โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Nifty is Happy~ รีวิวสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น『 METI 』ไปฝึกงานโรงแรม 2 เดือนที่เซนได ดีต่อใจแถมได้ค่าตอบแทนด้วย!

Dek-D.com

เผยแพร่ 03 ม.ค. 2568 เวลา 02.43 น. • DEK-D.com
แจกความสดใส~ พร้อมเล่าประสบการณ์ฝึกงานโครงการ METI JAPAN INTERNSHIP ปี 2023

สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่อยากฝึกงานในประเทศที่วัฒนธรรมสุดจะเก๋และมีอิทธิพลครองใจน้องๆ คนไทยหลายคน วันนี้จะมาเปิดเรื่องราวของเด็กทุนโครงการ METI Japan Internshipกันค่ะ ! สำหรับ METI นี้คือชื่อโปรแกรมฝึกงานที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าที่พัก 100% และได้ค่าตอบแทนด้วยซึ่งฝั่งผู้จ้างจะมีองค์กรขนาดย่อมหรือขนาดกลางจากหลากหลายธุรกิจหรือภาคส่วนที่เข้าร่วม แต่ละปีจะแตกต่างกันค่ะ (อ่านรายละเอียดโครงการปี 2024 )

และวันก่อนเราบังเอิญเจอโพสต์รีวิวที่น่าสนใจมากกก ของ "น้องนิฟตี้" @nolikebananazzสาวผู้ชื่นชอบอนิเมะที่ได้ทุน METI ปี 2023 ไปฝึกงานโรงแรมในเมืองเซนได ถ้าถามว่าประทับใจแค่ไหน บอกเลยว่าติ๊กทุกข้อทั้งเนื้องาน บริษัท เพื่อนร่วมงาน โฮสต์ (พี่เลี้ยง) ท่องเที่ยว และตามรอยสถานที่ในฉากอนิเมะในดวงใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ไปฟรีและมีได้ค่าตอบแทนด้วย

ในนี้จะรีวิวที่มาที่ไป จากจุดเริ่มต้นการเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ประสบการณ์แลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 2 ครั้ง ซึ่งปูทางสู่การมาสมัครโครงการนี้ สายญี่ปุ่นหรือคนกำลังมองหาโลเคชันฝึกงานเจ๋งๆ ห้ามพลาดค่ะ !

ชื่อนิฟตี้ ชอบวาดรูป ชอบอนิเมะ

เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นเองตั้งแต่อายุ 14

สวัสดีค่า ชื่อ "นิฟตี้" (แต่เดบิวต์ตัวเองว่าชื่อกล้วย ตามชื่อแอคใน TikTok กับ X) หนูชอบวาดรูป ชอบดูอนิเมะ และเริ่มฝึกภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองตั้งแต่ 14 เพราะเป็นแฟนอนิเมะค่ะ // อันดับหนึ่งในดวงใจคือ Haikyu!! ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทานถ้าใครอยากเริ่มฝึกภาษากับเรื่องที่สนุกและภาษาไม่ยาก อาจลองเริ่มจากเรื่องนี้ได้นะคะ

พอขึ้น ม.ปลาย หนูเรียนเอกญี่ปุ่นที่โรงเรียนสาธิตศรีนครินวิโรฒประสานมิตร และมีโครงการให้เราไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนคู่สัญญาได้ ตอน ม.5 หนูเลยสมัครและได้ไปเรียนที่ Oisca Hamamatsu Kokusai Senior High School

แลกเปลี่ยน 1st โรงเรียนไฮสคูลในญี่ปุ่น

กฎระเบียบเนี้ยบ จนคุณแม่เหมือนได้ลูกคนใหม่

ช่วงก่อนไปนิฟตี้มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นแค่นิดดด นิดเดียวจริงๆ พอไปแลกเปลี่ยน ภาษาก้าวกระโดดจาก N5 -> N3 เลยเพราะปกติโรงเรียนเค้ารับเด็กต่างชาติอยู่แล้ว เลยมีวิธีสอนภาษาให้เด็กต่างชาติสนุกและเข้าใจได้เร็ว ยิ่งตอนคุยกับเพื่อนๆ เราก็จะได้เรื่องสำเนียงจากการฟังจากเจ้าของภาษาโดยตรง

