โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2566 เวลา 13.21 น. • PmoUnderscore
เมื่อเทพสงครามพลังจิตเกิดใหม่อีกครั้งในโลกผู้ใช้พลังวิญญาณ เขากลับพบว่าพ่อปกปิดเรื่องราวหลายอย่างเอาไว้ กระทั่งอายุ 15 ปี เขาจำเป็นต้องออกเดินทางไกล เพื่อชำระแค้นทุกสิ่งที่ทำกับเขาและครอบครัว

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของนักเขียน Pmounderscore ไม่อนุญาตให้นำไปดัดแปลง แก้ไขและเผยเเพร่ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่อนุญาตให้นำไปอ่านออกเสียงลงสื่อทุกชนิด

หัวหน้าหน่วยไล่ล่าถูกกองทัพวางแผนกำจัด ตัวของเขาต้องกัดฟันยอมรับความตาย ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่ในโลกผู้ใช้จิตวิญญาณพร้อมกับพลังจิตติดตัวมา โดยไม่รู้เลยว่าการเกิดใหม่พ่อเก็บซ่อนความลับอะไรไว้บ้าง ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 15 ตัวของตงฟางทำได้เพียงอ่านหนังสือสมุนไพรเท่านั้นแม้จะแอบฝึกพลังจิตและช่วยน้องสาวฝึกพลังวิญญาณ มาวันหนึ่งหนิงเหอน้องสาวบุญธรรมกลับถูกชายชุดดำตามจับ ตงฟางจึงได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ว่าตัวของเขาเป็นใคร เหตุใดพ่อถึงพามาหลบอยู่ในหมู่บ้านชายแดน

--------------------------------*----------------------------------

สวัสดีครับ พบกับผม Pmouderscore เช่นเคย กับนิยายเรื่องใหม่ Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะให้ความรักกับนิยายเรื่องใหม่ของผมมากๆเหมือนเรื่องที่ผ่านมา ^^

ปล.นิยายจะลงทุกวันเวลา 07.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน เป็นต้นไป (ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะลงวันละกี่ตอน)

ระดับพลังวิญญาณ

แต่ละระดับมีทั้งหมด 9 ขั้น

1 ชำระชีพจร = ร่างกายแข็งแกร่ง

2 สัมผัสวิญญาณ = เริ่มใช้พลังวิญญาณเข้าช่วยต่อสู้

3 ก่อตั้งวิญญาณ = ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาภายนอกร่างกาย

4 ผสานวิญญาณ = สามารถเรียกใช้วิญญาณยุทธ์

5 จารึกวิญญาณ = ใช้วิญญาณยุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น

6 ผันแปรวิญญาณ = นำวิญญาณยุทธ์ไปสิงสถิตยังอาวุธต่างๆ

7 ราชาวิญญาณ

8 ราชันวิญญาณ

9 จักรพรรดิ์วิญญาณ

10 บรรพกาลวิญญาณ

1 โลกใบใหม่

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของนักเขียน Pmounderscore ไม่อนุญาตให้นำไปดัดแปลง แก้ไขและเผยเเพร่ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่อนุญาตให้นำไปอ่านออกเสียงลงสื่อทุกชนิด

“พี่ตงฟาง พี่คะ พี่ ตื่นเร็วเข้า!”

ฮาห์ ฮาห์ ฮาห์ เสียงหอบหายใจถี่รัวพ่นออกมาจากปากชายในชุดเกราะนาโนเต็มไปด้วยรอยปริแตกและรอยฟันมากมาย ถึงอย่างนั้นเขากลับพยายามลุกออกจากกำแพงที่กำลังหลบซ่อนตัวเพื่อวิ่งหนีออกไปให้ห่างจากสถานที่แห่งนี้ หลังจากภารกิจของเขาไม่ใช่ภารกิจที่มีโอกาสสำเร็จ มันเป็นภารกิจสำหรับฆ่าเขาโดยเฉพาะ จึงต้องรีบลุกแล้ววิ่ง

เพียงพริบตาที่เขาเปิดเผยตัวตนออกมาจากตำแหน่งหลบซ่อนกลับถูกล้อมด้วยยานรบหลายร้อยลำจนน่านฟ้าไม่มีที่ว่างให้เขาบินหนีออกไป ไม่เพียงเท่านั้นบนพื้นยังมีรถติดปืนใหญ่หลายพันคันกำลังเล็งปากกระบอกปืนมายังตำแหน่งที่เขายืน ด้านข้างรถติดปืนใหญ่หลายพันคันมีมนุษย์สวมชุดเกราะไม่ต่างจากเขาเป็นหมื่น กำลังยืนชาร์จพลังเตรียมจะฆ่าเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

“หมายเลข 0 หน่วยไล่ล่า X-Z01 ทางกองทัพมีคำสั่งให้จับตาย โจมตีได้”

ลำแสงมากมายจากยานรบและปืนใหญ่รวมไปถึงนักรบมากมายล้วนพุ่งเข้ามาโจมตีเพียงจุดเดียวเท่านั้น ชายผู้ตกเป็นเป้าหมายจึงหยุดตัวลงเร็วพลันแล้วเปิดหมวกเกราะออกมาส่งยิ้มให้กลุ่มคนมากมายที่ส่งมาจัดการเขาเพียงคนเดียว

“ฆ่าฉันให้ตายด้วยล่ะ หากฉันไม่ตายพวกแกจะเป็นคนที่ต้องตาย”

สิ้นเสียงสิ่งสุดท้ายที่เขามองเห็นและรับรู้ได้มีเพียงแสงสีขาวเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆบนร่างกาย ต่อให้เขาจะเปิดใช้งานพลังมากมายต้านการโจมตีเอาไว้ก็ไร้ความหมายเขาจึงกางแขนอ้ารับลำแสงทำลายล้างมากมายด้วยความสะใจหวังให้ตัวเองตาย เพราะไม่อยากวางแผนแก้แค้นใคร

“พี่ตงฟาง ตื่นเร็วเข้า”

เปลือกตาค่อยๆเปิดกว้างมองไปยังต้นเสียง จนพบเข้ากับหญิงสาวอายุราว 15 ปีใบหน้าเกลี้ยงเกลาปากแดงระเรื่อ มีผมสีขาว ถักเปียยาวถึงกลางหลัง ประกอบกับผิวขาวอมชมพูเรียบเนียนราวไข่มุก แม้จะสวมชุดชาวบ้านยังคงไม่สามารถปิดความน่ารักของเธอเอาไว้ได้ ภายใต้ดวงตากลมโตทั้งสองมองเขาด้วยนัยน์ตาสีแดงเพลิงมาพร้อมกับความอบอุ่นยิ่งมองยิ่งทำให้หลงไหล ตงฟางจึงพยักหน้าตอบรับน้องสาวที่กำลังใช้แขนทั้งสองพยายามปลุกเขาด้วยความรู้สึกวิตกกังวล

“หนิงเหอ มีอะไรเหรอ”

“พี่ตงฟาง ดูตรงนั้น อสูรกำลังจะข้ามแม่น้ำมาแล้ว”

ตงฟางมองจ้องไปยังน้องสาวตัวเองพลางมองข้ามแม่น้ำไปดูสิ่งที่หนิงเหอกำลังชี้ ปรากฎเป็นอสูรตัวใหญ่สูง 5 เมตร รูปร่างคล้ายกับกิ้งก่า บนร่างกายของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีน้ำตาลกำลังอ้าปากร้องคำรามส่งเสียงมายังทางฝั่งของพวกเขาทั้งสองคน

