Pride in Genocide? เมื่อซีรีส์ The Last of Us ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘Rainbow Washing’ การใช้ความโรแมนติกของความหลากหลาย มากลบทับความเกลียดชังปาเลสสไตน์ของผู้สร้าง
“เเฟนตาซีของพวกเลสเบี้ยน Zionist (คนที่เชื่อในรัฐอิสราเอล) ซะมากกว่า”
“การย้อมสีรุ้งได้ผลอีกแล้วสินะ”
“แค่จะบอกเฉยๆ นะว่าผู้สร้างเรื่องนี้เป็นพวกสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์”
นี่คือคอมเมนต์ (บางส่วน) จากบรรดาชาวโซเชียลฯ ที่วิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนหลังจากการกลับมาของซีรีส์แนวหลังโลกล่มสลาย The Last of Us ในซีซั่นล่าสุดที่เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง Ellie วัยรุ่นอายุ 19 กับการค่อยๆ โอบรับความเป็นเกย์ของตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่อาจเป็นการ Coming-of age และการ Come out ของตัวละครที่มีวิถีเพศหลากหลายที่ละเมียดละไมอีกครั้งหนึ่งของโลกซีรีส์ยุคใหม่อยู่เหมือนกัน แต่ทว่าอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละครอย่างสาวน้อย Ellie หรือแม้แต่เรื่องราวความรักแสนเศร้าของตัวละครเกย์วัยกลางคน Bill และ Frank ที่เคยถูกพูดถึงในซีซั่นแรกของซีรีส์เรื่องนี้ กลับถูกมองว่า ภายใต้เรื่องราวความรักโรแมนติกหลังโลกล่มสลาย และการโอบรับความหลากหลายท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านั้น อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการ ‘โรแมนติไซส์’ ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกปัดไว้ใต้พรมก็เป็นได้
Merryana Salem นักเขียนเชื้อสายเลบานีส-ออสเตรเลียน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศของซีรีส์ The Last of Us อาจคล้ายๆ กับสำนวน ‘มือถือสาก ปากถือศีล’ ที่ดูอย่างไรก็ย้อนแย้งกับความเป็นจริง เพราะ Neil Druckmann ซึ่งเป็น Co-director และผู้เขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ คือชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลที่เติบโตมาในเขตเวสต์แบงค์ หนึ่งในพื้นที่ของปาเลสไตน์ซึ่งถูกทหารอิสราเอลเข้ายึดครอง ขับไล่ และกีดกันชาวปาเลสไตน์ไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นเช่นน้ำ และไฟฟ้ามานานหลายทศวรรษ และเขาเองก็ไม่เคยปิดบังที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองในการ ‘โปรทหาร’ อิสราเอล
เช่นครั้งหนึ่ง Neil Druckmann เคยให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่าเหตุการณ์ใหญ่ที่ทหาร IDF (Israel Defense Forces กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล) ถูกฆ่าโดยชาวปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยมในกรุง Ramallah เมื่อปี 2000 ได้สร้างความโกรธแค้นชิงชัง พร้อมกับความรู้สึกกระหายที่จะได้แก้แค้นให้กับเขาอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเขาได้เห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับทหารอิสราเอลเหล่านั้น ซึ่งนั่นได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับเส้นเรื่องของ The Last of Us ซีรีส์ที่แม้จะมีธีมเป็นความแฟนตาซีในยุคหลังโลกล่มสลายซึ่งเกิดจากโรคระบาดติดเชื้อ และทำให้คนกลายเป็นซอมบี้วิ่งไล่กินคนด้วยกันแล้ว เส้นเรื่องที่แฝงอยู่ในนั้นยังว่าด้วยการเมืองที่เข้มข้น การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การกักตุน-กีดกันทรัพยากร ไปจนถึงการฆ่าล้าง แก้แค้นกันไปมาระหว่างกลุ่มคนท่ามกลางความขัดแย้งของสงครามด้วย
เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมองข้ามไปไม่ได้ว่าการให้น้ำหนักเรื่อง Inclusiveness หรือการโอบรับความหลากหลายของ The Last of Us ไม่ได้มาจากความบริสุทธิ์ใจเสียทีเดียว หากแต่เป็นการ Rainbow Washing หรือการ ‘ย้อมรุ้ง’ (ธงสีรุ้ง-สัญลักษณ์ของ LGBTQ+) ซึ่งหมายถึงการวางท่าทีว่ามีแนวคิดเสรีนิยม สนับสนุนความหลากหลาย แต่ทำไปเพียงเพราะต้องการแสวงหาประโยชน์ทางการตลาดกับกลุ่ม LGBTQ+ รุ่นใหม่ดีๆ นี่เอง
บางคนยังมองว่าการใส่ความหลากหลายลงไปในเนื้อเรื่องของ The Last of Us ยังเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อของ Zionist หรือขบวนการแนวคิดชาตินิยมยิวในการสร้างรัฐอิสราเอลที่กระทำการก่อการร้ายต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสาธารณูปโภคเพื่อขยายดินแดนอิสราเอลออกไป รวมถึงกดดัน ลักพาตัว กำจัด แบ่งแยก กีดกัน และทำร้ายชาวปาเลสไตน์เพื่อบีบเค้นให้พวกเขาออกจากดินแดนมาตุภูมิของตนเอง ซึ่งเป็นเหตุให้ความไม่สงบในดินแดนตะวันออกกลางยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
และการ Rainbow Washing ของซีรีส์ The Last of Us นี้เองก็เพื่อกลบเกลื่อน เบี่ยงเบนประเด็นอย่างความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเกิดกับชาวปาเลสไตน์ทุกชีวิตอย่างไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเพศไหนๆ ซึ่งหากผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้มีแนวคิดสนับสนุน Zionist จริงๆ แล้วละก็ นั่นหมายความว่ามันจะ ‘ไม่สามารถให้อภัยได้เลย’ ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะสอดเเทรกความหลากหลายอะไรต่างๆ มามากแค่ไหน เพราะคนส่วนหนึ่งมองว่าในความรุนแรงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่าวิธีใดนั้น ‘ไม่มีวัน’ และ ‘ไม่มีทาง’ ที่จะมีคำว่า ‘Pride’ อยู่ในนั้นได้
อ้างอิง
https://archive.junkee.com/the-last-of-us-has-a-pretty-big-problem-with-pinkwashing/347500
https://www.vice.com/en/article/the-not-so-hidden-israeli-politics-of-the-last-of-us-part-ii/
https://www.washingtonpost.com/graphics/2020/video-games/news/the-last-of-us-part-2-ellie-evolution/
https://prachatai.com/journal/2006/08/9415
https://www.instagram.com/p/DIbcCacRzP1/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Pride in Genocide? เมื่อซีรีส์ The Last of Us ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘Rainbow Washing’ การใช้ความโรแมนติกของความหลากหลาย มากลบทับความเกลียดชังปาเลสสไตน์ของผู้สร้าง
- 5 วิสัยทัศน์เรื่องความเท่าเทียมของ Pope Francis กับความตั้งใจในการพาให้ศาสนจักรก้าวไปข้างหน้าในโลกยุคใหม่
- สัญลักษณ์เพื่อผู้หญิงในอนาคต หรือ ‘เฟมินิสม์ปลอม’ เชิงพาณิชย์? Blue Origin ภารกิจลูกเรือหญิงล้วน กับการถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียงการตลาด ทั้งที่เงินก้อนนั้น สามารถช่วยผู้หญิงและคนชายขอบได้อีกหลายชีวิต
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com