  • ตอนมัธยมเเข้มข้นกว่าตอนทำงาน (ส่วนมหาลัยมีกฎเดียวที่ต้องเคร่งคือแยกขยะ)
  • โซนที่นิฟตี้เคยไปอยู่พูดอ้อมหมด 5555 ตอน ม.5 อยู่แถวชิซูโอกะ โซนๆ คันไต อ้อมกันตั้งแต่วัยนั้นเลยค่าา
  • วัฒนธรรมหอในต้อง Respect รุ่นพี่ เกร็งกว่าตอนทำงานอีกนะเอาจริง แต่ต้องดูวัฒนธรรมองค์กรด้วยค่ะ ถ้าจบแล้วเรียนมหาลัยหรือทำงานต่อ ต้องทำให้ได้

การไปญี่ปุ่นยังไงก็ต้องได้วินัยกลับมายิ่งการไปที่อยู่ "หอใน" ที่ปลูกฝังเรื่องกฎระเบียบอย่างเข้มข้น โรงเรียนมัธยมสอนตั้งแต่ลำดับการกิน การตักอาหารเข้าปาก สอนแยกขยะ และการอยู่ในสังคม เช่น ระบบอาวุโส รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่ (ยุคใหม่เพลาๆ ลงแล้ว) หรือกิจวัตรประจำวันทั่วไปอย่างการตื่น 6 โมงเช้าทุกวัน การดูแลหอให้สะอาดอยู่เสมอ ตอนนั้นหนูติดกลับมาทำที่ไทยจนคุณแม่บอกว่าเหมือนได้ลูกคนใหม่เลยค่ะ !

แลกเปลี่ยน 2nd ที่ Oita Univ.

รอบนี้เจอสังคมเพื่อนนานาชาติ

หนูเรียนต่อ ป.ตรี เอกวิทยุและโทรทัศน์ ของคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ช่วงนั้นเทรนด์ทำช่อง YouTube กำลังบูม แล้วเนื้อหาหลักสูตรนี้ถือว่าใกล้เคียงมาก แล้วก็มีโครงการแลกเปลี่ยนที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยคู่สัญญาในญี่ปุ่นอีกแล้วค่ะ คราวนี้นิฟตี้ก็สมัครแล้วได้ไปเรียนในคณะการสอน (Education) ของ Oita University ช่วงนั้นประมาณปี 3 แล้ว ซึ่งจริงๆ เทียบเกรดได้ แต่ล่าช้าเพราะเจอช่วงโควิด ทำให้จบช้ากว่าเพื่อน 1 ปีแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้สึกเสียดายเลย เพราะเป็นโอกาสเปิดโลกแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

คราวนี้ต่างจากมัธยมเพราะเจอเพื่อนนานาชาติเยอะแยะเลยค่ะ หนูอยู่ในกลุ่มเพื่อนเด็กเรียน สนิทกันเร็วสุดๆ เพราะตกลงกันตั้งแต่แรกว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน ! แถมเพื่อนคนญี่ปุ่นในมหา'ลัยเค้าก็พยายามคุยภาษาอังกฤษด้วย เรียกว่าก้าวข้ามความกลัวที่จะใช้ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นไปเลย

วิชาที่เรียนช่วงนี้จะเน้น หลักภาษา การฟัง พูด อ่าน เขียน และสนทนาภาษาญี่ปุ่นหนูรู้สึกเลยว่าสกิลอ่านและเขียนดีขึ้นชัดเจนเพราะก่อนหน้านี้เรียนในเอกญี่ปุ่นมาเยอะแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ และวิชาอื่นๆ คือ [Japanese Pop Culture]ก็สนุกจนรู้สึกว่า /นี่แหละ เราได้มาสัมผัสประเทศญี่ปุ่นจริงๆ แล้วนะ/

และวิชานึงที่ชื่อ [City Project: Oita & Beppu 歩いてたのし大分と別府]ก็น่าสนใจมาก เค้าจะคละเพื่อนต่างชาติกับเพื่อนญี่ปุ่น ลงพื้นที่สำรวจเมืองแล้วดูว่าตรงไหนที่สามารถพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้

เอาล่ะ ! ต่อมาจะเป็นพาร์ตเด็กทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

