เทรนด์สัตว์เลี้ยงโต 8 หมื่นล้าน ธุรกิจอาหารหมา-แมวแข่งเดือด
ไลฟ์สไตล์มนุษย์เปลี่ยน เทรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงขยายตัวเร็ว มูลค่าตลาดรวมแตะ 8 หมื่นล้าน โตเฉลี่ยแต่ละปี 12-18% ชี้กลุ่มเจน Z เริ่มนิยม ดันสินค้าอาหารหมา-แมวแข่งเดือด เจาะตลาดรักสุขภาพ-ลดโซเดียม เผยคนกรุงทุ่มใช้จ่ายต่อเดือน 1.4 หมื่นบาท ศูนย์สิริกิติ์แทบแตก Pet Expo Thailand 2025 เงินสะพัด แห่ร่วมงาน 4 วัน 2 แสนคน หวั่นทรัมป์ 2.0 กระทบส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง
นายสุรพล อุทินทุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในฐานะผู้จัดงาน Pet Expo Thailand 2025 วันที่ 1-4 พฤษภาคม 2568 ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะเทรนด์การเลี้ยงสัตว์กำลังขยายตัวตามสถิติของกลุ่มคนโสดและครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมมีบุตร แต่ขอเลี้ยงสัตว์เป็นลูกเสมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว Pet Parents หรือ Pet Humanization
แนวโน้มโตต่อเนื่อง
“เทรนด์นี้ยังไปได้อีกไกล และประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะโตเฉลี่ยประมาณปีละ 15-18% ส่วนมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยในปี 2567 อยู่ที่ 74,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% จากปี 2566” นายสุรพลกล่าวและว่า
บรรยากาศนับว่าคึกคัก ทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมงาน และการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ มีสินค้าและบริการทุกกลุ่มสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัข แมว สัตว์แปลก นก และกระต่าย พร้อมกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งตลอด 4 วันของการจัดงาน มีเงินสะพัด 44 ล้านบาท ทั้งยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน การสั่งซื้อล่วงหน้า และบริการที่เกี่ยวเนื่อง สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดที่มาแรง
ทำให้ เอ็น.ซี.ซี.ฯวางแผนจัดอีก 2 งานต่อเนื่องในปีนี้คือ Pet Expo Championship วันที่ 31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2568 และ Cat Expo Thailand วันที่ 5-7 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เลี้ยงหมาแมว 1.4 หมื่น/เดือน
นางสาวชมฤดี สิทธิสาริบุตร ผู้อำนวยการด้านการตลาด โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z เริ่มมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองมากขึ้น ทำให้ฐานลูกค้าของอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัว
อีกปัจจัยคือ ระดับการจับจ่ายสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงยังสูงต่อเนื่อง โดยมูลค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อปี ส่วนในกรุงเทพฯและปริมณฑล อาจก้าวกระโดดไปสูงถึง 14,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวเป็นตัวผลักดันให้เหล่าผู้เลี้ยงทุ่มทุนเต็มที่ แม้ต้องลดการใช้จ่ายส่วนตัวลง เพราะสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อก็ตาม
ขณะเดียวกันในจำนวนตลาดการเลี้ยงสุนัขประมาณ 16 ล้านตัว และแมว 9 ล้านตัวนั้น มีการเข้าถึงอาหารสัตว์เลี้ยงเพียง 10% และ 30% ตามลำดับเท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าตลาดอาหารสัตว์ยังมีโอกาสเจาะตลาดเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ปี 2568 บริษัทจึงตัดสินใจเพิ่มงบประมาณการตลาดมากกว่าปีที่แล้ว มุ่งสร้างการรับรู้ย้ำจุดเด่นของแบรนด์ อาทิ การมีสูตรอาหารสำหรับสุนัขและแมวแต่ละสายพันธุ์ โดยมีไฮไลต์เป็นทีมพรีเซ็นเตอร์ Friend of Royal Canin “สกาย-วงศ์รวี นทีธร” และ “นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ” พร้อมต่อยอดด้วยหนังโฆษณาแพร่ภาพผ่านโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และกิจกรรมการตลาด
ทั้งนี้ เพื่อชิงฐานลูกค้า Gen Z ซึ่งกำลังขยายตัว พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนครอบครัว
เทรนด์ Pet Parents สูงขึ้น
นางศิริสุภา อาจสัญจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทรนด์ Pet Parents สูงขึ้น บริษัทจึงออกผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง เน้นกลุ่มพรีเมี่ยมแมส เพื่อสร้างการรับรู้ว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผิว รวมถึงกลุ่ม Pet Care ด้วย แม้กำลังซื้อในภาพรวมของเศรษฐกิจจะลดต่ำลง แต่ตลาดสัตว์เลี้ยงกลับสูงขึ้น เป็นทิศทางที่สวนกระแส โดยธุรกิจสัตว์เลี้ยงโตพุ่งถึง 12%
จากข้อมูลปีที่ผ่านมา บริษัทพบว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงตลาดรวมมีการเติบโตขึ้นถึง 12% แบ่งเป็นตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง 44.6 พันล้านบาท, ตลาดบริการรักษาพยาบาลสัตว์ 6.6 พันล้านบาท, ตลาดอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง 22.9 พันล้านบาท ซึ่งเราจะอยู่ในหมวดนี้ และตลาดบริการดูแลสัตว์เลี้ยง 0.7 พันล้านบาท พบว่าครอบครัวที่มีเลี้ยงสัตว์ มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงประมาณ 41,100 บาทต่อตัวต่อปี บริษัทคาดการณ์ว่า ในปีต่อ ๆ ไป ยังโต 2 Digits ต่อเนื่องตามเทรนด์ โดยอ้างอิงจากยอดที่โต 12-14% มาตลอด
ในงาน Pet Expo Thailand 2025 บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ LovliTails (เลิฟลี่เทล) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมี่ยม และมีแผนจะออกบูทในต่างประเทศด้วย เพราะนีโอฯได้ส่งออกสินค้าไปทั่วโลกอยู่แล้ว โดยมี Distributor ที่ สปป.ลาวและเวียดนาม ซึ่งตลาด Pet Food เติบโตดีมาก ล่าสุด เรามองตลาดนอกเอเชีย อย่าง Middle East ด้วย จะเริ่มบุกใน 2 ปีนี้
