ไทยรั้งอันดับ 107 ของโลก ดัชนีรับรู้การทุจริต ได้แค่ 34 คะแนน เดนมาร์กครองแชมป์
The Bangkok Insight
อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 10.25 น. • The Bangkok Insightป.ป.ช. เผย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประกาศผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2567 ประเทศไทย ได้ 34 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก ส่วนเดนมาร์กครองแชมป์ คะแนนสูงสุด 90 คะแนน
นายศรชัย ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ภาค 6 รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 06.01 น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศเยอรมณี หรือเมื่อประมาณ 12.01 น. ตามเวลาในประเทศไทย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2567 จากจำนวน 180 ประเทศทั่วโลก
ผลการจัดอันดับพบว่า ประเทศเดนมาร์ก ครองตำแหน่งอันดับที่ 1 ของโลก ด้วยคะแนนสูงสุด 90 คะแนน ในขณะที่ประเทศไทย ได้ 34 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของกลุ่มประเทศอาเซียน (10 ประเทศ) ซึ่งประเทศสิงค์โปร์ ได้คะแนนสูงสุดคือ 84 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก
สำหรับผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี 2567 นั้น เป็นการประเมินจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง โดยประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น 5 แหล่ง ลดลง 4 แหล่ง ดังนี้
แหล่งข้อมูลที่คะแนนเพิ่มขึ้น จำนวน 5 แหล่ง
- แหล่งข้อมูล Bertelsmann Stiftung Transformation Index (BF (TI)) ได้ 34 คะแนน (ปี 2566 ได้ 33 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล The Political and Economic Risk Consultancy (PERC) ได้ 41 คะแนน (ปี 2566 ได้ 37 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล PRS International Country Risk Guide (PRS) ได้ 33 คะแนน (ปี 2566 ได้ 32 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล World Justice Project (WJP) ได้ 34 คะแนน (ปี 2566 ได้ 33 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล Varieties of Democracy Institute (V-DEM) ได้ 29 คะแนน (ปี 2566 ได้ 26 คะแนน)
จากคะแนนที่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าว เนื่องจากมุมมองของผู้ประเมินจากแหล่งข้างต้นทั้งจากผู้ตอบแบบสอบถามและผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่า ภาครัฐได้แสดงออกให้สาธารณชนเห็นอย่างชัดแจ้งในการตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะการเน้นย้ำในความเคร่งครัด เอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมาย การผลักดันให้หน่วยงานที่มีงานบริการที่พัฒนาเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการลดปัญหาสินบนในการอนุมัติ/อนุญาต
การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนระยะเวลามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีมาตรการส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีความโปร่งใส รวมทั้งการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างกว้างขว้าง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง
ประกอบกับมุมมองของผู้ประเมินต่อการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายตุลาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายทหารและตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยการถือปฏิบัติตามนโยบายงดรับของขวัญและของกำนัลจากการปฏิบัติหน้าที่
การรณรงค์ให้แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม รวมถึงการยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจากภาครัฐมีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือใช้ดุลยพินิจขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม
แหล่งข้อมูลที่คะแนนลดลง จำนวน 4 แหล่ง
- แหล่งข้อมูล Economist Intelligence Unit Country Risk Ratings (EIU) ได้ 35 คะแนน (ปี 2566 ได้ 37 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล S&P/Global Insight Country Risk Ratings (GI) ได้ 32 คะแนน (ปี 2566 ได้ 35 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล IMD World Competitiveness Yearbook (IMD) ได้ 36 คะแนน (ปี 2566 ได้ 43 คะแนน)
- แหล่งข้อมูล World Economic Forum (WEF) ได้ 34 คะแนน (ปี 2566 ได้ 36 คะแนน)
คะแนนที่ลดลง น่าจะมีสาเหตุมาจาก มุมมองของผู้ประเมินในประเด็นเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
ทั้งนี้ มีกรณีสำคัญ เช่น นโยบายประชานิยม การนำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล การใช้จ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือขาดความคุ้มค่า ส่งผลให้ทรัพยากรของรัฐไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อการบริหารงานของรัฐ แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลของประเทศ
ประกอบกับมุมมองของนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ที่เห็นว่ายังคงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะต้องเผชิญกับการเรียกรับเงินหรือการจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐในการประกอบธุรกิจ
แม้ว่ารัฐบาลจะมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน โดยบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ และความพยายามในการพัฒนาระบบและขั้นตอนในการอนุมัติ อนุญาต ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ตอบแบบสอบถามในแหล่งข้อมูลข้างต้นยังไม่มีความเชื่อมั่นการดำเนินการดังกล่าว และเห็นว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดการรับรู้ในเชิงลบ
นอกจากนี้ ยังรวมทั้งมุมมองของผู้ประเมินในแหล่งข้อมูลดังกล่าว อาจเห็นว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตไม่เพียงพอ ซึ่งจากข่าวการทุจริตที่ปรากฏจากสื่อต่าง ๆ เช่น คดีที่สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง และมีข้าราชการ นักการเมือง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ที่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบ ดำเนินคดี หรือลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริตอย่างรวดเร็ว และไม่มีการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย
อีกทั้งการดำเนินนโยบาย บางนโยบายอาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนหรือบริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งมีข่าวเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่เป็นธรรม
การประเมินคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นภาพรวมสถานการณ์คอร์รัปชันในแต่ละประเทศผ่านมุมมองของผู้ประเมิน โดยในการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยนั้น ผู้นำประเทศและรัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทุจริตร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ส่วนข้อเสนอแนะขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ที่ได้ให้ไว้จากการประกาศคะแนนในครั้งนี้ คือ ทุกประเทศควรสร้างกระบวนการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตไม่ให้ถูกคุกคามหรือมีการแทรกแซงโดยใช้อิทธิพลในการกำหนดนโยบายในระดับชาติและระดับนานาชาติ ต้องสร้างความโปร่งใสและสภาพแวดล้อมที่ดีในการกำหนดนโยบายและการจัดสรรเงินงบประมาณ
ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริตร่วมกับการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เกี่ยวกับงบประมาณการดำเนินโครงการ รวมทั้งข้อมูลการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ โดยการต่อต้านการทุจริตต้องส่งเสริมแนวคิดการดำเนินการด้วยความซื่อตรง (Integrity) และความรับผิดรับชอบ (Accountability) ซึ่งจะช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมในการต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะที่องค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่จะส่งเสริมการยกระดับคะแนน CPI ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการเรื่องตรวจสอบและไต่สวนให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการยื่นบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนาระบบตรวจสอบทรัพย์สินด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบทรัพย์สิน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผ่านชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต
การจัดทำและพัฒนาหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา การพัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) การพัฒนาการดำเนินการของศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. (Corruption Deterrence Center : CDC) และการเสนอมาตรการ ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต
พร้อมกันนี้ ยังรวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจในกลุ่มภาคเอกชน กลุ่มนักลงทุนและชาวต่างชาติที่ต้องเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขออนุมัติ อนุญาต การนำเข้าส่งออก การขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายแดน (AEC) เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
อีกประการสำคัญคือ การป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในเรื่องที่กระทบต่อสาธารณชนในวงกว้าง และประสานการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการดำเนินงานในการส่งเสริมการยกระดับคะแนน CPI ของประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ศาลอาญาทุจริตฯ ให้ประกันตัว 'กสทช.พิรงรอง' เงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
- 'ประธาน กกต.' ยันยังไม่พบรายงานทุจริตคืนหมาหอน คาด 5 ทุ่มรู้ผลคะแนน
- ‘อนุทิน’ เดินหน้าแผนต่อต้านทุจริต ตั้งเป้าดัชนีการรับรู้ทุจริต ติด 1 ใน 45 ปี 2569 ผลักดันความโปร่งใสภาครัฐ
ติดตามเราได้ที่