โครงการ METI Japan Internship

มารู้จักโครงการนี้กันก่อน

  • METI Japan Internship Program เป็นโครงการฝึกงานโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติและผู้มีความสามารถในสาขาวิชาต่างๆ ได้ฝึกงานกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศ โดยทางโครงการจะจับคู่บริษัทให้กับผู้สมัครฝึกงานตามความเหมาะสม ซึ่งเรามีโอกาสติดมากกว่า 1 งาน
  • ฝึกงานประมาณ 6 สัปดาห์ (รูปแบบออนไลน์ หรือ ไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น)
    - นิฟตี้ไปฝึกงานปี 2023 ที่ญี่ปุ่นกับบริษัท PASONA *แต่ละปีมีบริษัทที่เข้าร่วมต่างกันนะคะ
    - นอกจากฝึกงาน ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ด้วยค่ะ
  • ต้องมีวุฒิ ป.ตรี ขึ้นไป ทักษะภาษาอังกฤษระดับดี หรือ JLPT ขั้นต่ำ N3
  • เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเราผ่านเกณฑ์ ก็เริ่มเตรียมเอกสาร กรอกใบสมัครออนไลน์ และเตรียมสัมภาษณ์ (ของหนูเจอสัมภาษณ์ 2 รอบ)
  • หลังจบต้องบินกลับประเทศทันที ไม่สามารถอยู่หรือเที่ยวต่อที่ญี่ปุ่นได้ค่ะ

มูลค่าทุน & สิทธิประโยชน์

  • เบี้ยเลี้ยงวันละ 3,000 เยน (ประมาณ 720 บาท)
  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  • ที่พักระหว่างฝึกงาน
  • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ออฟฟิศอื่นๆ ที่ต้องใช้ระหว่างฝึกงาน
  • ความช่วยเหลือในการขอวีซ่า
  • ประกันการเดินทาง

คะแนนภาษาญี่ปุ่นหนูยื่น N3 (ระดับจริงคือ N2 แต่หาใบรับรองไม่ทัน) ไม่ได้เตรียมตัวเยอะแต่จะจุกจิกหน่อย นอกจากยื่นเอกสารแล้วจะมีให้กรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่งรายละเอียดเยอะมากมากกก ต้องกรอกตามจริงและห้ามขี้เกียจเด็ดขาด! เพราะเค้าต้องการแมตช์งานที่ตอบโจทย์เรามากที่สุดนะคะ จำไว้ว่าทุกอย่างที่พูดหรือรีเควสต์ตอนสมัครจะส่งผลต่อเราหากได้รับเลือก ต้องตอบตามจริงว่าอยากไปที่ไหน ทำงานแนวไหนได้บ้าง เป็นต้น

งานมีหลายสาย เช่น วิศวกรรม ไอที งานออกแบบ งานศิลปะ งานดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ถ้าเป็นในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวและโอซาก้ามักจะเป็นสายไอทีค่ะ ส่วนต่างจังหวัดจะมีงานฝั่งบริการเยอะ *ใครที่สมัครแต่ไม่ได้ตอบรับ ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง แค่อาจไม่แมตช์เฉยๆ อย่าเพิ่งนอยด์หรือเสียความมั่นใจนะคะ

สมัยเรียนหนูเคยอยู่ญี่ปุ่นตอนใต้และตอนกลางมาแล้ว คราวนี้อยากขึ้นเหนือบ้าง มีรีเควสต์ไปอยากได้เมืองปลอดภัย เดินทางง่าย ไม่ไกลจากที่ทำงาน และหากเป็นไปได้หนูอยากได้เมือง เมืองเซ็นได (Sendai – 仙台) เมืองหลวงของจังหวัดมิยากิ (Miyagi:宮城) เพราะหนูเป็นโอตาคุ แล้วในอนิเมะมีฉากที่ถ่ายทำในเซ็นไดเยอะแยะเลย ปรากฏว่าพอได้รับเลือก เค้าจัดให้เราไปฝึกเมืองนี้จริงๆ > < มีโอกาสได้ไปตามรอยหลายที่หลายเรื่องเลย ถือว่าคอมพลีทมากก

ในที่สุด นิฟตี้ก็ได้มาเยือนญี่ปุ่นอีกครั้ง !

เริ่มมาถึงทาง PASONA ไปส่งเราถึงสุวรรณภูมิ และพักที่โตเกียว โดย period การฝึกงานแบ่งคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ

  • วันที่ 1-2เทรนข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำงานกับคนญี่ปุ่น เช่น การรับสายโทรศัพท์ การพูด การทักทาย ระดับการโค้งตัว เป็นต้น
  • วันที่ 3เจอ Host Company ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนจะแยกไปฝึกงาน
  • ผ่านไป 1 เดือนจะมีช่วงอัปเดตงานที่ต้องเขียนรายงานส่งทุกวัน วันนี้ทำงานอะไรบ้าง
  • ตอนฝึกจบต้องทำ Presentation นำเสนอเกี่ยวกับการฝึกงานครั้งนี้ค่ะ

