ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี อารยธรรมพันปี ‘โบราณสถาน’ ที่ถูกลืม
แม้คำขวัญประจำจังหวัดปราจีนบุรีคือ “ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี” แต่ชื่อโบราณสถานและชุมชนที่มีความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม คงไม่ใช่ภาพจำแรกของจังหวัดนี้
ในทางกลับกัน พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนสมัยโบราณเมื่อ 2,000-2,500 ปี ตรงกับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยลพบุรี มีซากเมืองโบราณ “เมืองศรีมโหสถ” ใน อ.ศรีมโหสถ และชุมชนโบราณใน อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งมีโบราณวัตถุทั้งพระพุทธรูป เทวรูป เครื่องปั้นดินเผา โดยเรียกบริเวณนี้ว่า “ดงศรีมหาโพธิ”
หนังสือ “ประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ” ระบุว่า ชุมชนโบราณดงศรีมหาโพธิ อยู่ในเขต อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.ศรีมโหสถ (เดิมชื่อ อ.โคกปีบ เคยเป็นส่วนหนึ่งของ อ.ศรีมหาโพธิ) หลักฐานทางโบราณคดีชี้ชัดว่า ดงศรีมหาโพธิเคยเป็นชุมชนที่เจริญในด้านศิลปวัฒนธรรม อาจเก่าแก่ถึงสมัยฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6-11) หรือสมัยทวารวดีลงมาถึงสมัยลพบุรี ยุคที่ขอมเรืองอำนาจ แม้เขตดงศรีมหาโพธิมีชุมชนตั้งอยู่แต่สมัยโบราณสืบต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสาย แต่อาจมีช่วงรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา
ข้อมูลจาก “ดงศรีมหาโพธิ กับการดำเนินงานโบราณคดี” โดย “ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม” ในหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ ระบุว่า บรรดาโบราณสถานและเมืองโบราณทางด้านตะวันออกในเขต จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรี นั้น
บริเวณสำคัญที่สุดคือโบราณสถานในเขต อ.ศรีมหาโพธิ เพราะมีเมืองโบราณ โบราณสถาน และโบราณวัตถุขนาดใหญ่ที่สวยงาม แสดงถึงความเจริญ ตำแหน่งภูมิศาสตร์ยังแสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมด้วย โดยมีเมืองมโหสถเป็นศูนย์กลาง (ปัจจุบันคือ อ.ศรีมโหสถ)
ข้อมูลจาก “อาณาจักรฟูนัน” โดย “ศ. ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล” ในหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ ระบุว่า เขต อ.ศรีมหาโพธิ ได้ค้นพบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์และลูกปัดเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีประชาชนอาศัยอยู่แล้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีเมืองโบราณศรีมโหสถ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คูเมืองล้อมรอบ ทั้งในและนอกเมืองมีซากโบราณสถานอยู่หลายแห่ง
อาทิ สระกรุด้วยแลงที่มีภาพสัตว์สลักอยู่หลายตัว บางตัวมีลักษณะคล้าย “มกร” ในศิลปะอินเดียแบบอมราวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 2-5 บางตัวก็มีลักษณะคล้ายศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10-11 กล่าวได้ว่าดินแดนแถบศรีมหาโพธิอาจเก่าไปถึงฟูนัน อาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน
ต่อมาในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับ อ.ศรีมหาโพธิ จากการค้นพบพระพุทธรูปแบบทวารวดีในดินแดนแถบนี้ คือพระพุทธรูปภาพสลักนูนสูง รูปนาคปรก ปางสมาธิ และเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกจำนวนหลายองค์ เป็นต้น
จากนั้น สมัยที่ศิลปะศรีวิชัยทางภาคใต้ของประเทศไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 ได้ขยายอิทธิพลขึ้นมายังศรีมหาโพธิ ได้ค้นพบเทวรูปบางองค์ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะศรีวิชัย ซึ่งดินแดนแถบนี้อาจเป็นทางผ่านจากภาคใต้ขึ้นมายังเมืองเพชรบุรี ราชบุรี และนครปฐม แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนมาทางทิศตะวันออกยังดงศรีมหาโพธิ ผ่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปยังประเทศกัมพูชา การที่ศรีมหาโพธิตั้งอยู่บนทางผ่าน จึงได้รับอิทธิพลของศิลปะหลากหลายสมัย
4 โบราณสถานสำคัญ
ประวัติของ อ.ศรีมหาโพธิ มีที่มาจาก “ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ” ซึ่งเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เชื่อกันว่าเป็นพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกาทวีป ในสมัยทวารวดี ราวพันกว่าปี เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของต้นโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของ จ.ปราจีนบุรี
ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ เนื่องจาก อ.ศรีมโหสถ เดิมคือโคกปีบที่อยู่ใน อ.ศรีมหาโพธิ โดยถูกยกฐานะแยกเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนจะเป็น อ.โคกปีบ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น อ.ศรีมโหสถ ในปี พ.ศ. 2536
อ.ศรีมหาโพธิ ปัจจุบันเป็นแหล่งที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 304 และสวนอุตสาหกรรมโรจนะ นับเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคตะวันออก และเป็นเขตประวัติศาสตร์ จากข้อมูลกรมศิลปากรระบุว่า มีโบราณสถานมากถึง 15 แห่ง อาทิ โบราณสถานพานหิน โบราณสถานลายพระหัตถ์ จ.ป.ร. โบราณสถานหลุมเมือง ฯลฯ
พานหิน เทวสถานเก่าแก่
โบราณสถานพานหิน ตั้งอยู่ที่บ้านโคกขวาง ต.หนองโพรง ก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ กว้างด้านละ 15.50 เมตร สูง 3.50 เมตร มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน มีร่องรอยหลุมเสา เชื่อว่าอาจเป็นเสาบันไดไม้ขึ้นตัวอาคาร ส่วนด้านบนอาคารพบหลุมเสา สันนิษฐานว่าเป็นเสาของอาคารเครื่องไม้มุงหลังคา นอกจากนี้ ยังพบแท่งศิลาแลงทรงกลมสลักเป็นรูปเชิงบาตร
ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสโบราณสถานพานหิน เมื่อปี พ.ศ. 2451 ทรงสันนิษฐานว่าแท่งศิลาแลงทรงกลมบนตัวอาคารน่าจะเป็นฐานเทวรูป เมื่อมีการขุดค้นก็ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมพระกรซ้ายทรงสังข์ สันนิษฐานว่าเป็นพระกรของพระนารายณ์ เชื่อกันว่าโบราณสถานแห่งนี้เคยเป็นศาสนสถาน หรือเทวสถานในศาสนาฮินดู อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14
ลายพระหัตถ์บนแผ่นศิลา
โบราณสถานลายพระหัตถ์ จ.ป.ร. หรืออนุสาวรีย์ลายฝีพระหัตถ์ ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะลายพระหัตถ์ศรีมหาโพธิ ต.หนองโพรง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสและทรงจารึกรอยพระหัตถ์ไว้บนแผ่นศิลาแลง ซึ่งเป็นซากโบราณสถานเทวาลัย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยเดียวกับเมืองศรีมโหสถ
ต่อมากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2524 ปัจจุบันเป็นฐานก่อด้วยศิลาแลง ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ได้ปรักหักพังหมดสิ้น และมีการสร้างมณฑปครอบไว้เป็นหลังคาทรงปราสาท ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปครุฑและดอกไม้ เปิดซุ้มจร 3 ด้านคือ ทิศเหนือ ภายในมณฑปมีแผ่นหินศิลาแลงกว้าง 1.10 เมตร ยาว 1.10 เมตร สูง 60 เซนติเมตร จารึกพระปรมาภิไธย จปร.127 ให้ผู้เลื่อมใสได้สักการะ
หลุมเมืองอันเป็นปริศนา
โบราณสถานหลุมเมือง ตั้งอยู่ที่ซอยเทศบาล 10 ต.ศรีมหาโพธิ ตรงข้ามอนุสาวรีย์ลายพระหัตถ์ มีลักษณะเป็นหลุมรูปทรงกระบอกขุดลงไปบนพื้นศิลาแลง มีทั้งสิ้น 115 หลุม อยู่เรียงกันเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มทิศตะวันออก 50 หลุม กลุ่มทิศตะวันตก 65 หลุม มีหลุมเมืองเรียงกันเป็นแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ แต่ละหลุมอยู่ห่างกัน 1 เมตร ซึ่งหลุมทิศตะวันตกจะตื้นกว่าหลุมทิศตะวันออกและไม่ทราบว่าเกิดขึ้นในสมัยใด
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2451 และมีพระราชสันนิษฐานว่าเป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท แต่คำบอกเล่าของคนรุ่นเก่ากล่าวว่า เป็นหลุมสำหรับเล่นกีฬาพื้นบ้าน เรียกว่าการเล่นหลุมเมือง ซึ่งยังเป็นโบราณสถานปริศนาที่ไม่มีคำตอบว่าสร้างขึ้นสมัยใด สร้างขึ้นเพื่ออะไร
บ่อน้ำโบราณบ้านหัวซา
โบราณสถานบ่อน้ำโบราณบ้านหัวซา ตั้งอยู่ที่บ้านซา ต.หัวซา เป็นบ่อน้ำทรงกลม 3 บ่อ ขุดลงไปในพื้นศิลาแลงธรรมชาติ บ่อแรกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16.50 เมตร ขอบบ่อมีร่องรอยการตัดศิลาแลงลงไปเป็นชั้น ๆ ส่วนอีก 2 บ่อมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.4 เมตร ขอบบ่อมีบันไดทางลงยาว 2 เมตร ระหว่างบ่อน้ำทั้ง 3 แห่งมีทางระบายน้ำขุดเป็นร่อง สันนิษฐานว่ามีอายุร่วมสมัยกับเมืองศรีมโหสถเช่นกัน โดยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในปี พ.ศ. 2539
*ที่มา : กรมศิลปากร, ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีดงศรีมหาโพธิ*
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี อารยธรรมพันปี ‘โบราณสถาน’ ที่ถูกลืม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net