สศค.หั่นเป้า จีดีพีปี 68 เหลือ 2.1% จากเดิม 3% พิชัย มั่นใจไตรมาส 1/68 โตได้ 2.5 %
สศค. หั่นเป้า จีดีพีปี 68 เหลือ 2.1% เดิมคาด 3% จากผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ มอง Moody’s ปรับลดแนวโน้มเครดิตไทยไม่กระทบต้นทุนการเงิน ยันยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ ขอประเมินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนจัดสรรแหล่งเงิน ด้าน รมว. คลัง มั่นใจจีดีพีไทยไตรมาส 1 โตได้ 2.5%
1 พ.ค. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสถาปนากระทรวงการคลัง ครบรอบ 150 ปี “MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย” ว่า คาดว่าจีดีพีไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 จะเกิน 2.5% แน่นอน หรืออาจจะใกล้แตะ 3% สำหรับจีดีพีไทยทั้งปี 2568 ยังต้องรอพิจารณาการเปลี่ยนแปลงมาตรการของสหรัฐฯ ก่อน
“ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะต้องรอสภาพัฒน์ฯ ประกาศก่อน อีกประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมก็คำนวนเองคร่าวๆ ในไตรมาส 1 ก็คิดว่าจะเกิน 2.5% หรืออาจจะใกล้ 3% ก็ได้ ก่อนหน้ามีมาตรการภาษีสหรัฐฯ เราก็มองกว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่พอมีมาตรการคิดว่าช่วงไตรมาส 3 จีดีพีจะลดลงทั่วโลก ซึ่งถ้าเขาลดเราก็คงลด ก็ต้องมาคิดว่าเราจะทำอะไรเพื่อทำให้กระทบน้อยที่สุดและเพื่อเตรียมตัวต่อไปในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าด้วย”
สำหรับแหล่งเงินที่นำมาใช้ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทบทวนงบประมาณปี 2569 โดยอาจจะต้องทบทวนงบประมาณที่ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อนำมาใช้ในส่วนที่จำเป็นก่อน ส่วนการก่อหนี้ใหม่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย จะไม่ทำถ้าไม่จำเป็น
ในส่วนของการทบทวนงบฯ ปี 69 จะกระทบต่อการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 4 หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามเรื่องนี้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าตัดหรือไม่ตัด แต่ทุกคนก็มีสิทธิทบทวน
ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังได้แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6% ถึง 2.6%) สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า” โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.8% ถึง 2.8%) ซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การประกาศเลื่อนการบังคับใช้นโยบาย Reciprocal Tariff ออกไป 90 วัน นับจากวันที่ 9 เมษายน 2568 และกรณียกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ได้บรรเทาผลกระทบของการส่งออกของไทยลงบางส่วน ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าคาดว่าจะทรงตัวที่ 1.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 0.5% ถึง 1.5%) สอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบเพื่อการผลิตเพื่อส่งออก และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง
“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำเป็นต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าของไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป”
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.7% ถึง 3.7%) ตามกำลังซื้อในประเทศและรายได้ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 36.5 ล้านคน ขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่-0.1% ถึง 0.9%)
สำหรับการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.7% ถึง 1.7%) และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.3% ถึง 3.3%) จากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่องและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 - 4 ของปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2569
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศอยู่ในระดับมั่นคง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ 0.8% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.3% ถึง 1.3%) ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น2.2% ของ GDP จากดุลการค้าที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง
นายพรชัย เปิดเผยว่า ผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้งนี้อิงตามกรณีฐาน (Base Case) เป็นสำคัญ โดยมีสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนด้านนโยบายภาษีกับประเทศไทยและประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ ในกรณีสูง (High Case) มีสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการปรับลดภาษีนำเข้าของไทยและประเทศอื่น ๆ ซึ่งลดลงอยู่ที่อัตรา 10% จะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2.0% ถึง 3.0%)
โดยแรงส่งหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวมากขึ้น และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะมีการประเมินอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยผ่านทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือการที่สินค้าส่งออกไทยเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ กระทบความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ
ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมเกิดจากเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง การลงทุนต่างประเทศในไทยอาจเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่คาดว่าจะมีสินค้าไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กระทรวงการคลังได้เตรียมตัวรับมือและบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้
- ดำเนินการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อแสวงหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย
- เตรียมแหล่งเงินเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายการคลังให้มีขนาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบาง อันเนื่องมาจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
- เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงที่เหลือของปี 2568 เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ผลักดันความช่วยเหลือผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
- บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลกลุ่มเปราะบางและกิจการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศจีน
- ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ
- การไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่าง ๆ
- การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษี
- ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย
- ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ส่วนกรณีที่ Moody’s ปรับลดแนวโน้มเป็น negative นายพรชัย กล่าวว่า Moody’s ยังคงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ระดับเดิมแต่ปรับลดแนวโน้มซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการคลังไทยยังแข็งแรง การจัดเก็บรายได้ยังเป็นไปตามเป้า การเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ มีเงินคงคลังที่ยังเหลือเพียงพอ ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ที่ 64% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบ 70% และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
“การลดอันดับแนวโน้มเครดิตของ Moody’s มองว่าจะไม่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในระยะแรก เพราะการกู้เงินเป็นการกู้ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้แล้วก่อนการปรับมุมมอง”
ส่วนแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท จะกระทบต่อการเข้าสู่การคลังสมดุลหรือไม่ นายพรชัย กล่าวถึง แหล่งเงินที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ได้มาจากการกู้เงิน โดยสามารถทำได้จากหลายวิธี เช่น การบริหารวงเงินปัจจุบันที่มีอยู่ การใช้เงินใหม่จากงบฯ ปี 69
“เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะนำเงินไปทำอะไร เช่น บรรเทาผลกระทบจากการส่งออก ช่วยการท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาครัฐภาคเอกชน ซึ่งตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณา จากนั้นจึงจะมาดูว่าจะใช้เงินจากแหล่งไหนได้บ้าง ถ้าโครงการระยะสั้นก็จะใช้เงินกู้ระยะยาวไม่ได้ ต้องใช้การบริหารงบประมานอาจจะต้องปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง อย่างไรก็ตามส่วนตัวอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานมากที่สุด”