“สัตว์อสูรระดับ 2”

ดวงตาสีดำมองจ้องไปยังสัตว์อสูรระดับ 2 สิ่งมีชีวิตสุดแสนอันตรายไม่ต่างจากโลกเดิมที่เขาจากมาเพียงแต่สัตว์อสูรในโลกนี้ที่เขาฆ่า พวกมันมีสิ่งพิเศษบนร่างกายมากมายให้นำมาใช้งาน ด้วยการมองจ้องไปยังสัตว์อสูรกำลังค่อยๆพาร่างกายของมันลงมาในแม่น้ำพยายามข้ามฝั่งมาจัดการพวกเขาทั้งสองคนนี้เองนั้น ตงฟางจึงเปิดใช้งานพลังของตัวเองเข้าไปควบคุมมีดดายหญ้าที่พกมาเก็บสมุนไพรจนมันลอยขึ้นฟ้า

ไม่เพียงเท่านั้นเขายังส่งพลังเข้าควบคุมก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นมากมายที่อยู่รอบๆตัวให้พวกมันลอยขึ้นมาเคียงข้างมีดดายหญ้า หนิงเหอที่รู้ว่าพี่ของเธอกำลังจะลงมือจึงเปิดตามองจ้องด้วยความสนใจเช่นเคย

ฟิ้ว!

เสียงพุ่งแหวกอากาศจากก้อนหินและมีดดายหญ้าถูกใช้งานเป็นอาวุธบินพุ่งเข้าหาสัตว์อสูรตัวใหญ่ ทางฝั่งของสัตว์อสูรที่รับรู้ได้ถึงการโจมตีมากมายกำลังพุ่งเข้ามาจึงหยุดเท้าไม่ก้าวลงไปในน้ำ ทำเพียงอ้าปากคำรามแล้วตวัดกรงเล็บในมือของมันเข้าทำลายสิ่งที่พุ่งเข้ามาโจมตี

ตงฟางรู้ดีว่าการปะทะกับสัตว์อสูรตัวของเขาเสียเปรียบเรื่องอาวุธเพราะหินมันเปราะมาก เมื่อเทียบกับร่างกายสัตว์อสูรระดับ 2 เขาจึงใช้วิธีการหลอกล่อด้วยหิน แล้วใช้มีดดายหญ้าอาวุธหนึ่งเดียวฆ่ามัน

พริบตาที่ก้อนหินจำนวนมากเคลื่อนตัวเข้าถึงตำแหน่งสัตว์อสูร พวกมันต่างเปลี่ยนทิศทางการพุ่งกระทันหันเป็นการบินวนรอบๆร่างสัตว์อสูรจนเกิดเป็นวงโคจรมากมายของก้อนหิน ทุกครั้งที่ตงฟางกระดิกนิ้วจะมีก้อนหินพุ่งเข้ากระแทกร่างของสัตว์อสูรจนมันร้องคำรามลั่นด้วยความโกรธ ถึงสัตว์อสูรจะไม่บาดเจ็บจากการพุ่งชน หินเหล่านี้กลับทำให้มันโกรธที่ไม่สามารถโจมตีสวนกลับได้

ภายใต้การถาโถมของก้อนหินพุ่งเข้ากระแทกร่างของสัตว์อสูรเป็นระลอก ตงฟางที่เห็นช่องโหว่จึงบังคับมีดดายหญ้าของเขาพุ่งเข้าไปในปากจากนั้นก็ใช้พลังควงมีดดายหญ้าให้มันหมุนปั่นภายในร่างจนสัตว์อสูรตัวใหญ่ร้องคำรามออกมาด้วยความทรมาน

ทันทีที่ตงฟางกำมือข้างขวาเข้าด้วยกันเสียงร้องคำรามลั่นของสัตว์อสูรก็จบลงพร้อมกับพลังชีวิตของมันหายไปจากการโจมตีที่เกิดขึ้นเพียง 30 วินาทีเท่านั้น

“พี่ตงฟาง บาดเจ็บตรงไหนไหม”

ดวงตาน้อยๆมองจ้องตงฟางด้วยความเป็นห่วง เขาตอบรับน้องสาวเพียงแค่ยกมือขึ้นลูบหัวด้วยความเอ็นดูเท่านั้น เพื่อบอกเธอให้รู้ว่าเขาไม่เป็นอะไร

“เอาล่ะ แกนพลังวิญญาณของมันให้หนิงเหอเช่นเดิม”

“ขอบคุณค่ะ”

“ส่วนร่างของมันคงทำให้เราอิ่มในมื้อเที่ยงนี้”

ร่างของสัตว์อสูรตัวใหญ่ถูกแยกส่วนด้วยความสามารถของมีดดายหญ้าที่ถูกบังคับด้วยพลังตัดเลาะเข้าหนังแล่เอาเนื้อออกมาทำอาหารกินกันสำหรับคน 2 คน

แม้ใครหลายคนจะบอกว่าร่างสัตว์อสูรมีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขายเนื้อไปทำอาหาร ขายหนัง กระดูก เขี้ยวเล็บของมันไปทำอาวุธชุดเกราะก็ตาม ตงฟางและน้องสาวเขากลับไม่คิดจะเก็บพวกมัน การใช้พลังของเขาและน้องสาวเป็นการแอบฝึกด้วยกันจึงไม่เปิดเผยให้ใครรู้

ด้วยกฎของโลกใบนี้ หากใครก็ตามยังไม่ได้รับการชำระล้างเพื่อปลุกวิญญาณยุทธ์ขึ้นมา พวกเขาจะไม่สามารถฝึกได้ เพื่อตัดปัญหาหลายอย่างที่ตงฟางปะติดปะต่อได้ตั้งแต่เดินทางมายังโลกนี้ในช่วงเป็นทารก แล้วพบเข้ากับการต่อสู้หลังจากเกิดได้ไม่นานจนพ่อต้องพาเขามาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เขาจึงคิดว่าการแอบฝึกเป็นวิธีที่ดีที่สุด จนกว่าพวกเขาจะได้รับการชำระล้างเพื่อปลุกวิญญาณยุทธ์ พวกเขาจะไม่สามารถเปิดเผยพลังได้

ตัวของเขาและน้องสาวจึงกลายเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 15 ปีที่เข้าป่ามาเก็บสมุนไพรตามคำสั่งของพ่อเท่านั้น ในสายตาของชาวบ้านพวกเขาไม่มีความสามารถในการต่อสู้จึงไม่เก็บสัตว์อสูรกลับไป มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามีปัญหาได้ ทำเพียงแค่เก็บแกนพลังวิญญาณของมันมาให้น้องสาวดูดซับเท่านั้นเพราะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้พวกเขาได้ประโยชน์สูงสุดจากสัตว์อสูรที่ฆ่าตาย

“รอสัก 20 นาทีเราจะได้เนื้อกินแล้ว”

“ค่ะ”

กองไฟค่อยๆปลดปล่อยความร้อนเข้าใส่เนื้อเสียบไม้ทาด้วยสมุนไพรมากมายพร้อมเครื่องเทศที่แอบพกติดตัวมาจนทำให้กลิ่นหอมลอยตลบอบอวลไปทั่ว

