โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศค.หั่นเป้า จีดีพีปี 68 เหลือ 2.1% จากเดิม 3% พิชัย มั่นใจไตรมาส 1/68 โตได้ 2.5 %

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 17.07 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 10.06 น.

สศค. หั่นเป้า จีดีพีปี 68 เหลือ 2.1% เดิมคาด 3% จากผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ มอง Moody’s ปรับลดแนวโน้มเครดิตไทยไม่กระทบต้นทุนการเงิน ยันยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ ขอประเมินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนจัดสรรแหล่งเงิน ด้าน รมว. คลัง มั่นใจจีดีพีไทยไตรมาส 1 โตได้ 2.5%

1 พ.ค. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสถาปนากระทรวงการคลัง ครบรอบ 150 ปี “MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย” ว่า คาดว่าจีดีพีไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 จะเกิน 2.5% แน่นอน หรืออาจจะใกล้แตะ 3% สำหรับจีดีพีไทยทั้งปี 2568 ยังต้องรอพิจารณาการเปลี่ยนแปลงมาตรการของสหรัฐฯ ก่อน

“ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะต้องรอสภาพัฒน์ฯ ประกาศก่อน อีกประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมก็คำนวนเองคร่าวๆ ในไตรมาส 1 ก็คิดว่าจะเกิน 2.5% หรืออาจจะใกล้ 3% ก็ได้ ก่อนหน้ามีมาตรการภาษีสหรัฐฯ เราก็มองกว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่พอมีมาตรการคิดว่าช่วงไตรมาส 3 จีดีพีจะลดลงทั่วโลก ซึ่งถ้าเขาลดเราก็คงลด ก็ต้องมาคิดว่าเราจะทำอะไรเพื่อทำให้กระทบน้อยที่สุดและเพื่อเตรียมตัวต่อไปในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าด้วย”

สำหรับแหล่งเงินที่นำมาใช้ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทบทวนงบประมาณปี 2569 โดยอาจจะต้องทบทวนงบประมาณที่ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อนำมาใช้ในส่วนที่จำเป็นก่อน ส่วนการก่อหนี้ใหม่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย จะไม่ทำถ้าไม่จำเป็น

ในส่วนของการทบทวนงบฯ ปี 69 จะกระทบต่อการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 4 หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามเรื่องนี้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าตัดหรือไม่ตัด แต่ทุกคนก็มีสิทธิทบทวน

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังได้แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6% ถึง 2.6%) สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า” โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.8% ถึง 2.8%) ซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การประกาศเลื่อนการบังคับใช้นโยบาย Reciprocal Tariff ออกไป 90 วัน นับจากวันที่ 9 เมษายน 2568 และกรณียกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ได้บรรเทาผลกระทบของการส่งออกของไทยลงบางส่วน ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าคาดว่าจะทรงตัวที่ 1.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 0.5% ถึง 1.5%) สอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบเพื่อการผลิตเพื่อส่งออก และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง

“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำเป็นต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าของไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป”

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.7% ถึง 3.7%) ตามกำลังซื้อในประเทศและรายได้ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 36.5 ล้านคน ขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่-0.1% ถึง 0.9%)

สำหรับการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.7% ถึง 1.7%) และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.3% ถึง 3.3%) จากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่องและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 - 4 ของปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2569

ด้านเสถียรภาพภายในประเทศอยู่ในระดับมั่นคง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ 0.8% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.3% ถึง 1.3%) ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น2.2% ของ GDP จากดุลการค้าที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง

นายพรชัย เปิดเผยว่า ผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้งนี้อิงตามกรณีฐาน (Base Case) เป็นสำคัญ โดยมีสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนด้านนโยบายภาษีกับประเทศไทยและประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ ในกรณีสูง (High Case) มีสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการปรับลดภาษีนำเข้าของไทยและประเทศอื่น ๆ ซึ่งลดลงอยู่ที่อัตรา 10% จะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2.0% ถึง 3.0%)

โดยแรงส่งหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวมากขึ้น และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะมีการประเมินอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยผ่านทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือการที่สินค้าส่งออกไทยเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ กระทบความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมเกิดจากเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง การลงทุนต่างประเทศในไทยอาจเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่คาดว่าจะมีสินค้าไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กระทรวงการคลังได้เตรียมตัวรับมือและบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ดำเนินการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อแสวงหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย
  • เตรียมแหล่งเงินเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายการคลังให้มีขนาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบาง อันเนื่องมาจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
  • เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงที่เหลือของปี 2568 เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ผลักดันความช่วยเหลือผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
  • บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลกลุ่มเปราะบางและกิจการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศจีน
  • ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ
  • การไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่าง ๆ
  • การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษี
  • ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย
  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ส่วนกรณีที่ Moody’s ปรับลดแนวโน้มเป็น negative นายพรชัย กล่าวว่า Moody’s ยังคงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ระดับเดิมแต่ปรับลดแนวโน้มซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการคลังไทยยังแข็งแรง การจัดเก็บรายได้ยังเป็นไปตามเป้า การเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ มีเงินคงคลังที่ยังเหลือเพียงพอ ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ที่ 64% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบ 70% และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

“การลดอันดับแนวโน้มเครดิตของ Moody’s มองว่าจะไม่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในระยะแรก เพราะการกู้เงินเป็นการกู้ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้แล้วก่อนการปรับมุมมอง”

ส่วนแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท จะกระทบต่อการเข้าสู่การคลังสมดุลหรือไม่ นายพรชัย กล่าวถึง แหล่งเงินที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ได้มาจากการกู้เงิน โดยสามารถทำได้จากหลายวิธี เช่น การบริหารวงเงินปัจจุบันที่มีอยู่ การใช้เงินใหม่จากงบฯ ปี 69

“เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะนำเงินไปทำอะไร เช่น บรรเทาผลกระทบจากการส่งออก ช่วยการท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาครัฐภาคเอกชน ซึ่งตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณา จากนั้นจึงจะมาดูว่าจะใช้เงินจากแหล่งไหนได้บ้าง ถ้าโครงการระยะสั้นก็จะใช้เงินกู้ระยะยาวไม่ได้ ต้องใช้การบริหารงบประมานอาจจะต้องปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง อย่างไรก็ตามส่วนตัวอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานมากที่สุด”

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...