โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผมรักพวกขาดการศึกษา : ประชานิยมกับความตายของความเชี่ยวชาญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 02.31 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ผมรักพวกขาดการศึกษา

: ประชานิยมกับความตายของความเชี่ยวชาญ

ท่ามกลางกระแสความสัมพันธ์เกี่ยวโยงใกล้ชิดแนบเนื่องขึ้นทุกทีระหว่างความรู้เชิงเทคนิค-วิทยาศาสตร์กับการเมืองการบริหารในโลกร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุคสงครามเย็น (สิ้นสุดลงเมื่อปี 1991 พร้อมกับการสลายตัวของสหภาพโซเวียต) จนถึงตอนเกิดวิกฤตซับไพรม์และเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลกเมื่อปี 2008

แนวนโยบายเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ที่ขึ้นครองอำนาจนำในระดับโลก ได้ชักนำไปสู่แนวโน้มการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ไร้ประชาชน (democracy without a demos) ในนานาประเทศประชาธิปไตย-ตะวันตก (Peter Mair, Ruling the Void: The Hollowing of Western Democracy, 2013) อำนาจการตัดสินใจทางการเมืองการบริหารในความเป็นจริงถูกทยอยยักย้ายถ่ายเทจาก [พรรคกับประชาชนผู้เลือกตั้ง] ไปสู่ -> [องค์กรพัฒนาเอกชน+ศาลตุลาการ+ผู้เชี่ยวชาญไม่สังกัดพรรค] แทน

จนกลายเป็นว่าจะเลือกตั้งพรรคไหนไปกุมเสียงข้างมากเป็นรัฐบาลก็ตามที : ขวาหรือซ้าย, คอนเซอร์เวทีฟ หรือเลเบอร์, รีพับลิกันหรือเดโมแครต, คริสเตียนเดโมแครตหรือโซเชียลเดโมแครต ฯลฯ มันก็อีหรอบเดียวกัน แนวนโยบายล้วนออกมาเป็นโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่เหมือนๆ กันหมด เปลี่ยนแค่ตัว/คณะผู้เอานโยบายพิมพ์เดียวกันไปดำเนินการเท่านั้น

จะเรียกว่าเกิดการถ่ายโอนอำนาจจากประชาธิปไตย –> อำนาจอธิปไตยของช่างเทคนิค (technocracy) โดยเฉพาะช่างเทคนิคทางเศรษฐกิจสำนักโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่สำนักเดียวก็ได้

ในสภาพการณ์ตกต่ำทุกข์ยากเดือดร้อนที่ถูกชนชั้นนำทางการเมืองการบริหารมองข้ามไม่เห็นหัวนี่เองที่ชนชั้นกลางตกกระป๋องเสียงข้างมากในโลกตะวันตกพากันแสดงปฏิกิริยาโต้กลับทางการเมือง หันไปโหวตให้พรรค/ผู้นำประชานิยม-ชาตินิยมฝ่ายขวากันเป็นขบวน

ที่โดดเด่นเป็นเฉพาะก็ได้แก่กรณีประชามติเบร็กซิท/ให้ออกจากสหภาพยุโรปในอังกฤษเมื่อปี 2016, การชนะเลือกตั้งขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2017 & 2025 และคะแนนเสียงของฝ่ายขวาจัดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปในสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้ว

(ดูรายละเอียดใน https://www.matichonweekly.com/column/article_794917)

กระแสสะวิงกลับของการเมืองไปทางขวาประชานิยม-ชาตินิยมนี้ นอกจากนำมาซึ่งแนวโน้มระบอบประชาธิปไตยไม่เสรี/อำนาจนิยม (illiberal/authoritarian democracy) แล้ว (ดูอาทิ Fareed Zakaria, The Future of Freedom : Illiberal Democracy at Home and Abroad, 2003; และรายงาน Freedom in the World 2022 : The Global Expansion of Authoritarian Rule ขององค์การเอกชน Freedom House)