“ 15 ปีแล้วสินะ”

ดวงตาของตงฟางมองจ้องเข้าไปในกองไฟพลางถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ ตั้งแต่เขาตายในวันสุดท้ายที่ถูกกองทัพไล่ล่า เขาก็อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ 15 ปีแล้ว

โลกเดิมของเขาถูกรุกรานด้วยสัตว์กลายพันธ์ พวกมันมีพลังมหาศาลสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาจากร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่นไฟ ปลดปล่อยน้ำแข็ง หรือจะปลดปล่อยสายฟ้าเข้าทำลายทุกอย่าง ถึงอย่างนั้นมนุษย์กลับสามารถสร้างยาขึ้นมาใช้กับร่างกายตัวเองเพื่อต่อต้านสัตว์กลายพันธ์เหล่านี้ จนเกิดเป็นกลุ่มคนผู้ใช้พลังจิต

ตัวของเขาเองเป็นผู้ที่สามารถเข้ากับตัวยาได้ดีกว่าคนอื่นๆจึงทำให้เส้นทางการเติบโตของเขารวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ด้วยความแข็งแกร่งที่รวดเร็วเกินไปของเขานี้เอง ทางกองทัพจึงตัดความน่ากลัวของเขาลงไปด้วยการบรรจุเขาลงไปในหน่วยไล่ล่าแทนที่จะเป็นหน่วยพิเศษ

การบรรจุเขาลงไปในหน่วยไล่ล่าที่ต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดนี้เอง ทำให้เขามีกระบวนการคิดที่ถูกปิดกั้น ไม่สามารถคิดหาทางรอดหรือคิดหาเส้นทางในการทำงานได้ ต่างจากหน่วยพิเศษที่สามารถออกความเห็นในการทำภารกิจหรือสามารถเปลี่ยนแนวทางการทำภารกิจในช่วงที่ลงมือ

กลุ่มไล่ล่าต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้ไม่ให้พลาดและไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน ด้วยกระบวนการทำงานนี้เองจึงเป็นเครื่องมือทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มกองกำลังเดนตาย ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ ต้องทำตามคำสั่งทุกย่างก้าวเพื่อให้บรรลุผลเท่านั้น

ถึงอย่างนั้นพลังจิตของเขากลับทรงพลังเกินไปสุดท้ายเขาจึงถูกกำจัดด้วยนักรบพลังจิตมากมาย สุดท้ายเขาจึงมาเกิดใหม่ที่ต่างโลก ด้วยความสามารถพลังจิตติดตัวมาบ้าง แต่มันกลับเป็นพลังจิตเลเวล 1 ที่เขาต้องฝึกใช้งานมันให้กลับไปจุดเดิมนั่นคือเลเวลา 10

การจะเดินทางไปถึงจุดเดิมคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะเขายังหาสิ่งที่ใช้แทนเซรุ่มในโลกเดิมไม่ได้ ทำได้เพียงฝึกพลังจิตด้วยการใช้งานบ่อยๆเท่านั้น ตั้งแต่เกิดจนอายุ 15 ปี

“พี่ตงฟาง มันน่าจะสุกแล้วนะคะ”

“อาใช่ๆ เกือบไปแล้วไหมล่ะ ถ้าหนิงเหอไม่เตือนเราคงได้กินตอนมันไหม้แน่ๆเลย” ตงฟางฉีกยิ้มให้น้องสาว

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นเหม่อลอย”

“ก็เมื่อกี้ไงที่หลับไป พี่บังเอิญฝันแปลกๆ แต่ตอนนี้หายแล้วล่ะ มาเร็ว มาแบ่งกัน”

มีดดายหญ้าถูกนำไปล้างแล้วเผาไฟเพื่อฆ่าเชื้อจากนั้นก็เริ่มตัดแบ่งชิ้นเนื้อกับน้องสาวกินกันอย่างเอร็ดอร่อยกระทั่งเวลาเลยผ่านไปหลายนาทีพวกเขาทั้งสองจึงทำลายหลักฐานการย่างเนื้อทิ้งแล้วเริ่มฝึกกันเหมือนทุกๆวัน

สำหรับการฝึกของน้องสาวนั้นแตกต่างจากตงฟางเป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้ใช้พลังจิตยังไม่เริ่มฝึกพลังของโลกนี้เพราะติดข้อจำกัดหลายอย่าง จึงใช้ความสามารถในการควบคุมวัตถุด้วยพลังจิตโจมตีเพื่อฝึกตัวเอง

น้องสาวของเขาเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ จึงใช้ร่างกายของเธอปัดป้องก้อนหินที่พุ่งเข้าโจมตีรอบๆ แม้เธอจะเป็นระดับชำระชีพจรขั้น 9 เพียงเท่านั้น เธอกลับพิเศษกว่าตงฟางมาก เพราะสามารถปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างซัดเข้าใส่ก้อนหินของเขาจนมันแตกละเอียดได้

ด้วยความแปลกของน้องสาวนี้เอง ตงฟางได้รับคำตอบจากน้องสาวของเขาว่าเธอใช้เพลิงได้เพราะจี้หยกห้อยคอรูปนกฟีนิกส์เล็กๆที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด มันถ่ายทอดทักษะการต่อสู้ เธอจึงนำมาฝึกจนปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาจากฝ่ามือได้

แม้น้องสาวจะสอนทักษะที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากจี้หยกให้เขาลองใช้งานก็ตามที ตงฟางกลับฝึกไม่ได้เหมือนน้องสาว ทุกครั้งที่เขาลองฝึกเขาจะได้รับความเจ็บปวดบนร่างกายเป็นอย่างมาก ต่างจากน้องสาวที่ไม่ได้รับความเจ็บปวดเลย เขาจึงฝึกแค่พลังจิต ส่วนพลังของโลกนี้เขาทิ้งไว้ที่ระดับชำระชีพจรขั้น 9 เท่ากับน้องสาว แม้จะไม่มีทักษะเขากลับพัฒนาร่างกายได้ผ่านการดูดซับแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูร

ถึงจะเป็นระดับเดียวกันกับน้องสาวเขากลับแตกต่าง เนื่องจากร่างกายของเขาเดินทางถึงคอขวดไม่สามารถกักเก็บพลังทะลวงไปต่อได้ ต่อให้เขาจะดูดซับแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรมากแค่ไหนก็ตาม

ต่างจากน้องสาวที่เก็บพลังงานจากแกนพลังวิญญาณไว้เรื่อยๆ แม้จะถึงจุดสูงสุดของระดับชำระชีพจรเหมือนกับเขา เธอกลับสะสมพลังงานที่สามารถใช้ทะลวงระดับถัดไปได้อีก หากผ่านพิธีการชำระล้างเพื่อปลุกวิญญาณยุทธ์ให้ตื่นขึ้นมา ตงฟางจึงให้แกนพลังวิญญาณทั้งหมดกับน้องสาวตัวเอง เพราะมันเป็นผลดีกับตัวเธอมากกว่าเขา ด้วยการไร้ทักษะ จึงทำให้การใช้งานแกนพลังวิญญาณโดยตรงเขาเสียพลังงานไปถึง 9 ใน 10 ส่วนที่แกนพลังวิญญาณมี

