โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี อารยธรรมพันปี ‘โบราณสถาน’ ที่ถูกลืม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 04.39 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 03.02 น.
ภาพจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

แม้คำขวัญประจำจังหวัดปราจีนบุรีคือ “ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี” แต่ชื่อโบราณสถานและชุมชนที่มีความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม คงไม่ใช่ภาพจำแรกของจังหวัดนี้

ในทางกลับกัน พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนสมัยโบราณเมื่อ 2,000-2,500 ปี ตรงกับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยลพบุรี มีซากเมืองโบราณ “เมืองศรีมโหสถ” ใน อ.ศรีมโหสถ และชุมชนโบราณใน อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งมีโบราณวัตถุทั้งพระพุทธรูป เทวรูป เครื่องปั้นดินเผา โดยเรียกบริเวณนี้ว่า “ดงศรีมหาโพธิ”

หนังสือ “ประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ” ระบุว่า ชุมชนโบราณดงศรีมหาโพธิ อยู่ในเขต อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.ศรีมโหสถ (เดิมชื่อ อ.โคกปีบ เคยเป็นส่วนหนึ่งของ อ.ศรีมหาโพธิ) หลักฐานทางโบราณคดีชี้ชัดว่า ดงศรีมหาโพธิเคยเป็นชุมชนที่เจริญในด้านศิลปวัฒนธรรม อาจเก่าแก่ถึงสมัยฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6-11) หรือสมัยทวารวดีลงมาถึงสมัยลพบุรี ยุคที่ขอมเรืองอำนาจ แม้เขตดงศรีมหาโพธิมีชุมชนตั้งอยู่แต่สมัยโบราณสืบต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสาย แต่อาจมีช่วงรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา

ข้อมูลจาก “ดงศรีมหาโพธิ กับการดำเนินงานโบราณคดี” โดย “ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม” ในหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ ระบุว่า บรรดาโบราณสถานและเมืองโบราณทางด้านตะวันออกในเขต จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรี นั้น

บริเวณสำคัญที่สุดคือโบราณสถานในเขต อ.ศรีมหาโพธิ เพราะมีเมืองโบราณ โบราณสถาน และโบราณวัตถุขนาดใหญ่ที่สวยงาม แสดงถึงความเจริญ ตำแหน่งภูมิศาสตร์ยังแสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมด้วย โดยมีเมืองมโหสถเป็นศูนย์กลาง (ปัจจุบันคือ อ.ศรีมโหสถ)

ข้อมูลจาก “อาณาจักรฟูนัน” โดย “ศ. ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล” ในหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ ระบุว่า เขต อ.ศรีมหาโพธิ ได้ค้นพบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์และลูกปัดเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีประชาชนอาศัยอยู่แล้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีเมืองโบราณศรีมโหสถ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คูเมืองล้อมรอบ ทั้งในและนอกเมืองมีซากโบราณสถานอยู่หลายแห่ง

อาทิ สระกรุด้วยแลงที่มีภาพสัตว์สลักอยู่หลายตัว บางตัวมีลักษณะคล้าย “มกร” ในศิลปะอินเดียแบบอมราวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 2-5 บางตัวก็มีลักษณะคล้ายศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10-11 กล่าวได้ว่าดินแดนแถบศรีมหาโพธิอาจเก่าไปถึงฟูนัน อาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน

ต่อมาในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับ อ.ศรีมหาโพธิ จากการค้นพบพระพุทธรูปแบบทวารวดีในดินแดนแถบนี้ คือพระพุทธรูปภาพสลักนูนสูง รูปนาคปรก ปางสมาธิ และเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกจำนวนหลายองค์ เป็นต้น

จากนั้น สมัยที่ศิลปะศรีวิชัยทางภาคใต้ของประเทศไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 ได้ขยายอิทธิพลขึ้นมายังศรีมหาโพธิ ได้ค้นพบเทวรูปบางองค์ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะศรีวิชัย ซึ่งดินแดนแถบนี้อาจเป็นทางผ่านจากภาคใต้ขึ้นมายังเมืองเพชรบุรี ราชบุรี และนครปฐม แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนมาทางทิศตะวันออกยังดงศรีมหาโพธิ ผ่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปยังประเทศกัมพูชา การที่ศรีมหาโพธิตั้งอยู่บนทางผ่าน จึงได้รับอิทธิพลของศิลปะหลากหลายสมัย

4 โบราณสถานสำคัญ

ประวัติของ อ.ศรีมหาโพธิ มีที่มาจาก “ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ” ซึ่งเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เชื่อกันว่าเป็นพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกาทวีป ในสมัยทวารวดี ราวพันกว่าปี เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของต้นโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของ จ.ปราจีนบุรี

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ เนื่องจาก อ.ศรีมโหสถ เดิมคือโคกปีบที่อยู่ใน อ.ศรีมหาโพธิ โดยถูกยกฐานะแยกเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนจะเป็น อ.โคกปีบ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น อ.ศรีมโหสถ ในปี พ.ศ. 2536