“ด้วยไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่มีลูก หันมาเลี้ยงสัตว์แทนลูก โดยเฉพาะหมาแมว ทั้งยินดีที่จะจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงตัวเอง ตอนนี้มีกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เลี้ยงสัตว์แก้เหงา กลุ่มวัยเกษียณก็หันมาเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อน”
ตลาดอาหารแข่งดุ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศปี 2568 คาดโต 12% เทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2568 คาดโต 15% ชะลอตัวลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 28.4% ตามความต้องการในตลาดคู่ค้าหลักที่คาดว่าจะโตช้าลง อาทิ สหรัฐ อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 50%
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศมีการแข่งขันรุนแรง จากจำนวนผู้เล่นในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้าที่มีมากขึ้นด้วยในปี 2567 ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมีอยู่ 317 ราย โดยมีจำนวนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 36 ราย ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังมีผู้ประกอบการนอกธุรกิจอื่น ๆ อาทิ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที ฯลฯ ที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันกับอาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้ามากขึ้น สะท้อนจากอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของมูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2562-2567 อยู่ที่ 17% ต่อปี โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เป็นอันดับ 1 และมีสัดส่วนราว 40%
ส่งออกไทยโตเด่น
ด้านการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ายังโตโดดเด่น ตามความนิยมเลี้ยงสัตว์ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อและจำนวนสัตว์เลี้ยงมาก ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยโต มาจากพฤติกรรมนิยมเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และสภาพสังคมที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นิยมเลี้ยงสัตว์มากขึ้น เพื่อเติมเต็มความสุข โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมมีบุตรช้า หรือไม่แต่งงาน
ในปี 2562-2567 อัตราการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงโลกเติบโตเฉลี่ย 12.7% ต่อปี โดยตลาดที่มีอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าเพิ่มและสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ส่วนใหญ่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือสหรัฐและอาเซียน
ปี 2568 คาดว่าไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงราว 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15% ชะลอลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 28.4% คาดว่าเป็นผลมาจากความต้องการของตลาดหลัก อาทิ สหรัฐ อิตาลี ญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี ยังมีตลาดที่มีศักยภาพอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ที่จำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นมากกว่า 3.2 ล้านตัว หลังช่วงโควิด-19 หรือนิวซีแลนด์ จากผลข้อตกลงทางการค้า FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ที่ทำให้มีการยกเว้นภาษีนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง จึงทำให้ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หวั่นทรัมป์ 2.0
ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย (Thai Pet Food Trade Association : TPFA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยในปี 2568 มองว่ายังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะของการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักคิดเป็น 30% ส่งออกไปตลาดสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ รองลงมา ญี่ปุ่น ยุโรป แต่ทุกตลาดในต่างประเทศถือว่าเป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย
“ตัวเลขมูลค่าการส่งออกเมื่อดูการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2567 มีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 15% แต่หากประเทศไทยเจอการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่ 36% คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะลดลง 10% หรือคิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้ การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยที่ส่งออกไปตลาดสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท หากประเทศไทยเจอภาษีที่เพิ่มขึ้น ก็อาจจะกระทบต่อการส่งออกภาพรวมของไทย ส่วนการการซื้อ-ขายอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ ในช่วงครึ่งปีหลังก็จำเป็นต้องประเมินจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ หากทิศทางเศรษฐกิจไม่ดี เงินเฟ้อต่ำ ก็จะมีผลต่อกำลังซื้อ ซึ่งก็อาจจะทำให้มูลค่าการซื้อ-ขายลดลง โดยภาพตลาดในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทรนด์สัตว์เลี้ยงโต 8 หมื่นล้าน ธุรกิจอาหารหมา-แมวแข่งเดือด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net