2 พลังจิตและพลังวิญญาณ

“หนิงเหอ หมดพลังหรือยัง จะฝึกต่อไหม”

“หมดแล้วค่ะพี่ตงฟาง”

“ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว”

ตงฟางฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้น้องสาวของเขาที่ฝึกจนตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ วันนี้พวกเขาฝึกกันจนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินเช่นเดิม ได้เวลาแล้วจึงต้องเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน ทันใดนั้นดวงตาของตงฟางก็เบิกกว้างกับตะกร้าสมุนไพรอันว่างเปล่า ปกติทุกวันมันจะต้องมีสมุนไพรอยู่ราวครึ่งตะกร้า วันนี้กลับไม่มีสักต้น

“แย่แล้วหนิงเหอ เราลืมเก็บสมุนไพร”

“พี่ตงฟางแหละชวนหนูนอนกลางวัน”

“พี่ขอโทษ ช่วยไม่ได้วันนี้อากาศมันเย็นนี่”

“อิอิ ยังทันอยู่นะคะถ้าเรารีบเก็บ” เสียงหัวเราะเล็กๆส่งออกมาจากน้องสาวหลังจากเห็นท่าทางร้อนรนของพี่ชายตัวเอง

“นั่นสิ ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบกันเถอะ”

ตะกร้านำขึ้นสะพายหลัง ทั้งสองเก็บสิ่งของทั้งหมดแล้วจึงพากันวิ่งไปยังจุดที่พวกเขาเคยเก็บสมุนไพรทุกๆวัน กระทั่งใช้เวลาราว 15 นาทีพวกเขาก็มาถึงจุดเก็บสมุนไพร ทว่ามันกลับหายไป ทุกอย่างเหลือเพียงแค่ตอเล็กๆติดดิน บ่งบอกว่ามีใครบางคนมาเก็บมันไป ไม่ว่าจะกวาดตามองออกไปไกลแค่ไหน พวกเขาทั้งสองก็ไม่พบสมุนไพรที่ต้องเก็บในวันนี้เลยสักนิด

“พี่ตงฟาง แย่แล้วค่ะ เหมือนจะมีใครมาเก็บพวกมันไปหมด”

“บ้าเอ๊ย อย่าให้รู้นะว่ามันเป็นใคร จะเตะให้ร่วงเลย”

ตงฟางพูดออกมาด้วยท่าทางโมโหอย่างกับเด็ก ตั้งแต่อยู่กับพ่อเขาถูกสอนสั่งเรื่องสมุนไพรมาเป็นจำนวนมาก หนังสือทุกเล่มในบ้านเขาอ่านทั้งหมดจนรู้จักสมุนไพรเป็นอย่างดี แล้วการที่เขาเห็นสมุนไพรทั้งหมดถูกเก็บไปไม่เหลือสักต้นนี้ ทำให้เขาโมโหมาก เพราะการเก็บสมุนไพรจำเป็นต้องเหลือต้นอ่อนของมันเอาไว้ให้เติบโต จะได้กลับมาเก็บในวันข้างหน้า ตอนนี้ทุกต้นถูกเก็บไปหมดจนเขาอยากจะไล่เตะก้นคนเก็บพวกมัน

“เราจะเอายังไงดีคะ”

“ไม่เป็นไร เรายังเหลือวิธี”

ตะกร้าวางลงไปบนพื้น จากนั้นตงฟางก็เริ่มเปิดใช้งานพลังจิตของเขาเช่นเดิม อย่างน้อยๆเขาขอเก็บพวกมันติดมือไปสัก 10 - 20 ต้นก็ทำให้หลุดพ้นจากคำด่าของพ่อแล้ว

หนิงเหอที่รู้ว่าพี่ชายของเธอใช้งานพลังจิตจึงมองจ้องด้วยความสนใจเช่นเดิม เนื่องจากพลังจิตของพี่ชายมันเป็นพลังไร้สีต่างจากเธอที่พวยพุ่งออกมาเป็นเปลวเพลิง ทุกครั้งที่พี่ชายใช้พลังจิตเธอจะเห็นเพียงแค่อากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อยในบริเวณที่มีพลังจิตสัมผัสเท่านั้น

เธอจึงมองจ้องไปยังสมุนไพรต้นเล็กๆที่เหลือเพียงแค่ตอกำลังถูกปกคลุมด้วยพลังจิต ทันทีที่พี่ชายของเธอยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้าแล้วทำท่าขมวดคิ้ว สมุนไพรที่เหลือเพียงแค่ตอมันก็เริ่มแตกใบอ่อนแล้วค่อยๆขยายลำต้นใหญ่ขึ้น ด้วยการใช้พลังจิตเข้าไปกระตุ้นการทำงานของสมุนไพรเพื่อเร่งการเติบโต ทำให้หนิงเหอตื่นตาทุกครั้งที่เห็นสมุนไพรเกิดใหม่จากพลังของพี่ชายตัวเอง

“พลังที่เหลือคงจะได้ราวๆ 20 ต้น เอาล่ะฮึบ”

“สู้ๆค่ะพี่ตงฟาง”

สมุนไพรต้นต่อไปค่อยๆงอกใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการใช้พลังจิตเข้าควบคุมกระบวนการต่างๆของสมุนไพร จากหนึ่งก็กลายเป็นสองต้นไปเรื่อยๆจนกว่าพลังจิตของเขาจะหมดลง

ตั้งแต่เดินทางมายังโลกใบนี้ ตงฟางไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากฝึกแล้วใช้ชีวิตไปกับการศึกษาสมุนไพรในตำราและปรุงยาตามที่พ่อของเขาสอน

เขาไม่มีจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยสักนิด เนื่องจากพ่อของเขาบอกเพียงแค่ว่าตัวของเขาจะต้องรับช่วงทำร้านยาต่อ เขาจึงวางจุดมุ่งหมายลงไปทั้งหมด โลกเดิมเขามีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตอิสระ พอมาโลกนี้เขาจึงอยู่เฉยไม่ไขว่คว้าหาอะไรมากเพราะได้อิสระมาครอบครองแล้ว ไม่ต้องวิ่งทำภารกิจมากมายเพื่อสังหาร แม้เขาจะได้รับคำสั่งจากพ่อให้มาเก็บสมุนไพรก็ตาม มันกลับเป็นการละเล่นของเข้าเท่านั้น

ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความสนใจโลกภายนอกหมู่บ้านไม่น้อย การเดินทางมาพบเจอเข้ากับพลังใหม่ที่ไม่ใช่พลังจิต เป็นพลังที่ถูกเรียกว่าจิตวิญญาณ คล้ายเหมือนพลังปรานในหนังที่เขาดู ทำให้เขาอยากฝึกมัน พ่อของเขากลับไม่ตอบอะไรเกี่ยวกับพลังจิตวิญญาณเลยสักอย่าง ทำให้เขารู้ว่าเมื่อ 15 ปีก่อนที่เขาเกิดมา พ่อของเขาแบกรับปัญหาบางอย่างเอาไว้ จึงเลือกไม่พูดถึงพลังจิตวิญญาณอีก

