568 ที่ 9,146 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพ 25% คาดกระทบรายได้รวม 2.5%
  • RJH คาดรายได้รวมปี 2568 ที่ 3,041 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพ 25% คาดกระทบรายได้รวม 2.5%
  • BH คาดรายได้รวมปี 2568 ที่ 28,588 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพ 19% คาดกระทบรายได้รวม 1.9%

จะเห็นว่าการที่ BDMS มีรายได้จากผู้ป่วยคนไทยที่มีประกันสุขภาพเอกชน คิดเป็นสัดส่วนที่สูง 31% ของรายได้รวม ทำให้ตลาดดูเหมือนจะมีมุมมองเชิงลบต่อ BDMS จากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 17% จากจุดสูงสุดล่าสุด โดยซื้อขายที่ PE ปี 2568 ที่ 23 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ดังนั้น จึงมองว่าราคาหุ้นลดลงมากเกินไปเมื่อพิจารณาจากผลกระทบระยะสั้นที่คาดว่าจะมีจำกัด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์:https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook:https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...