พาไปรู้จักโรงแรมและย่านอาคิอุกันก่อน

หนูได้มาทำงานContent Marketingให้โรงแรมOshu Akiu Onsen Ranteiเป็นออนเซนกึ่งแกลมปิ้ง (Glamping)*ตั้งอยู่ที่ย่านอาคิอุ*(Akiu: 秋保町) จังหวัดมิยางิ (Miyagi:宮城) ส่วนใหญ่แขกที่เข้าพักเป็นคนญี่ปุ่น เน้นแนวครอบครัวและคนรักสัตว์ค่ะ ในเมืองนี้จะเป็นที่เที่ยวแนวธรรมชาติ ถ้าเทียบกับบ้านเราน่าจะเป็นฟีลเขาใหญ่ มีบ้านคนเล็กๆ คาเฟ่ ตลาดใกล้โรงแรม หมู่บ้านวัฒนธรรมต่างๆ และก็เป็นย่านที่มีโรงแรมแนวออนเซนเยอะ

*คำว่า "อาคิอุ" แปลว่า ใบไม้ร่วงสวยๆเพราะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของสวยมากกก แต่ยกเว้นปีที่หนูไป ไม่มีค่ะ TT แต่ถึงยังไงก็บรรยากาศดีจนตั้งกล้องถ่ายซีนใบไม้ร่วงทุกวันเลยค่ะ

*แกลมปิ้ง (Glamping) มาจากคำว่า Glamorous + Camping หมายถึงการตั้งแคมป์สไตล์หรูหรา ทำให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติพร้อมรับความสะดวกสบายดุจเข้าพักในโรงแรมหรือรีสอร์ท จัดเตรียมทุกอย่างไว้ ได้รับความนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ โดย Oshu Akiu Onsen Rantai ก็คือหนึ่งในโรงแรมที่มีโซนแกลมปิ้งให้แขกเลือกเข้าพักได้เช่นกัน

และงานของเราก็คือออ การทำ Vlog (คลิปสั้น) เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับโรงแรมและย่านอาคิอุนั่นเองค่ะ หลักๆ จะโพสต์ลงแพลตฟอร์ม TikTok ควบคู่กับ Instagram (คนญี่ปุ่นเสพสื่อจาก IG เป็นหลัก)โดยมี "โฮสต์" ซึ่งเป็นพี่ในบริษัทที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล มาถึงก็ได้ทำความรู้จักพี่ๆ ในทีม Marketing อีก 4 คน พวกเค้าน่ารักและใจดีมากกก พาไปเที่ยวไปดูงานตลอด

จริงๆ เค้าให้หนูทำคลิปภาษาไทยเพราะอยากเชิญชวนคนไทยมาเที่ยว แต่เราใส่ซับภาษาญี่ปุ่นเพิ่มไปด้วย พยายามสังเกตวิธีการเสพสื่อ เพลง แบบอักษร และวิธีพูดแบบ Japanese Style เอามาปรับใช้ผสมผสานกับเทคนิคของตัวเอง

(คลิปด้านล่างนี้เราเป็นคนตัดเองค่ะ แต่พี่ๆ ในทีมเอาไปใส่เพลงให้เลยไปกันคนละฟีลสุดๆ 5555)

คลิปไขข้อสงสัย 'Glamping' เป็นยังไงนะ?

ถ้าถามว่าชอบที่ไหนสุด เลือกไม่ถูกจริงๆ เพราะสนุกและประทับใจทุกที่ ตัวอย่างเช่น Kids Farm Kawasakiฟาร์มที่เหมาะสำหรับพาเด็กๆ มาชมความสวยงามของธรรมชาติและทำกิจกรรมเกี่ยวกับเกษตร หรือ วัดโจเกียวจิ (Jogi Nyorai Saihoji)เป็นวัดพุทธที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน คนที่มาเที่ยวมักจะแวะชิมเมนูเด็ดอย่าง "เต้าหู้ทอดสามเหลี่ยม" ร้านจะอยู่แถวหน้าทางเข้าวัด (อร่อยมากจนอยากให้ทุกคนได้ลองค่ะ)

คลิปรีวิวเที่ยววัดโจเกียวจิ

และความน่ารักคือชุมชนอาคิอุจะร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อให้คนมาเที่ยวย่านเค้าเยอะๆ เหมือนเป็นธุรกิจครอบครัวเช่น เมื่อก่อนย่านนี้เดินทางยากสำหรับคนที่แบกเป้เที่ยว แต่เดี๋ยวนี้โรงแรมของเราเตรียมรถรับส่งจากสถานีรถไฟเลยค่ะ พอนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น ธุรกิจย่านนี้ก็คึกคักขึ้นตามไปด้วย หรือบางครั้งก็มาในรูปแบบโปรโมชัน เช่น แขกที่เข้าพักในโรงแรม จะได้รับส่วนลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชื่อดังของเซนได Sendai Umino-Mori Aquarium