ตงฟางที่ไม่อยากสะกิดแผลเก่าของพ่อจึงเลือกที่จะเงียบเช่นกัน ต่อให้เขาเอ่ยปากถามหลายครั้ง พ่อของเขาก็ไม่พูด ทำเพียงสอนเขาเกี่ยวกับสมุนไพรและยาเท่านั้น แม้พ่อของเขาจะไม่พูดอะไรให้เขาฟัง ตงฟางก็ศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเองผ่านการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านไม้เขียวที่เขาอาศัยตลอด 15 ปี จนทำให้เขารู้คร่าวๆเกี่ยวกับพลังจิตวิญญาณ

พลังจิตวิญญาณเป็นการนำพลังลึกลับเข้ามากักเก็บในตัวเองเพื่อฝึกฝนจนสามารถบดขยี้ก้อนหินให้แหลกละเอียดไปจนถึงทำลายภูเขาให้หายไปเป็นลูกได้ แบ่งเป็นหลายระดับด้วยกัน เพียงแค่ความรู้ของชาวบ้านไม้เขียวรู้เพียงแค่ 3 ระดับเท่านั้น

ระดับชำระชีพจร เป็นพื้นฐานของผู้คนบนโลกใบนี้ที่ทุกคนจะต้องก้าวข้ามมันไปยังระดับสูงขึ้น ความสามารถที่ได้จากระดับนี้ มีเพียงแค่การทำให้ร่างกายแข็งแกร่งเท่านั้น เนื้อ หนัง กระดูก เลือด ทุกอย่างจะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นจนสามารถยกสิ่งของน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 3 ตัน

ระดับสัมผัสวิญญาณ เป็นระดับที่อยู่สูงขึ้นมาอีก ผู้คนที่ก้าวมาถึงขั้นนี้จะเริ่มใช้พลังงานวิญญาณร่วมการต่อสู้ได้ ด้วยการนำพลังวิญญาณออกมาคลุมส่วนต่างๆที่ต้องการใช้งาน หากเป็นทักษะฝ่ามือจะนำพลังมาคลุมมือ หากใช้งานอาวุธจะคลุมอาวุธ เพียงแต่ว่าการคลุมพลังวิญญาณไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แม้จะเป็นระดับสัมผัสวิญญาณแล้วก็ตาม หากไม่มีทักษะจะไม่สามารถคลุมพลังลงไปในร่างได้เลยสักนิดเดียว

ระดับก่อตั้งวิญญาณ เป็นระดับของการต่อสู้ที่แท้จริง การก้าวมาเป็นระดับก่อตั้งวิญญาณได้นั้น ผู้ใช้จิตวิญญาณจะสามารถก่อรูปร่างวิญญาณยุทธ์แล้วนำออกมาใช้ร่วมต่อสู้ได้ หากวิญญาณยุทธ์เป็นดาบ จะสามารถนำพลังวิญญาณสร้างดาบขึ้นมาใช้งาน

ทุกระดับจะมีการแบ่งเป็นขั้นย่อยอีก 9 ขั้น หากฝึกไปถึงขั้น 9 แล้วทะลวงผ่านไปได้จะข้ามไประดับถัดไป

สำหรับหมู่บ้านไม้เขียวมีระดับสูงสุดเพียงสัมผัสวิญญาณขั้น 1 เท่านั้นนั่นก็คือหัวหน้าหมู่บ้าน ระดับก่อตั้งวิญญาณเป็นเพียงเรื่องเล่าในหมู่บ้านเท่านั้น การที่ในหมู่บ้านมีระดับน้อยนิดเพียงเท่านี้เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่มีทักษะฝึกฝน หากจะเรียนจำเป็นต้องเข้าสถาบันในตัวเมือง ทว่ามันกลับไม่ง่ายเพราะชาวบ้านมีวิญญาณยุทธ์ต่ำเกินไปจึงทำให้ไม่ผ่านการทดสอบเข้าสถาบัน

โลกเดิมของตงฟาง เป็นโลกของผู้ใช้พลังจิตในการต่อสู้ ด้วยการใช้คลื่นพลังออกมาจากสมอง ไม่ได้มาจากตันเถียนเหมือนโลกใบนี้

พลังจิตมีการแบ่งระดับออกเป็น 10 เลเวลด้วยกัน ยิ่งเลเวลสูงประสิทธิภาพในการใช้งานพลังจิตก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นน้ำหนักในการยกสิ่งของ ยิ่งเลเวลสูง น้ำหนักสิ่งของที่ยกด้วยพลังจิตก็เพิ่มมากขึ้น

ทว่าทุกคนที่เป็นผู้ใช้พลังจิตไม่มีการยืนยันว่าเขาจะยกสิ่งของด้วยพลังจิตได้ทุกคน ในกระบวนการใช้เซรุ่มกระตุ้นร่างกายให้กลายเป็นผู้ใช้พลังจิตนั้น มนุษย์จะได้รับความสามารถทางพลังจิตมาคนละ 1 อย่าง มากสุดที่เกิดขึ้นคือ 3 อย่างด้วยกัน

อย่างไรก็ตามการได้รับรูปแบบพลังจิตกลับไม่ตายตัวตั้งแต่รับเซรุ่มครั้งแรก ทุกครั้งที่เลเวลเพิ่มขึ้น ผู้ใช้พลังจิตมีโอกาสปลุกพลังจิตในตัวขึ้น 1 รูปแบบ ถึงอย่างนั้นการปลุกพลังจิตทุกครั้งที่เลเวลเพิ่มกลับไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องได้พลังใหม่ บางครั้งการเพิ่มเลเวลก็ไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน

พลังจิตที่ตงฟางรู้มานั้นมีด้วยกัน 10 อย่าง แม้มันจะมีเยอะมากๆ ในการต่อสู้เขากลับพบเพียงแค่ 10 อย่างนี้ที่ปะทะบ่อย

1.Telepathy เทเลพาที เป็นพลังที่สามารถพูดคุยผ่านจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือสัตว์อสูร

2.Empathy เอมพาร์ที รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ในช่วงเวลานั้นผู้ที่เขาสัมผัสถึงกำลังเกิดความรู้สึกอย่างไร

3.Clairvoyance แคลร์วอยเอน พลังของตาทิพย์ เป็นความสามารถในการเพิ่มการมองเห็นให้ดีขึ้น มีการตอบสนองทางดวงตาที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้เห็นพลังงานที่ดวงตาธรรมดามองไม่เห็น มองเห็นพลังชีวิตของสิ่งต่างๆ หากฝึกฝนไปถึงเลเวล 10 สามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งอนาคต

4.Clairaudience แคลร์รอเดียนท์ หูทิพย์ เป็นพลังจิตที่ช่วยเพิ่มความสามารถทางการได้ยิน ให้รับเสียงได้ดียิ่งขึ้น สามารถแยกเสียงต่างๆได้ดี แม้เสียงนั้นจะเบามากๆหากอยู่ในระยะรับรู้ก็สามารถรับฟังได้เช่นกัน หากฝึกเป็นเลเวล 10 สามารถได้ยินแม้กระทั่งความคิดของฝ่ายตรงข้าม

5.Mind control ไมน์คอนโทรล เป็นพลังในการสะกดจิต หากฝึกให้แข็งแกร่งสามารถควบคุมได้แม้กระทั่งจิตใจของฝ่ายตรงข้าม

6.Telekinesis เทเลคินีซีส เป็นพลังในการควบคุมวัตถุให้ขยับได้

7.Teleport เทเลพอร์ต มีความสามารถเคลื่อนย้ายมวลสารเช่นวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต

8.Atmoskinesis สามารคควบคุมธาตุหลักทั้งสี่ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ

9.Electrokinesis สามารถควบคุมประจุไฟฟ้า และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจนนำไปสู่การควบคุมโลหะ

10.Biokinesis เปลี่ยนแปลง DNA ให้เกิดลักษณะพิเศษตามต้องการยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเปลวไฟ หรือเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายฟ้า

“เสร็จแล้ว เรารีบวิ่งกันเถอะหนิงเหอ หากช้ากว่านี้เราโดนตีก้นแน่”

“ค่ะพี่ตงฟาง”

สมุนไพรทั้ง 20 ต้นเก็บลงไปในตะกร้าพลางมีร่างของเด็กชายหญิงพยายามวิ่งออกจากป่ากลับเข้าไปในหมู่บ้านของพวกเขา ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

สำหรับพลังจิตของตงฟางตอนนี้ เขาพอใจกับมันมาก เนื่องจากว่าโลกเดิมเขากลายเป็นผู้แข็งแกร่งและน่ากลัวเป็นเพราะว่าเขามีพลังจิตถึง 5 อย่างด้วยกัน แต่โลกใบนี้เขาพึ่งเลเวล 3 พลังจิตของเขากลับมีถึง 6 อย่างด้วยกัน ได้แก่ Telepathy(เทเลพาที), Empathy(เอมพาร์ที ), Clairvoyance(แคลร์วอยเอน) ,Clairaudience(แคลร์รอเดียนท์) ,Mind control (ไมน์คอนโทรล),Telekinesis(เทเลคินีซีส) . เขาจึงทำหลายอย่างได้มากกว่าโลกเดิม แม้จะยังไม่ทรงพลังเท่าโลกเดิมก็ตาม

“เย่ นึกว่าจะกลับเข้ามาไม่ทัน ไปกันเถอะกลับบ้านเรากัน”

ตงฟางมองจ้องไปยังหมู่บ้าน ตอนนี้ผู้คนกำลังจุดตะเกียงหน้าบ้านเพื่อให้แสงสว่าง ทันใดนั้นเขากลับมองจ้องไปยังทิศทางที่หนิงเหอชี้ พลางแสดงท่าทางงุนงงออกมาเพราะตอนนี้หมู่บ้านของเขามีคนนอก หลังจากไม่มีใครเดินทางมาหมู่บ้านของเขาได้ราว 1 ปี

“พี่ตงฟาง คนพวกนั้นเป็นใคร”

“ไม่รู้สิ กลับบ้านกัน พ่ออาจจะรู้ก็ได้”

“ค่ะ”

“เฮ่ยๆ พวกแกไปไหนมาเนี๊ยกลับซะค่ำเชียว” ชายร่างกำยำกระโดดเข้ามาดักหน้าพลางกางแขนไม่ยอมให้พี่ชายน้องสาวเดินกลับบ้าน การปรากฎตัวของชายร่างกำยำกลับไม่ได้มีจิตสังหาร เป็นเพียงแค่การดักหน้าทำให้ตกใจเท่านั้นตงฟางจึงหยุดเดิน

“ตกใจหมดไอ้ลู่จิว ว่าแต่แกไปเก็บสมุนไพรมาเหรอ แล้วรู้ไหมว่าพวกนั้นเป็นใคร”

“รู้ งั้นฉันจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ด้วยความรอบรู้ของฉันในหมู่บ้านนี้คงไม่มีใครรู้มากกว่าฉันแล้ว ฮ่าๆๆๆ”

3 กำเริบ

“ว่ากันว่า”

การเล่าเรื่องเริ่มต้นขึ้น ระหว่างเรื่องเล่ากำลังดำเนินไปช้าๆนี้เองนั้น ตงฟางได้มองจ้องไปยังตะกร้าด้านหลังของลู่จิว ภายในตะกร้าล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรที่เขาจะต้องเก็บ ตอนนี้พวกมันถูกยัดจนเต็มตะกร้าทำให้เขารู้ว่าไอ้บ้าที่เก็บสมุนไพรไปจนหมดคือเพื่อนของเขาเองจนทำให้เขาเกิดความรู้สึกโมโห

“พวกเขาเป็นพ่อค้าเดินทางค้าขายไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าการเดินทางครั้งนี้กลับพิเศษเป็นอย่างมาก”

“พิเศษยังไงวะไอ้ลู่จิว” ตงฟางทำหน้าสงสัย

“แกเห็นขบวนรถม้าสีขาวด้านหลังนั่นไหม พวกเขาเป็นคนของจักรวรรดิเทียนหยวน”

“คนจากเมืองหลวง” หนิงเหอแสดงสีหน้าตกใจออกมา หลังจากรู้ตัวตนกลุ่มคนที่เดินทางมากับพ่อค้า

“ใช่แล้วหนิงเหอ พวกเขามาจากเมืองหลวง แล้วฉันได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านด้วยนะตงฟาง ทำให้ฉันมาดักรอตรงนี้”

“เรื่องอะไรวะ” บนหน้าหน้าของตงฟางยังคงปรากฎความสงสัย

“พวกเขาจะมาทำพิธีชำระล้างให้กับเด็กในหมู่บ้านที่อายุ 15 ปีขึ้นไป”

ดวงตาของตงฟางเบิกกว้าง ตอนนี้โลกแห่งผู้ใช้จิตวิญญาณสำหรับเขาและน้องสาวเปิดขึ้นแล้ว หากพวกเขาได้รับการชำระล้างพวกเขาทุกคนจะได้รับการปลุกวิญญาณยุทธ์ขึ้นมา

ด้วยการปลุกวิญญาณยุทธ์เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณแล้วไม่จำเป็นต้องเก็บพลังของพวกเขาเอาไว้อีกต่อไป การใช้งานพลังสามารถทำได้อย่างเปิดเผย ไม่มีใครสงสัยพวกเขาอีกต่อไป ไม่เพียงเท่านั้นมันยังเป็นการปลดล็อกคอขวดของพวกเขาอีกด้วย

ตงฟางและน้องสาวอยู่ขั้นชำระชีพจรขั้น 9 แล้ว หากวิญญาณยุทธ์ตื่นขึ้นจะเป็นการปลดล็อกให้พวกเขาก้าวข้ามไปยังระดับถัดไป สำหรับตัวของเขาต้องดูดซับแกนพลังวิญญาณอีกเล็กน้อยเพราะไม่มีพลังสะสมเหมือนของน้องสาว หากปลดล็อกเสร็จเขาเชื่อว่าพลังสะสมที่หนิงเหอเก็บไว้จะทำให้เธอก้าวข้ามไปยังระดับที่สูงขึ้นไปได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องดูดซับแกนพลังวิญญาณเหมือนเขา

“แล้วพวกเขาจะชำระล้างวันไหน”

“พรุ่งนี้เช้า”

“โอเค ไว้เจอกัน ว่าแต่นั่นแกไปเก็บสมุนไพรมาใช่ไหม”

“ใช่ มีอะไร แล้วนั่นทำไมแกเก็บได้น้อยจัง” ลู่จิวมองไปยังตะกร้าของตงฟางและหนิงเหอที่มีสมุนไพรคนละ 10 ต้นเท่านั้น พริบตาที่เขาสงสัยเท้าของตงฟางก็เตะเข้าไปยังเอวจนเขาล้มตัวลงไปนอนบนพื้นดิน

