โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เจาะกลยุทธ์ ‘ฟู้ดดีลิเวอรี่’ 2568 แข่งส่งด่วน 1.32 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 01.37 น.

ภาพจำธุรกิจ “ฟู้ดดีลิเวอรี่” ราว 5-6 ปีก่อน หนีไม่พ้นการเล่น “สงครามราคา” หรืออัดโค้ดส่วนลดหนัก ๆ เพื่อเร่งเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และสร้างฐานผู้ใช้จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น จนมาถึงจุดที่การแจกส่วนลดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแต่ละรายเบาบางลง เพราะต้องมองถึงผลตอบแทนทางธุรกิจ และหยุดเลือดที่ไหลจากการ “เผาเงิน” ในช่วงแรก ๆ

แม้ว่าบรรดาแพลตฟอร์มจะแจกโค้ดส่วนลดน้อยลง ผู้บริโภคก็ไม่ได้ห่างหายไปกับการใช้บริการดีลิเวอรี่อย่างที่คิด เพราะสังคมเข้าสู่ความเคยชินตามเทรนด์ที่เรียกว่า “Lazy Economy” หรือเศรษฐกิจของความขี้เกียจ ที่คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้จะต้องจ่ายเพิ่ม

พฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว ทำให้การสั่งอาหารผ่านบริการดีลิเวอรี่ยิ่งได้รับความนิยม กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดันภาพรวมของตลาดเติบโตต่อเนื่อง ดังรายงาน e-Conomy SEA 2024 ของ Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า มูลค่าตลาดการขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์ในไทย ปี 2567 อยู่ที่ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.32 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6%

ในจังหวะที่ตลาดเติบโตจากพฤติกรรมและความคุ้นชินของผู้บริโภค มากกว่าการจูงใจด้วย “ส่วนลด” ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแต่ละรายจะมีแนวทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้อย่างไร

ไลน์แมนมุ่งรักษาอีโคซิสเต็ม

“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า กลยุทธ์ในการรักษาการเติบโตของไลน์แมน-วงใน คือการรักษาจุดแข็งเรื่องของ “อีโคซิสเต็ม” ที่ประกอบไปด้วย 1.On-Demand Services คือแอปพลิเคชั่น LINE MAN ที่มีผู้ใช้ต่อเดือน 10 ล้านคน

2.Merchant Digital Solutions ระบบจัดการร้านค้า และ POS ที่มีผู้ใช้ 5.5 หมื่นร้าน และ 3.Payment & Financial Services ผ่าน LINE Pay เป็นระบบเพย์เมนต์ และอีวอลเลตที่มีผู้ใช้ลงทะเบียนกว่า 9 ล้านคน โดยกลุ่ม POS เป็นขาธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแรง และทำกำไรให้กับบริษัท

“ตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่โตปีละประมาณ 10% แต่ LINE MAN โตเฉลี่ย 20% เชื่อว่าเมื่อตลาดขยายตัว จะกินส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงอัตราการใช้บริการ ในปัจจุบันยังไม่สูงมาก มีแค่ 10% กว่า ๆ โอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้กลุ่มใหม่ ๆ มีอีกเยอะ”

“ยอด” ย้ำว่า บริการหรือจุดแข็งที่ไลน์แมนมีอยู่แล้ว สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญถูกสุดทุกวัน ที่ชูเรื่องส่วนลดหลายต่อ หรือแม้แต่ฟีเจอร์ Multiple Pick-up ที่อำนวยความสะดวกในการสั่งออร์เดอร์จากร้านที่อยู่เส้นทางเดียวกัน ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยยอดขายที่เกิดจากฟีเจอร์นี้โตแบบปีต่อปีประมาณ 7 เท่า