อ.ศรีมหาโพธิ ปัจจุบันเป็นแหล่งที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 304 และสวนอุตสาหกรรมโรจนะ นับเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคตะวันออก และเป็นเขตประวัติศาสตร์ จากข้อมูลกรมศิลปากรระบุว่า มีโบราณสถานมากถึง 15 แห่ง อาทิ โบราณสถานพานหิน โบราณสถานลายพระหัตถ์ จ.ป.ร. โบราณสถานหลุมเมือง ฯลฯ

พานหิน เทวสถานเก่าแก่

โบราณสถานพานหิน ตั้งอยู่ที่บ้านโคกขวาง ต.หนองโพรง ก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ กว้างด้านละ 15.50 เมตร สูง 3.50 เมตร มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน มีร่องรอยหลุมเสา เชื่อว่าอาจเป็นเสาบันไดไม้ขึ้นตัวอาคาร ส่วนด้านบนอาคารพบหลุมเสา สันนิษฐานว่าเป็นเสาของอาคารเครื่องไม้มุงหลังคา นอกจากนี้ ยังพบแท่งศิลาแลงทรงกลมสลักเป็นรูปเชิงบาตร

ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสโบราณสถานพานหิน เมื่อปี พ.ศ. 2451 ทรงสันนิษฐานว่าแท่งศิลาแลงทรงกลมบนตัวอาคารน่าจะเป็นฐานเทวรูป เมื่อมีการขุดค้นก็ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมพระกรซ้ายทรงสังข์ สันนิษฐานว่าเป็นพระกรของพระนารายณ์ เชื่อกันว่าโบราณสถานแห่งนี้เคยเป็นศาสนสถาน หรือเทวสถานในศาสนาฮินดู อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14

ลายพระหัตถ์บนแผ่นศิลา

โบราณสถานลายพระหัตถ์ จ.ป.ร. หรืออนุสาวรีย์ลายฝีพระหัตถ์ ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะลายพระหัตถ์ศรีมหาโพธิ ต.หนองโพรง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสและทรงจารึกรอยพระหัตถ์ไว้บนแผ่นศิลาแลง ซึ่งเป็นซากโบราณสถานเทวาลัย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยเดียวกับเมืองศรีมโหสถ

ต่อมากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2524 ปัจจุบันเป็นฐานก่อด้วยศิลาแลง ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ได้ปรักหักพังหมดสิ้น และมีการสร้างมณฑปครอบไว้เป็นหลังคาทรงปราสาท ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปครุฑและดอกไม้ เปิดซุ้มจร 3 ด้านคือ ทิศเหนือ ภายในมณฑปมีแผ่นหินศิลาแลงกว้าง 1.10 เมตร ยาว 1.10 เมตร สูง 60 เซนติเมตร จารึกพระปรมาภิไธย จปร.127 ให้ผู้เลื่อมใสได้สักการะ

หลุมเมืองอันเป็นปริศนา

โบราณสถานหลุมเมือง ตั้งอยู่ที่ซอยเทศบาล 10 ต.ศรีมหาโพธิ ตรงข้ามอนุสาวรีย์ลายพระหัตถ์ มีลักษณะเป็นหลุมรูปทรงกระบอกขุดลงไปบนพื้นศิลาแลง มีทั้งสิ้น 115 หลุม อยู่เรียงกันเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มทิศตะวันออก 50 หลุม กลุ่มทิศตะวันตก 65 หลุม มีหลุมเมืองเรียงกันเป็นแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ แต่ละหลุมอยู่ห่างกัน 1 เมตร ซึ่งหลุมทิศตะวันตกจะตื้นกว่าหลุมทิศตะวันออกและไม่ทราบว่าเกิดขึ้นในสมัยใด

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2451 และมีพระราชสันนิษฐานว่าเป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท แต่คำบอกเล่าของคนรุ่นเก่ากล่าวว่า เป็นหลุมสำหรับเล่นกีฬาพื้นบ้าน เรียกว่าการเล่นหลุมเมือง ซึ่งยังเป็นโบราณสถานปริศนาที่ไม่มีคำตอบว่าสร้างขึ้นสมัยใด สร้างขึ้นเพื่ออะไร

บ่อน้ำโบราณบ้านหัวซา

โบราณสถานบ่อน้ำโบราณบ้านหัวซา ตั้งอยู่ที่บ้านซา ต.หัวซา เป็นบ่อน้ำทรงกลม 3 บ่อ ขุดลงไปในพื้นศิลาแลงธรรมชาติ บ่อแรกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16.50 เมตร ขอบบ่อมีร่องรอยการตัดศิลาแลงลงไปเป็นชั้น ๆ ส่วนอีก 2 บ่อมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.4 เมตร ขอบบ่อมีบันไดทางลงยาว 2 เมตร ระหว่างบ่อน้ำทั้ง 3 แห่งมีทางระบายน้ำขุดเป็นร่อง สันนิษฐานว่ามีอายุร่วมสมัยกับเมืองศรีมโหสถเช่นกัน โดยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในปี พ.ศ. 2539

*ที่มา : กรมศิลปากร, ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ*

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี อารยธรรมพันปี ‘โบราณสถาน’ ที่ถูกลืม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...