ส่องกองทุนหุ้นยุโรป พ้นจุดเลวร้าย “ผลตอบแทน” ฟื้น
ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ตลาดหุ้นในยุโรปไม่ค่อยดีนัก สะท้อนผ่านผลตอบแทนกองทุนหุ้นที่ติดลบ แต่มาปีนี้ จากเศรษฐกิจยุโรป ถือว่าได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายมาแล้ว และเริ่มฟื้นตัวขึ้นในปีนี้ ทำให้นักวิเคราะห์มองเป็นจังหวะที่ดีสำหรับทยอยเข้าลงทุน เพื่อการลงทุนระยะยาว เพราะยังเป็นตลาดที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มถูกปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ชี้ว่า ผลการศึกษาของ Morningstar Wealth พบว่า ที่ผ่านมาหุ้นกลุ่ม growth stocks ได้ปรับเพิ่มขึ้น จนสะท้อนเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้การลงทุนควรหันไปหาการลงทุนในกลุ่มที่ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น
โดยจากการคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นยุโรปนับเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ แม้ในแง่ของผลตอบแทนอาจไม่ดีเท่าตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้ แต่ก็มีรูปแบบของวัฏจักรผลตอบแทนในอดีตที่คล้ายกับตลาดเกิดใหม่
ขณะที่ในอนาคตตลาดยุโรปน่าจะแข็งแกร่งกว่า เมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนไปเรียบร้อยแล้วในแง่มูลค่าหุ้นก็อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น กลุ่มธนาคารในยุโรป
ซึ่งได้รับผลดีจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่สูงขึ้น นำไปสู่การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นได้ หรืออย่างราคาหุ้นในตลาดเยอรมันที่ปรับลงมามากจากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนส่งผลให้มีการส่งพลังงานจากรัสเซียมายังเยอรมนีได้ลดลง และเกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ยังถือว่าน่าสนใจ
เนื่องด้วยการที่สถานะการเงินของบริษัทในตลาดค่อนข้างแข็งแกร่งและมีโอกาสที่จะถูกปรับแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เยอรมนียังเป็นเสมือนประเทศผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุโรป หรือคิดเป็น 25% ของ GDP ยุโรปอีกด้วย
ทั้งนี้ ผลตอบแทนในปี 2565 กองทุนหุ้นยุโรป (Europe Equity) เป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนติดลบ 19.8% และเป็นกลุ่มกองทุนต่างประเทศที่มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดอันดับที่ 4 ในปีที่แล้วอยู่ที่ 7,363 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 ผลตอบแทนมีการฟื้นตัวขึ้นมาได้ดี โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ 7.5%
โดยกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงสุด YTD ได้แก่ กองทุน SCBEUROPE(P) และกองทุน SCBEUROPE(SSFE) ผลตอบแทนอยู่ที่ 17.91% เท่ากัน และกองทุน SCBEUROPE(SSF) กับกองทุน SCBEUROPE(A) ผลตอบแทนอยู่ที่ 17.08% ทั้ง 4 กองทุนมาจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ตามด้วยกองทุน K-EUX จาก บลจ.กสิกรไทย อยู่ที่ 14.41% (ดูตาราง)
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีที่แล้วยุโรปค่อนข้างแย่ ผลตอบแทนร่วงลงมา ซึ่งมาจาก 3 เรื่อง ได้แก่ 1.สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบให้ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปดูแย่ลง 2.เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย 3.ฤดูหนาวที่เคยคาดว่าจะหนาวมากและหนาวนาน ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น
“พอฤดูหนาวไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ราคาพลังงานก็ปรับลดลงเร็ว เงินเฟ้อก็เริ่มลดลง ซึ่งอีสท์สปริงได้ปรับคำแนะนำลงทุน ตั้งแต่ช่วงต้นปีว่ายุโรปมีความน่าสนใจ แม้ว่าผลตอบแทนจะปรับเพิ่มขึ้นมามากกว่า 15% แต่ยังคงน่าสนใจ
เนื่องจาก 1.กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ประมาณ 10% 2.ราคาหุ้น (valuation) ยังไม่แพง และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในฝั่งเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่ราคาหุ้นยังถูกกว่าค่าเฉลี่ย 3.คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยเต็มที่อีกไม่เกิน 2 ครั้ง แปลว่าเป็นช่วงปลายของการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปดูดีขึ้น โดยเฉพาะเยอรมนี”
“บดินทร์” กล่าวว่า ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถทยอยเก็บสะสมได้ในกลุ่มที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นขนาดเล็กยังมีความไม่แน่นอนจากกำไรกระแสเงินสดและเศรษฐกิจชะลอตัวที่แม้ว่าจะเริ่มดูดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่
ด้าน “มณฑล จุนชยะ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ กล่าวว่า ประเด็นในยุโรปที่หลายคนเคยกังวลคือเรื่องของเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ตอนนี้ถึงแม้ราคาพลังงานจะยังสูงอยู่ แต่ค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันในปีนี้ก็ลดลงมาต่ำกว่าปีที่แล้ว และคาดว่า ECB น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 2 ครั้ง สะท้อนว่าน่าจะถึงจุดพีกของดอกเบี้ยแล้ว จังหวะนั้นจึงมองเป็นโอกาสที่จะใส่เงินลงทุนเข้าไปเพิ่มหรือทยอยเข้าสะสมได้
“ตลาดหุ้นยุโรป เรามองว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างเติบโตช้า หรือฟื้นช้า (laggard) เพราะมีการปรับตัวขึ้นทีหลัง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆอย่างไรก็ดี หากเข้าลงทุนแนะนำกลุ่มไฟแนนซ์ เพราะยังเป็นกลุ่มที่underperform อยู่” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณกล่าว