โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไอมีเสมหะ สีเสมหะ เกิดจากอะไร บ่งบอกโรคอะไร? และวิธีกำจัดเสมหะอย่างได้ผล!

GedGoodLife

อัพเดต 25 ต.ค. 2566 เวลา 19.03 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2566 เวลา 10.23 น. • GED good life ชีวิตดีดี

ไอมีเสมหะ เป็นอาการที่เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง วันนี้ GED good life จะพาไปทำความรู้จักกับอาการไอชนิดมีเสมหะให้มากขึ้น ว่ามีสาเหตุ อาการ และวิธีกำจัดเสมหะอย่างได้ผล!

อาการไอ คืออะไร?

อาการไอ (Cough) เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนและล่างได้รับสิ่งกระตุ้น หรือมีสารระคายเคืองไปรบกวนที่ตัวรับสัญญาณการไอ* ทำให้มีการส่งสัญญาณไปที่สมองบริเวณเมดุลลา (Medulla) ส่วนควบคุมการไอ และส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อกระบังลม เกิดการตีบแคบของหลอดลม จึงเกิดอาการไอขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองของร่างกาย และเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ และสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจ

*ตัวรับสัญญาณการไอ (Cough receptor) ได้แก่ ช่องหูและเยื่อบุแก้วหู, จมูก, โพรงอากาศข้างจมูกหรือไซนัส, โพรงหลังจมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดลม, ปอด, กระบังลม และเยื่อหุ้มปอด

เสมหะ คืออะไร?

เสมหะ หรือ เสลด (Phlegm) // เสมหะในคอ (Chronic secretion in the throat) คือ สารคัดหลั่ง ข้นเหนียวเหมือนเมือก ที่ร่างกายสร้างออกมาจากต่อมสร้างสารคัดหลั่ง ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

เสมหะ ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 95 และอีกร้อยละ 1 ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอินทรีย์ (inorganic)

ไอมีเสมหะ เกิดจากสาเหตุใด?

อาการไอมีเสมหะ เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้มากมายเลยทีเดียว เพราะโรคของระบบทางเดินหายใจและปอด แทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น โดยอาการไอสามารถแยกสาเหตุ ได้ดังนี้

– เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษ หรือ PM2.5 มาก รวมถึงการใช้เสียงผิดวิธีก็สามารถสร้างเสมหะในคอได้

– เกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ เช่น เชื้อรา, เชื้อวัณโรค, เชื้อซิฟิลิส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำคอ จนเกิดเสมหะขึ้นมาได้

– เกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

– เกิดจากอาชีพ เช่น อาชีพที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ อาชีพที่ต้องสัมผัสกับควันธูป ควันรถเป็นประจำ

– เกิดจากการใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI (ACE inhibitor)

สีของเสมหะ อาจนำมาใช้วินิจฉัยโรคต่าง ๆ ในเบื้องต้น ได้ดังนี้

เสมหะสีใสโรคภูมิแพ้ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ

เสมหะสีขาว – โรคหลอดลมอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหัวใจล้มเหลว

เสมหะสีเขียว หรือเหลือง – โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ

เสมหะสีแดง – เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด โรคฝีในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และวัณโรค

เสมหะสีน้ำตาล – อาจมีเลือดเก่าที่ค้างอยู่ภายในร่างกาย ได้ปะปนออกมาพร้อมกับเสมหะ อาจเป็นอาการที่เกิดจากโรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคพยาธิในปอด โรคฝีในปอด และโรคฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis) ที่เกิดจากการหายใจนำเอาฝุ่นเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก

เสมหะสีดำ – โรคฝีในปอด โรคฝุ่นจับปอด โรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา รวมถึงการสูบบุหรี่

หากไอมีเสมหะรุนแรงกว่าปกติ เช่น ไอมีเลือดออกมาพร้อมเสมหะ ไอจนนอนไม่หลับ เป็นต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที

สีของเสมหะ

การกำจัดเสมหะด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างได้ผล

การกำจัดเสมหะด้วยอาหาร

1. กินอาหารให้เหมาะสม

ผู้ที่มีเสมหะภายในลำคอมาก ควรเลือกกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เช่น แกงส้ม ต้มยำ แกงเลียง แกงแค ส้มตำ ยำ หรือน้ำพริก เนื่องจากความเผ็ดร้อนจากเครื่องสมุนไพรไทยที่นำมาประกอบอาหาร มีฤทธิ์ช่วยขับเสมหะ และช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมัน ๆ ทอด ๆ เพราะจะกระตุ้นให้ยิ่งมีเสมหะ และมีอาการไอหนักรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้หลีกเลี่ยงขนมหวานต่าง ๆ เช่น เค้ก ไอศกรีม โดนัท ช็อกโกแลต กะทิ ครีมเทียม อาหารที่มีส่วนผสมจากน้ำตาล และไขมัน

2. กินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงเพิ่มภูมิต้านทาน

การที่เรามีเสมหะ หรือมีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเป็นหวัด ภูมิแพ้อากาศ เพราะภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอ ควรเลือกกินอาหารที่ให้วิตามินซีสูงจากผักผลไม้รสเปรี้ยว หรือวิตามินซีเม็ดเสริมแทน เพื่อเสริมสร้างให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรง และช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจทำให้เป็นหวัดได้สูงขึ้น

การกำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร

1. จิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งอุ่น ๆ เป็นประจำ

น้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยละลายเสมหะ คุณค่าจากน้ำผึ้ง และน้ำมะนาวมาผสานตัวรวมกันมีฤทธิ์กลายเป็นยา ช่วยบรรเทาอาการไอ สามารถต่อต้านการสะสมเชื้อแบคทีเรีย ช่วยฆ่าเชื้อ และลดอาการอักเสบระคายเคืองคอ สารจากน้ำผึ้งยังมีส่วนช่วยให้เสมหะอ่อนตัวง่าย การขับเสมหะก็จะยิ่งง่ายขึ้นด้วย

2. สูดไอน้ำที่ผสมน้ำมันหอมระเหย

ต้มน้ำเดือดมาเทลงในชามใหญ่ หยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดลงไป เช่น กลิ่นคาโมมายล์ กลิ่นมะนาว ส้มหรือยูคาลิปตัส ฯลฯ คลุมศีรษะด้วยผ้าผืนใหญ่แล้วอังหน้าบนชามร้อน ๆ นั้น พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ เพื่อให้กลิ่นไอของน้ำมันหอมระเหยได้เข้าไปยังหลอดลม จะช่วยกระตุ้นให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น เสมหะก็จะละลายง่าย และถูกขับออกมาง่ายยิ่งขึ้นด้วย

3. อบด้วยสมุนไพรไทย

การอบด้วยสมุนไพรไทย หรือสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากตัวสมุนไพรเข้าสู่ปอด จะช่วยให้ระบบทางเดินทางใจโล่งขึ้น ใช้เวลาอบนาน 5-10 นาที นั่งพักให้ตัวเย็นแล้วจึงกลับเข้าไปนั่งอบใหม่ ให้ทำ 3 รอบ หลังจากอบเสร็จแล้วให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อให้เกิดอาการไอ และขับเอาเสมหะออกมา ก็จะทำให้หายใจโล่งขึ้น

การกำจัดเสมหะด้วยยา

กลุ่มยาที่ใช้ในการกำจัดเสมหะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)

เป็นยาที่ใช้เพื่อออกฤทธิ์ทำลายการรวมตัวกันของโปรตีนที่จับตัวอยู่กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นน้อยลง ฤทธิ์ของยาจะเข้าไปย่อยโปรตีน หรือมีปฏิกิริยาทางเคมีที่จะช่วยทำลายเสมหะเหนียวข้นกระทั่งเปลี่ยนให้ใสขึ้นได้ อีกทั้งความเหนียวหนืดก็จะลดลงจนทำให้การขับเสมหะออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น

2. ยาขับเสมหะ (Expectorants)

เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมูก เสมหะจึงมีลักษณะเหนียวข้นลดน้อยลง รวมทั้งยังช่วยให้การขับเสมหะออกจากร่างกายในระหว่างที่ไอได้ง่ายยิ่งขึ้น

การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดเสมหะ

“เสมหะ” แม้ไม่รุนแรงแต่ก็สร้างความรำคาญในการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามิน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรหาสาเหตุของอาการไอให้เจอ แล้วแก้ไขที่สาเหตุ จะเป็นการรักษาอาการไอที่ดีที่สุด

อาการไอที่ควรไปพบแพทย์

อาการไอบางชนิดอาจแสดงถึงโรคร้าย หรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ควรปรึกษาแพทย์ เช่น

  • ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก ไอจนนอนไม่หลับ
  • การไอร่วมกับอาการหายใจวี้ด (โรคหืด)
  • อาการเหนื่อยเจ็บแน่นหน้าอก (หัวใจล้มเหลว)
  • อาการไข้ และเสมหะมีเลือด (วัณโรค)
  • อาการจุกเสียดแน่นท้อง และปวดท้อง หรืออาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วผิดปกติ
  • ไอติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์

อ้างอิง : 1. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 1/2 2. รพ.กรุงเทพ 1/2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...