“โอ๊ย~! แกเตะฉันทำไมไอ้ตงฟาง”

“แกมันสมควรโดน ไอ้ลู่จิว บ้านแกไม่สอนหรือไงว่าหากเก็บของป่าให้เหลือต้นเล็กมันเอาไว้ ไอ้บ้าเอ๊ย เสียอารมณ์”

“อย่า อย่านะไอ้ตงฟาง”

การเตะระบายอารมณ์โมโหเริ่มขึ้น แม้ตงฟางจะลงมือหนิงเหอกลับไม่เข้าไปห้ามเลยสักนิด เพราะพลังที่ตงฟางใช้มันเบามากๆ เป็นเพียงแค่การเตะหยอกล้อเท่านั้น

“วันหลังอย่าให้เจออีกนะ ไอ้สมองขี้เลื่อย”

“โอ๊ยๆ วันหลังลู่จิวคนนี้จะไม่ทำอีกแล้ว”

เลือดสีแดงไหลออกมาจากจมูกพร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างเขียวช้ำ ลู่วจิวที่ถูกชกบนพื้นได้ลุกขึ้นมาทำความเคารพตงฟางก่อนจะเดินทางไปด้วยกัน สถานที่ตงฟางกำลังเดินทางไปนั้นคือบ้านของเขา ส่วนสถานที่ลู่จิวเดินไปคือร้านยาแล้วก็เป็นบ้านของตงฟางเช่นเดียวกัน

“ลุงหยุน ผมเอาสมุนไพรมาขายครับ~!”

เสียงร้องตะโกนลั่นหน้าร้านทำเอาตงฟางต้องยกกำปั้นเตรียมชกต่อย ลู่จิวที่เห็นหมัดเขาก็หุบปากฉีกยิ้มให้ตงฟางเมื่อรู้ว่าตัวเองตะโกนเสียงดังเกินไป

“อ้าวลู่จิว วันนี้เก็บอะไรมาขายล่ะ”

“นี่ครับ ผมเก็บหญ้าแม่น้ำมาขาย ทั้งหมดเป็นเงินเท่าไหร่ครับ”

“สภาพมันช้ำไปหน่อยนะ ความเป็นยามันลดไปเยอะเลย ลุงให้ 5 หินวิญญาณก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับ”

ตะกร้าสมุนไพรวางทิ้งไว้หน้าร้านพร้อมกับร่างของลู่จิววิ่งจากไปด้วยใบหน้าเบิกบานหลังจากได้เงิน

“พ่อ ได้มาแค่นี้แหละ”

“ของหนูก็เช่นกันค่ะ”

“หืม แล้วทำไมไอ้ลู่จิวมันเก็บได้เยอะแยะเลยล่ะ” ตงฟางมองจ้องไปยังพ่อตัวเองที่กำลังทำหน้าตาสงสัย เขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายทั้งๆที่พ่อของเขาก็น่าจะรู้

“พี่ลู่จิวเก็บไปก่อนพวกเราค่ะ จึงทำให้เก็บมาได้แค่นี้”

“ไม่เพียงแค่นั้นนะพ่อ ไอ้บ้านั่นเก็บมาทั้งหมดไม่เหลือให้มันได้โตเลย”

“อ้าว แบบนี้ก็แย่สิ ดูเหมือนว่าลู่จิวจะเหมาะกับใช้แรงมากกว่าใช้หัวนะหนิ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละพ่อ ขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะ”

“หนูไปช่วยพี่ตงฟางอีกแรงนะคะคุณลุง”

“จ้าๆ เป็นเด็กดีจริงๆหนิงเหอของลุง ฮ่าๆๆ”

หลี่หยุนมองจ้องไปยังลูกชายและลูกสาวบุญธรรมพลางยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอารมณ์ดี ก่อนจะเริ่มเลือกสมุนไพรในตะกร้าของลูจิ่วเพื่อจะหาต้นที่ยังไม่ช้ำมาเก็บไว้

“ให้ตายเหอะ นี่มันเก็บสมุนไพรมาขายหรือเก็บหญ้ามาให้สัตว์อสูรวะเนี๊ย”

มือซ้ายยกขึ้นมากุมขมับ หลังจากสมุนไพรในตะกร้ามันช้ำกว่าที่คิดจากการยัดลงไปในตะกร้าเพื่อให้บรรจุได้เยอะที่สุด

—-----------------------

“หมู่บ้านของเราไม่ค่อยมีคนเดินทางเข้ามา บ้านหลังนี้เราได้ให้แม่บ้านมาทำความสะอาดแล้ว หวังว่าท่านจะพอใจกับมันนะ”

หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวออกมาด้วยความนอบน้อมต่อหน้าเหล่าคนสวมชุดคลุมและชุดเกราะสีขาว บ่งบอกว่าพวกเขามาจากเมืองหลวง

“ไม่เป็นไร ทางเราจะอยู่อีก 7 วัน พรุ่งนี้ก็เตรียมเด็กมาให้พร้อม เราจะเริ่มทำพิธีชำระล้างให้พวกเขา”

“ขะ..ขอบคุณ ขอบคุณท่านนักบวช ขอบคุณพวกท่านที่เห็นแก่หมูบ้านเล็กๆของพวกเรา ในที่สุด ในที่สุดพวกเราก็ได้รับการชำระล้าง”

หัวหน้าหมู่บ้านก้มหัวแนบพื้นกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ ปกติพวกเขาจะต้องเดินทางไปยังเมืองใหญ่เพื่อส่งเด็กของพวกเขาเข้ารับการชำระล้าง เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่สามารถให้เด็กได้รับการชำระล้างได้ทุกคน เนื่องจากว่าการชำระล้างที่เมืองใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูงมากๆ ชาวบ้านจึงลงขันช่วยกันออกค่าใช้จ่ายให้ได้เพียงแค่เด็กที่ดูมีความสามารถเท่านั้น

ปีนี้กลับเป็นปีที่ดีเป็นอย่างมากเพราะนักบวชจากจักรวรรดิเดินทางมายังหมู่บ้านของพวกเขา ทำให้ไม่เสียเงินเลยสักนิด

“พวกแกสองคนเฝ้าหน้าประตู อย่าให้ใครเข้ามาได้”

ชายสวมชุดเกราะสีขาวสองคนยืนเฝ้าหน้าประตู ปล่อยให้ชายสวมชุดเกราะและผ้าคลุมสีขาว 8 คนเดินเข้าไปในบ้าน

“ตอนนี้เราอยู่ไหน”

“ตรงนี้ เราอยู่หมู่บ้านไม้เขียวแล้ว ห่างจากนี่ไปราว 5 กิโลเมตรจะถึงแม้น้ำ ถ้าเราเดินทางข้ามไปก็จะถึงเขตสัตว์อสูร”

“ดี มันจะต้องไม่มีอะไรผิดพลาด ห้ามให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด”

—----------------------

“พ่อ เมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวนอยู่ไกลไหม”

อาหารมากมายวางบนโต๊ะ ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากผักและสมุนไพร น้อยนักจะมีเนื้อวางบนจาน คำถามที่ตงฟางเอ่ยถามออกไปนั้นทำให้พ่อต้องหันมองด้วยการเลิกคิ้วแสดงท่าทางสงสัย