โรงแรมเรายังร่วมกับ “หมู่บ้านหัตถกรรมอาคิอุ” (Akiu Traditional Craft Village)ที่รวมช่างฝีมืองานศิลปะแขนงต่างๆ ไว้ให้ศึกษาและเยี่ยมชม หนึ่งในนั้นคือการเป่าแก้วเป็นรูปทรงต่างๆ มีเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมเวิร์กชอปได้ด้วย โรงแรมเราก็เลย collapse โดยการเอาผลงานเป่าแก้วไปใส่ในกุญแจห้อง เพื่อขายว่าถ้ามาย่านนี้ ลองไปสิ~

คลิปรีวิวเป่าแก้วที่หมู่บ้านหัตถกรรมอาคิอุ

ยังเป็นโรงแรมที่คงไว้ซึ่งความเป็นญี่ปุ่น ไปพร้อมกับผลักดันจุดขายเรื่องความทันสมัย ปรับตัวให้ทันเทรนด์การท่องเที่ยว เปิดกว้างรับชาวต่างชาติเข้าทำงาน เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก และพยายาม keep in touch กับลูกค้าไว้ตลอด เพราะปกติเวลาคนญี่ปุ่นไปไหนแล้วชอบ เค้าจะ follow ช่องทางของโรงแรมไว้ค่ะ ก็เลยจะมี LIVE อาจจะถ่ายบรรยากาศในโรงแรม พาไปดูที่พักแบบแกลมปิ้ง นั่งคุยหรืออัปเดตสภาพอากาศ (อืม…ตอนนี้กำลังเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูหนาวแล้วนะ~) ประมาณนี้ค่ะ

นอกจากนี้คือลูกค้าก็น่ารักค่ะ เค้าจะทักทายคุยเล่นตลอด บางทีเดินทางมาเข้าพัก ก็มีของฝากจากจังหวัดที่เค้าอยู่ติดไม้ติดมาฝากพนักงานด้วย อบอุ่นสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะคะ

ถ้าถามว่าโอตาคุคอมพลีทแค่ไหน ?

ช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นมันสั้นมาก วันเสาร์-อาทิตย์ โอตาคุสาย extrovert อย่างเราจะไม่อยู่ห้องให้รู้สึกเสียดายทีหลังแน่นอนค่ะ 5555อย่างที่บอกค่ะว่าตอนสมัครเรารีเควสต์เซนไดเพราะเป็นสายอนิเมะ เราไปหลายที่มากๆ เช่น โรงยิม คาเมะอารีนาเซนได จากเรื่อง Haikyuu!!, แล้วก็มีเรื่องอื่นๆ เช่น Jojo bizzarre avventure / Jujutsu Kaisen ฯลฯ และสถานที่ลับอีกหลายที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้หรือทำรีวิวไว้ (บางที่ไปถึงไม่เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย)

หนูมีทำคลิปลงช่องไว้ด้วย ถ้าใครเป็นสายเดียวกัน มาแวะชมกันค่าา

ทิ้งท้ายด้วยข้อควรรู้ & วัฒนธรรมน่าสนใจ

เตรียมตัวยังไงเมื่อต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น?

1. 仕事を見付けることも仕事です。

"การมองหางานทำ คือการทำงานอย่างหนึ่ง"

เรื่องนึงที่ PASONA แนะนำว่าถ้าทำงานกับคนญี่ปุ่นแล้วแสดงให้เค้าเห็นไฟในตัวเรา ความมุ่งมั่น จะทำให้เราดูมืออาชีพละได้คะแนนความเอ็นดู เช่น ถ้าเราทำที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว ควรจะเดินไปถามบอสหรือรุ่นพี่ว่ามีงานอื่นให้ทำอีกไหม เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่เจอปัญหา Work-life Balance เพราะเราและพนักงานไม่เคยต้องทำงานล่วงเวลาเลย