ฟู้ดดีลิเวอรี่

ทุ่ม 300 ล้าน ดันร้านเด่น

“ยอด” กล่าวว่า ปีนี้บริษัททุ่มงบฯการตลาดกับรางวัล LINE MAN Wongnai Users’ Choice 2025 ที่มอบให้กับร้านค้าจากการรีวิวของผู้ใช้จริง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์กว่า 300 ล้านบาท ในสื่อโฆษณาที่ครอบคลุมย่านเศรษฐกิจสำคัญทั่วกรุงเทพฯ เช่น ย่านศูนย์กลางธุรกิจตามพื้นที่ BTS และ MRT รวมถึงย่านร้านอาหารยอดนิยมอย่างเยาวราชและบรรทัดทอง เพื่อขยายการรับรู้ไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่

อีกทั้งยังทำการตลาดดิจิทัลผ่านแคมเปญออนไลน์ทั่วประเทศ ทั้งบน Social Media, Influencer Marketing และ Digital Ads โดยมีแผนทำ Special Collaboration ร่วมกับร้านอาหารที่ได้รับรางวัลตลอดทั้งปี ด้วยการสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบน LINE MAN เท่านั้น

“เราต้องการให้รางวัลนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตและกระตุ้นยอดขายให้กับร้านแบบจับต้องได้ เพราะที่ผ่านมาร้านที่ได้รางวัล Users’ Choice มียอดขายเพิ่มมากขึ้นจริง ๆ เช่น อี้จาสุกี้ 4 เท่า และ Nose Tea ประมาณ 2 เท่า”

ภาพรวมของธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ในปีนี้ “ยอด” ประเมินว่า จำนวนผู้ให้บริการหลัก ๆ น่าจะเหลือเพียง 2-3 ราย จากที่เคยมีอยู่ 5-6 ราย เพราะฟู้ดดีลิเวอรี่เป็นธุรกิจที่อาศัย Economy of Scale สูง ถ้ามีพาร์ตเนอร์ร้านค้าหรือไรเดอร์น้อย จะมีต้นทุนในการให้บริการต่อรอบที่สูงมาก

อีกส่วนที่ต้องจับตามาก ๆ คือเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว มีผลต่อการจับจ่ายของผู้บริโภค และยอดการใช้จ่ายต่อบิล โดยผู้ใช้ LINE MAN สั่งออร์เดอร์เฉลี่ย 180-250 บาทต่อบิล ขึ้นกับค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่

แกร็บจับลูกค้าทุกเซ็กเมนต์

ด้าน “จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในสิ่งที่แกร็บ (Grab) โฟกัสมาก ๆ ในปีนี้ คือการขยายบริการให้เข้าถึงลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปกำลังซื้อปานกลาง และกลุ่มพรีเมี่ยมกำลังซื้อสูง ด้วยบริการที่เข้ากับแต่ละกลุ่ม เช่น GrabUnlimited โปรแกรมที่มอบสิทธิประโยชน์และส่วนลด ผ่านแพ็กเกจสมาชิกรายเดือนราคา 19 บาท หรือรายปี 99 บาท

ซับแบรนด์ Hot Deals ที่นำเสนอโปรโมชั่นตามช่วงเทศกาลหรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ รวมถึงแคมเปญใหญ่ GrabFood Mega Sale ที่มอบส่วนลดสูงสุด 80% และส่งฟรีให้กับผู้ใช้บริการทั่วประเทศ

พร้อมทั้งสานต่อซับแบรนด์ Only at Grab และแคมเปญ #GrabThumbsUp หรือร้านอร่อยยกนิ้วที่เป็นแฟลกชิปสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับกลุ่มลูกค้าคุณภาพที่ใช้บริการเป็นประจำ (Quality User) ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวเลือกของร้านอาหาร รสชาติ รวมถึงคุณภาพมากกว่าราคา

“เป็นความตั้งใจของเราด้วยที่ออกบริการเน้นความคุ้มค่า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการให้กับผู้ใช้ทั่วไป ถ้าโฟกัสเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยมก็จะไม่สามารถกระจายการใช้งานไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ได้เลย ส่วนค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้ใช้แกร็บในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 200 บาท”