ก็ยังนำมาซึ่งกระแสปัดปฏิเสธความรู้เชิงเทคนิค-วิทยาศาสตร์ หรือ “ความตายของความเชี่ยวชาญ” ด้วย ดังที่ Tom Nichols ศาสตราจารย์เกษียณอายุแห่งวิทยาลัยยุทธนาวีสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการระหว่างประเทศ วิเคราะห์วิจารณ์ไว้ในงานเรื่อง The Death of Expertise : The Campaign against Established Knowledge and Why It Matters, Oxford University Press, 2017)

นิโคลส์เถียงว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ความเชี่ยวชาญกับความรู้ที่ตั้งมั่นเป็นระบบแล้วกำลังถูกลดค่าลงทุกที การปัดปฏิเสธความเชี่ยวชาญที่ว่านี้ถูกขับดันจากเหล่าปัจจัยต่างๆ ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยีและการศึกษาผสมกัน

เขาเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวเซาะกร่อนบ่อนทำลายทั้งการถกเถียงกันด้วยเหตุผล การตัดสินใจที่กอปรด้วยข่าวสาร ข้อมูลและการดำเนินงานของสังคมประชาธิปไตยด้วย

นิโคลส์จำแนกวิเคราะห์เหล่าประเด็นปัญหาที่นำมาสู่สภาพ “ความตายของความเชี่ยวชาญ” ไว้ดังนี้ :

1) ผลด้านกลับของการกระจายความรู้แบบประชาธิปไตย

อินเตอร์เน็ตได้ช่วยกระจายการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลให้แผ่กว้างเป็นแบบประชาธิปไตยก็จริง แต่การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้ง่ายก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเข้าใจมัน

เดี๋ยวนี้ผู้คนมากหลายเชื่อว่าแค่เคาะถามอากู๋เกิลเองก็ทำให้ตัวรอบรู้เท่าผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทางอย่างหมอ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิเคราะห์นโยบายสาธารณะแล้ว ความเชื่อมั่นถือมั่นเกินตัวนี้บ่อนเบียนการสดับตรับฟังความเชี่ยวชาญที่แท้จริงลงไป

2) ความเชี่ยวชาญต้องใช้เวลาอุตสาหะพยายามฝึกฝนเรียนรู้สั่งสมจึงจะได้มา

ความเชี่ยวชาญได้มาโดยผ่านการศึกษา การฝึกอบรมและประสบการณ์นานปี แน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญใช่ว่าจะมิอาจผิดพลาดล้มเหลว ทว่า ความรู้ความชำนาญของพวกเขาก็สร้างสมขึ้นผ่านการศึกษาอย่างเคี่ยวข้นจริงจังและผ่านกระบวนการตรวจตราทดสอบโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพ เมื่อใดก็ตามที่เราปัดปฏิเสธผู้เชี่ยวชาญอย่างมักง่ายฐานที่เห็นพวกเขาเป็น “ไอ้พวกชนชั้นนำหรือเทคโนแครต” หรืออ้างทึกทักเอาเองว่าความเห็นของใครหน้าไหนก็ถูกต้องเท่าเทียมกันทั้งนั้นแล้ว เราก็กำลังมองข้ามความอุตสาหะพยายามและระเบียบวินัยที่ทุ่มเทลงไปในการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่แท้จริงขึ้นมา