“มีอะไร ถามทำไม”

“นะนะพ่อ บอกหน่อยนะ”

“ไม่บอกหรอก เดี๋ยวแกก็แอบไป แต่ก็นะ แกไปไม่ได้หรอกต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางถึง”

“ไกลขนาดนั้นเลย”

“ใช่ มันไกลมากๆ” หนิงเหอนั่งมองลุงและพี่ชายคุยกัน พลางตักอาหารให้ทั้งสองคน

“แล้วก่อนจะถึงเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวนต้องผ่านเมืองไหนก่อนไหม”

“เอ๊ะ ถามมากจัง กินข้าวแล้วก็ไปนอนซะไป”

“ก็มันสงสัยนี่พ่อ อีกอย่างนะในหมู่บ้านเราก็มีคนของจักรวรรดิเดินทางเข้ามา ผมเลยอยากรู้ว่าพวกเขามาไกลแค่ไหน”

ตงฟางทำหน้าตาออดอ้อนให้พ่อของเขายอมบอก แม้มันจะดูขายหน้าต่อหน้าน้องสาวก็ตาม ด้วยความอยากรู้เขาจึงพยายามอ้อนวอนให้พ่อบอกเรื่องนี้ มันเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ หากเขาไม่รู้ว่ารอบๆหมู่บ้านมีเมืองมากมายแค่ไหนเขาจะเป็นเหมือนกบในกะลา

“เฮอ~ ให้ตายสิ บอกก็บอก เอาละเปิดหูของแกให้ดีไอ้ลูกเวร ตอนนี้สถานที่เราอยู่อาศัยคือหมู่บ้านไม้เขียว”

จานข้าวบนโต๊ะถูกเก็บจากนั้นหลี่หยุนก็เริ่มวาดแผนที่คร่าวๆให้ลูกของเขาดู

“รอบๆหมู่บ้านของเราหากใช้เวลาสัก 1 วันก็จะเจอหมู่บ้านอีกเยอะ เล่าไปแกก็จำไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าหากเดินทางไปยังทิศตะวันออกสัก 1 เดือน แกจะไปถึงเมืองหลงไห่ แล้วเดินไปยังทิศตะวันออกต่อจากเมืองหลงไห่ไปแกจะเจอเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวน”

“อ๋อ พอจะเข้าใจแล้ว”

“แต่การเดินทางมันไม่ง่ายหรอกนะ แกจะต้องเจอกับโจร สัตว์อสูร พื้นที่ลึกลับมากมาย ไม่แน่อาจจะเป็นการเดินทางที่ทำให้แกตายก็ได้เพียงแค่ต้องการเดินทางไปยังเมืองเหล่านี้”

“พ่อ พรุ่งนี้คนของจักรวรรดิจะทำพิธีชำระล้างผมและหนิงเหอเข้าร่วมด้วยได้ไหม”

ตงฟางมองจ้องหน้าพ่อของเขาด้วยความหวัง กลัวว่าพ่อจะไม่ให้เข้าร่วม

“เอาสิ ถ้าแกคิดว่าจะเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณได้ก็ลองดู แต่บอกก่อนเลยว่าแกจะต้องเสียใจแน่นอน”

“มีอะไรเหรอพ่อ”

“ไม่บอกหรอก ฉันจะรอดูแกร้องไห้ขี้มูกโป่ง เอาล่ะฉันอิ่มแล้ว เก็บแล้วก็ล้างด้วย สำหรับการชำระล้าง ฉันเชื่อว่ามันจะทำให้แกกลับมารับช่วงร้านยาต่อจากฉันแน่นอน”

“พ่อ พ่อ ทำไมผมถึงต้องร้องไห้ พ่อ~!”

ตงฟางมองตามหลังพ่อของเขาไปด้วยความรู้สึกสงสัย เขาอยากรู้ว่าตัวเองจะร้องไห้ทำไม พ่อของเขากลับไม่หันหลังกลับมาตอบคำถามเขาจึงมองหน้าน้องสาวแล้วยิ้มแหยให้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องร้องไห้ทำไมในวันพรุ่งนี้

“เอาล่ะหนิงเหอ เรารีบล้างจานแล้วก็เข้านอนกันเถอะ”

“ค่ะพี่ตงฟาง”

สองพี่ชายน้องสาวช่วยกันเก็บจานข้าวนำไปล้างทำความสะอาด ก่อนที่พวกเขาจะแยกห้องกันนอนในคืนนี้ ด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะได้วิญญาณยุทธ์ทรงพลัง

“สาธุ ขอให้เป็นปืนใหญ่ ไม่สิ โลกนี้ไม่มีปืนใหญ่ ขอเป็นอะไรที่ทรงพลังก็แล้วกัน หากเป็นอาวุธก็ขอให้เป็นอาวุธทำลายล้าง หากเป็นสัตว์อสูรก็ขอให้มันเป็นระดับตำนานไปเลยก็แล้วกัน แต่เดี๋ยวก่อนนะ ความเจ็บปวดนี้มัน”

ตงฟางกำลังยิ้มหวานบนเตียงนอนพลางคิดถึงสิ่งที่เขาจะได้รับในวันพรุ่งนี้ผ่านพิธีชำระล้าง ทันใดนั้นเขากลับลุกขึ้นมากระทันหันเมื่อร่างกายของเขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก หลังจากไม่ได้รับความเจ็บปวดนี้มาราว 1 อาทิตย์ได้

“บ้าเอ๊ย ทำไมต้องมาเป็นวันนี้ด้วยเนี๊ย”

สองมือรีบเขย่าขวดยาเพื่อนำมาบรรเทาอาการเจ็บปวดตามร่างกาย ทันใดนั้นเขากลับตกใจเมื่อยาของเขาหมดลงไปแล้ว ตงฟางจึงหอบเอาร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อออกไปจากห้องมุ่งตรงไปยังห้องเก็บสมุนไพรมากมาย จากนั้นก็เริ่มนำสมุนไพรต่างๆใช้สำหรับต้านพิษในร่างกายของเขาที่กำลังทำให้เขาเจ็บปวดออกมาเคี้ยวกิน

แรงจะตะโกนเรียกน้องสาวก็ไม่มี แรงจะเรียกพ่อก็ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ทำได้เพียงพยายามใช้สายตาพร่ามัวและแรงที่เหลือน้อยนิดหยิบจับสมุนไพรต้านพิษที่รู้จักมากัดกินก่อนจะหมดสติเพราะความเจ็บปวด กระทั่งทุกอย่างกลืนลงท้องร่างของตงฟางก็ทิ้งตัวนอนลงไปบนพื้นหลับไปในทันที แม้จะมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นก็ตาม

“อ้าว ไอ้ลูกคนนี้มันมานอนทำอะไรตรงนี้เนี๊ย”

หลี่หยุนเดินเข้ามาในบ้านหลังจากเดินไปตรวจสอบบางอย่างเกี่ยวกับคนของจักรวรรดิ เขาจึงรีบเดินเข้าไปจับชีพจรของลูกชาวจนพบว่าหายจากอาการกำเริบแล้วจึงปล่อยให้นอนบนพื้นต่อไป พลางส่งยิ้มสะใจให้ลูกชายหลังจากนึกสนุกปล่อยให้นอนบนพื้นจนถึงเช้า

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...