และจริงๆ สโคปงานของหนูอยู่ทำงานแค่ในห้อง Marketing ก็ได้ ไม่ต้องออกไปบริการหรือต้อนรับข้างหน้า แต่ไหนๆ ก็มาทั้งที่เลยหาโอกาสไปลอง ได้ไปแจมๆ งานต้อนรับ มีฝึกพูด ฝึกโค้ง ฝึกรับสาย ฯลฯ บางงานที่เสนอตัวเองไปทำ เค้าก็ต้องประเมินมาแล้วว่าไหว ตอนไปทำงานต้อนรับก็เจอแขกที่น่ารักๆ ตอนนั้นก็มีชวนคุยบ้างค่ะ

Tips:แนะนำว่าให้เตรียมของฝากจากไทยไปด้วย จะช่วยเพิ่มคะแนนเอ็นดูได้นะคะ ตอนนั้นหนูเอาพวงกุญแจกับกางเกงช้างไปให้เพื่อนห้องข้างๆ กับพี่ที่ทำงานด้วยค่า > <

2. お疲れ様でした

"ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยที่ผ่านมา"

ภาษาญี่ปุ่นน่าจะยากเรื่องระดับภาษา เสน่ห์คือเป็นภาษาที่สะท้อนทัศนคติ ความนอบน้อม ความใส่ใจของเค้าค่ะ เช่น การใช้ประโยคว่า お疲れ様でした ประมาณว่าขอบคุณที่เหนื่อยด้วยกัน หนูมีโอกาสได้ใช้ครั้งแรกตอนทำงานบริษัทญี่ปุ่นเลยค่ะ

3. งานบริการที่ญี่ปุ่น ซีเรียสเรื่องกฎระเบียบและมารยาท

เค้าจะมีข้อกำหนดที่เคร่งครัดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของพนักงาน เช่น ต้องรักษาความสะอาด ห้ามมีรอยสัก ห้ามห้อยพระ ผู้ชายห้ามเจาะหู และตามที่โรงแรมนั้นๆ กำหนด ที่สำคัญคือต้องรักษามารยาทอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะเป็นการเคารพวัฒนธรรมแล้ว ยังป้องกันไม่ให้เผลอไม่ให้เผลอไปแสดงพฤติกรรมไม่สุภาพต่อหน้าแขก ยิ่งถ้าแขกเป็นคนญี่ปุ่นที่มีอายุ เป็นไปได้ที่พวกเขาจะคาดหวังการให้บริการแบบไร้ที่ติ

ระหว่างฝึกงาน หนูยังมีโอกาสได้เทรนเด็กฝึกงานคนพม่ารุ่นๆ เดียวกัน สอนเรื่องการปรับตัว มีทำคู่มือ (Manual) ให้เค้าด้วยนะ ในนั้นจะเขียนเรื่องกฎและการแต่งตัวต่างๆ เลยถือโอกาสไปแจมงานครัวง่ายๆ เช่น เสิร์ฟอาหาร เข็นรถ ฯลฯลงพื้นที่จับงานจริงเพื่อให้แน่ใจว่าเขียนคำแนะนำในคู่มือได้ถูกต้อง ครั้งนั้นจึงได้รู้ว่าวัฒนธรรมการทำอาหารญี่ปุ่นก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น

  • ถ้าเป็นของเหลว อย่างเช่น มิโซะ น้ำ ต้องไว้ขวา-ขวาบน
  • ของหนักๆ ของคาวที่เป็นเมนหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ไว้ตรงกลาง
  • น้ำถ้วยเล็กๆ กวางซ้ายล่างๆ ใกล้ข้อมือ
  • คนญี่ปุ่นจะถือข้าวมือซ้าย ตะเกียบมือขวา ดังนั้นข้าวต้องอยู่ด้านซ้ายเสมอค่ะ ถ้าผิดขึ้นมาโดนดุนะ

ถ้ารู้วิธีการกินอาหารของคนญี่ปุ่น ก็จะทำให้เข้าใจที่มาที่มาไปของการเสิร์ฟอาหารค่ะ

. . . . . .

เรื่องราวของนิฟตี้ก็ประมาณนี้ ถ้าใครสนใจรีวิวตอนไปเรียน ประสบการณ์ส่วนตัวตอนไปญี่ปุ่น เกร็ดความรู้ สถานที่เที่ยวฉบับโอตาคุ รวมถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยเฉพาะอนิเมะ ขอถือโอกาสชวนติดตามช่องทางด้านล่างนี้นะคะ

ありがとうございます [ARIGATÔ GOZAIMASU] ขอบคุณค่ะ !

  • Facebook: Niftyotanii
  • TikTok : niftyotanii
  • IG : niftyotanii_ig
  • YouTube: niftyotanii
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...