โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. มองข้ามช็อต ห่วงตั้งนายกฯล่าช้า ทำงบประมาณสะดุด ชี้รัฐบาล 310 เสียงเหมาะสมแล้ว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 พ.ค. 2566 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2566 เวลา 07.22 น.

ส.อ.ท. มองข้ามช็อต ห่วงตั้งนายกฯล่าช้า ทำงบประมาณสะดุด ชี้รัฐบาล 310 เสียงเหมาะสมแล้ว

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คาดว่าภายในเดือน สิงหาคมนี้ จะมีกำหนดการการตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนแล้วแน่นอน เชื่อว่า รัฐบาล 310 เสียงสามารถตั้งได้ แต่ที่กำลังจับตามองต่อคือ เรื่องการตั้งนายกรัฐมนตรี จะเป็นอย่างไรต่อ

“สิ่งที่กังวลไม่ใช่แค่เรื่องตั้งรัฐบาล แต่มองเลยไปถึงการตั้งนายกฯ หากได้นายกฯหลังสิงหาคม คือช่วง กันยายน-ตุลาคม สิ่งที่กังวลคือ งบประมาณปีนี้จะใช้อย่างไร การเบิกจ่ายงบประมาณจะถึงเป้า 98% เหมือนเดิมหรือไม่ ทำให้มีสุญญากาศเรื่องงบประมาณปี 2566 ยาว 4-5 เดือน ส่วนงบปี 2567 ที่อนุมัติไปแล้วตอนต้นปี ก็ต้องไปเร่งใช้จ่ายให้ได้ตามเป้า ยิ่งไปกว่านั้นคือ ห่วงงบปี 2568 ที่รัฐบาลควรจะเร่งจัดการ ภายในต้นปี 2567 ให้ได้ เพื่อเร่งเศรษฐกิจไทยให้ได้มากที่สุด ดังนั้น จึงอยากให้รีบตั้งรัฐบาล เพราะยังมีปัญหารออยู่ข้างหน้าอีกมาก” นายมนตรี กล่าว

นายมนตรี กล่าวว่า สำหรับสมุดปกขาว ของส.อ.ท.ที่จะเสนอให้รัฐบาลใหม่นั้น ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องตรวจรับเอกสาร มีกำหนดส่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ และหลังจากตรวจรับจะมีการเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารส.อ.ท. แล้วจึงจะนำส่งให้รัฐบาลชุดใหม่

นายมนตรี กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอเบื้องต้นนั้น คือ การปรับโครงสร้างและลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบภาครัฐ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ทั้งนี้จากที่เคยทำการศึกษาวิจัยพบว่า หากปรับโครงสร้างกฎระเบียบภาครัฐ 1,000 ฉบับ จะสามารถลดการใช้จ่ายของงบประมาณแผ่นดินได้ 9.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งงานวิจัยนี้ส่งให้รัฐบาลเดิมเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่การแก้ปัญหายังมีความคืบหน้าน้อย

“ต่อมาคือ เรื่องค่าแรง ส.อ.ท.พูดมาตลอดว่าอยากให้มีการจ่ายค่าแรงตามความสามารถและทักษะของแรงงานมากกว่า และดูแลเรื่องค่าครองชีพด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าผลดีจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะไปอยู่ที่แรงงานต่างด้าว เพราะตามปกติแล้ว แรงงานต่างด้าวก็จะส่งเงินกลับประเทศเฉลี่ยครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งจึงจะใช้จ่ายในประเทศ ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่จ่ายไป ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เพียงครึ่งเดียว”นายมนตรี กล่าว

นายมนตรี กล่าวว่า เรื่องที่สาม คือ เรื่องต้นทุนพลังงาน การเปิดตลาดการซื้อขายไฟฟ้าเสรี เป็นสิ่งที่ส.อ.ท.และนโยบายของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกัน เพราะฉะนั้น ถ้าพรรคใดๆเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็อยากให้รีบทำ เพราะว่าเรื่องพลังงานจะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ต้องมีการปรับโครงสร้างเรื่องการคิดราคาพลังงานใหม่ รีบเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ คือการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นในระดับนโยบายควรรีบแก้ และให้เห็นเป็นรูปธรรม

นายมนตรี กล่าวว่า ส่วนนโยบายของรัฐบาลชุดเดิมที่ทำดีอยู่แล้ว และ อยากให้รัฐบาลใหม่นำไปต่อยอดคือ เรื่อง เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ บีซีจี เพราะว่าการค้าโลกในอนาคตนั้น หนีไม่พ้นเรื่องนี้แน่นอน ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนมาผลิตสินค้าและบริการให้เป็นบีซีจีมากขึ้น และรีบจัดทำโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษให้พื้นที่อื่นๆ นอกจากเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เป็นมรรคเป็นผลด้วย พร้อมทั้งแก้เรื่องผังเมืองด้วยให้สอดคล้องกัน

“นอกจากนี้ ต้องการให้แก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงเงินทุนของกลุ่มเอสเอ็มอี และการลดภาระเรื่องการขนส่ง และโลจิสติกส์ในประเทศ ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 18% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งหากจะได้ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ควรลดต้นทุนเหลือไม่เกิน 12% และยิ่งลดลงเหลือเพียงเลขตัวด้วยได้จะยิ่งดี” นายมนตรี กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...