3) ปรากฏการณ์ดันนิง-ครูเกอร์ทำให้หลงทะนงตนเกินไป

David Dunning กับ Justin Kruger เป็นนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกันที่ร่วมกันค้นพบปรากฏการณ์นี้เมื่อปี 1999 กล่าวคือ คนด้อยทักษะเอาเข้าจริงก็ขาดความรู้ที่จะตระหนักรู้เท่าทันความไม่เก่งของตัวเอง จึงทำให้อวดเก่งเพราะหลงประเมินความสามารถของตนสูงเกินจริงไป ทว่าต่อมาเมื่อทักษะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น คนผู้นั้นค่อยตระหนักรู้เท่าทันขีดจำกัดของตัวบ้างแล้ว ก็อาจเสแสร้งแกล้งวางมาดเก่งต่อไป (imposter syndrome) ทั้งที่เอาเข้าจริงหวั่นไหวไม่มั่นใจความรู้ความเชี่ยวชาญของตัวอยู่ลึกๆ ในใจ (https://techsauce.co/talentsauce/life-hacks/the-dunning-kruger-effect-the-psychological-theory-that-explains-why-incompetence-begets-confidence)

นิโคลส์ชี้ว่าอาการดันนิง-ครูเกอร์นี่แหละเป็นปัจจัยหลักอันหนึ่งที่ทำให้ผู้คนพากันปัดปฏิเสธความเชี่ยวชาญ เราจึงมักเห็นคนที่รู้เรื่องหนึ่งๆ น้อยที่สุดคุยโวโอ้อวดแสดงความมั่นอกมั่นใจความเห็นของตนมากที่สุด ขณะที่ในทางกลับกันพวกผู้เชี่ยวชาญตัวจริงกลับมีแนวโน้มตระหนักรับความซับซ้อนของปัญหาและขีดจำกัดแห่งความรู้ของตน

4) โซเชียลมีเดียยิ่งขยายข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อนให้แพร่หลายออกไป

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียวมีบทบาทสำคัญในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเชี่ยวชาญลง โดยขยายข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อนให้แพร่หลายออกไป ด้วยการให้น้ำหนักเสมอหน้าเท่าเทียมกันแก่เสียงทุกเสียง มิไยว่าจะน่าเชื่อถือมากน้อยต่างกันปานใด การนี้ช่วยสร้างภาวะแวดล้อมที่ทฤษฎีสมคบคิด ศาสตร์ปลอมและคำกล่าวอ้างเลื่อนลอยกลับแพร่กระจายลุกลามไปราวไฟไหม้ลามทุ่งยิ่งกว่าข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรงกับความเป็นจริง

5) ปัญหาวัฒนธรรมต่อต้านปัญญาชน

กระแสการเมืองประชานิยมมักมาควบคู่กับท่าทีต่อต้านปัญญาชน มันสมทบส่วนให้เกิดความโน้มเอียงที่จะปัดปฏิเสธความเชี่ยวชาญทิ้ง ผู้คนมากหลายมักมองผู้เชี่ยวชาญด้วยอคติว่าเป็นพวกชนชั้นนำหอคอยงาช้าง ตีนไม่ติดดิน ไม่เข้าอกเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านร้านตลาด ท่าทีวัฒนธรรมเช่นนี้ขับดันความอุกอั่งคับแค้นอย่างไม่มีเหตุผลให้ด้อยค่าปัญญาชน นักวิชาการและนักวิชาชีพ นำไปสู่การอวดอ้างว่านิยมชมชอบ “สามัญสำนึก” มากกว่าความรู้ความชำนัญเฉพาะทาง

6) การอุดมศึกษาก็มีส่วนก่อปัญหาด้วย

การศึกษาสำคัญและจำเป็นในการยกระดับคุณภาพพลเมืองประชาธิปไตยให้รู้เท่าทันปัญหาและนักการเมือง นักบริหาร แต่กระนั้นการอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์อย่างที่สอนกันอยู่กลับส่งผลด้อยค่าความเชี่ยวชาญลง แนวโน้มที่การศึกษาหันไปตามกระแสตลาดผู้บริโภคยิ่งขึ้น ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบลูกค้าผู้มารับบริการ ฯลฯ นำไปสู่การเพ่งเล็งให้ค่ากับคะแนน เกรดและใบปริญญายิ่งกว่าการรู้จักคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์และความเคี่ยวข้นทางสติปัญญา การขยับย้ายการอุดมศึกษาไปเป็นการค้าขายใบปริญญาเช่นนี้เซาะกร่อนบ่อนทำลายพัฒนาการของประชาชนผู้รอบรู้และกอปรด้วยวิจารณญาณในระบอบประชาธิปไตย

7) ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ถูกต้องเสมอไปหรอก แต่จำเป็นต้องมีพวกเขา

ผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่สัพพัญญูพหูสูตผู้ไม่มีวันผิดพลาด แต่กระนั้นความรู้ความเชี่ยวชาญของพวกเขาก็ทรงคุณค่า

การปัดปฏิเสธความเชี่ยวชาญมักมาจากความหลงผิดหรือความคาดหวังให้ผู้เชี่ยวชาญต้องสมบูรณ์แบบอย่างเหนือจริง แทนที่จะปัดปฏิเสธผู้เชี่ยวชาญอย่างมักง่ายเมื่อพวกเขาผิดพลาด เราควรให้ค่าความสามารถของพวกเขาในการปรับตัว เรียนรู้และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นบนพื้นฐานหลักฐานข้อเท็จจริง

8) อคติชอบได้ยินสิ่งที่อยากฟังเป็นตัวขับดันให้ปัดปฏิเสธความเชี่ยวชาญ

อคติชอบได้ยินสิ่งที่อยากฟังเพราะมันสนับสนุนความเชื่อแต่เก่าก่อนของเราเอง (confirmation bias) เป็นตัวขับดันให้หวาดระแวงผู้เชี่ยวชาญ ผู้คนมักปฏิเสธความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ท้าทายโลกทัศน์ของตัวเอง นิยมชมชอบคำอธิบายง่ายๆ หรือ “ข้อเท็จจริงเผื่อเลือก” ซึ่งสอดรับคล้องจองกับอคติของตัวยิ่งกว่า ทีทรรศน์ เช่นนี้นำไปสู่การแบ่งข้างแยกขั้วสุดโต่งและต่อต้านคัดค้านคำตอบที่ตั้งอยู่บนหลักฐานข้อเท็จจริง

9) ประชาธิปไตยต้องพึ่งพาอาศัยพลเมืองผู้รอบรู้

ระบอบประชาธิปไตยทำงานของมันไม่ได้หากปราศจากพลเมืองผู้รอบรู้และมีการศึกษา การปัดปฏิเสธ ความเชี่ยวชาญเอาเข้าจริงบ่อนทำลายเหล่าสถาบันประชาธิปไตยลงไปด้วยการเซาะกร่อนความเชื่อถือไว้วางใจในวิทยาศาสตร์ นิเทศศาสตร์และหลักวิชาความรู้อื่นๆ การที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะตัดสินใจได้ดี พวกเขาจำต้องเอาธุระวิเคราะห์วิจารณ์ข่าวสารข้อมูลและสดับตรับฟังข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการวินิจฉัยด้วย

10) การฟื้นฟูความเชื่อถือไว้วางใจในความเชี่ยวชาญต้องใช้ความมานะพยายาม

นิโคลส์เรียกร้องให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเพียรพยายามสื่อสารเสวนากับสาธารณชนอย่างได้ผลและถ่อมตนยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงศัพท์แสงเฉพาะและยอมรับขีดจำกัดของตัวเอง ในทางกลับกัน เขาก็เรียกร้องให้ประชาชนพลเมืองเผชิญประเด็นปัญหาต่างๆ ด้วยความใฝ่ใจใคร่รู้ ตั้งข้อสงสัยและยินดีที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ระบบการศึกษาเองก็ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกแก่วิจารณญาณและการรู้เท่าทันสื่อด้วยเพื่อรับมือกับข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อน

ไม่ใช่เพียงแค่กดไลก์ กดแชร์ กดติดตามหรือพิมพ์ด่าส่งด้อยค่าเพื่อความสะสาแก่ใจเท่านั้น

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผมรักพวกขาดการศึกษา : ประชานิยมกับความตายของความเชี่ยวชาญ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...