ฟีเจอร์ใหม่จัดการออร์เดอร์ใหญ่-ซับซ้อน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ (8 เม.ย.) แกร็บจัดงาน “GrabX” ครั้งแรก ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อประกาศไลน์อัพฟีเจอร์ใหม่ที่จะเริ่มให้บริการในปีนี้ โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการฟู้ดดีลิเวอรี่ เช่น Gatherings Made Seamless โซลูชั่นจัดการออร์เดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งระบบจะพิจารณาจัดส่งด้วยรถยนต์ หรือแยกออร์เดอร์ออกเป็น 2 ชุด และจัดส่งด้วยไรเดอร์ 2 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

หรือจะเป็น GrabFood for One สั่งอาหารทานคนเดียวด้วยเมนูจานเดี่ยวในราคาย่อมเยา ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และ Shared Saver บริการที่ให้สั่งออร์เดอร์ขนาดเล็ก โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก ซึ่งระบบจะรวมคำสั่งซื้อของผู้อื่นที่อยู่ใกล้ ๆ มาไว้ด้วยกัน

ไลน์อัพฟีเจอร์ใหม่ของแกร็บ สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะขยายฐานผู้ใช้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ที่อยู่คนเดียว ที่สั่งอาหารทานมื้อเดียว เน้นออร์เดอร์เล็ก ๆ และกลุ่มที่อยู่กับครอบครัว ที่ต้องรับหน้าที่สั่งอาหารให้ทุกคนในบ้าน หรือต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเวลาจัดงานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ

นอกจาก Grab และ LINE MAN แล้ว แพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็มีกลยุทธ์ในการเข้าถึงฐานผู้ใช้ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน ทั้ง “ฟู้ดแพนด้า” (foodpanda) ชู 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1.ความหลากหลายของเมนูทั้งอาหารนานาชาติและท้องถิ่น-จับมือกับพันธมิตรแบรนด์ดัง เพื่อเพิ่มตัวเลือกในการดึงดูดใจผู้ใช้บริการ เช่น Burger King, Pizza Hut และ SaladStop เป็นต้น

2.บริการทั่วประเทศ-พัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ทันสมัย เชื่อมต่อกับระบบ GPS ช่วยคำนวณเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งอาหาร ระบบการจัดการคำสั่งซื้อ ระบบการติดตามออร์เดอร์ และศูนย์ช่วยเหลือลูกค้า

ส่วน “ShopeeFood” เปิดตัวฟีเจอร์ ShopeeFood Affiliate ซึ่งเหมาะกับครีเอเตอร์สายรีวิวอาหาร เพราะเป็นการยกระดับการติดลิงก์รีวิวสินค้าแบบเดิม มาเป็นการสร้างรายได้ในตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่ โดยมอบค่าคอมมิชชั่นสูงสุด 50%

ขณะที่ “โรบินฮู้ด” (Robinhood) หลังเปลี่ยนมือเจ้าของมาเป็นกลุ่มยิบอินซอย ก็ชูแคมเปญ “ทุกออร์เดอร์ส่งไว ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม” โดยดึงความต่างเรื่องการไม่ใช้ระบบ “งานพ่วง” ที่ไรเดอร์ 1 คนต้องส่งอาหารให้หลายบ้านในการวิ่งงาน 1 รอบมาเป็นจุดขาย เพราะการไม่พ่วงออร์เดอร์จะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับอาหารในทันที

Robinhood เดินหน้าบุกจับมือกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ เพิ่มเติมจากแจกส่วนลด ยังมีแคมเปญที่เป็นสุญญากาศ ที่รายอื่นยังไม่เปิดเกมรุก อาทิ สั่งอาหารถวายเพลให้ไรเดอร์ส่งตรงถึงวัด และส่งอาหารสนับสนุนเจ้าหน้าที่อาสาในเหตุแผ่นดินไหว

เพราะเงินอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใน “ยุคเศรษฐกิจของความขี้เกียจ” บริการต่างหากที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแต่ละรายจึงต้องพลิกตำราเอาใจลูกค้าให้มากที่สุด จึงจะถึงเส้นชัย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะกลยุทธ์ ‘ฟู้ดดีลิเวอรี่’ 2568 แข่งส่งด่วน 1.32 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...