โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

คลังเตรียมปรับพอร์ตลงทุน เน้นสินทรัพย์ผลตอบแทนดี

ทันหุ้น

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2567 เวลา 12.10 น.

#ปรับพอร์ตลงทุน #ทันหุ้น คลังสรุปใน 2 สัปดาห์แนวทางบริหารพอร์ตหุ้นทั้งในและนอกตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ด้านสคร.เผยมูลค่าหุ้นที่คลังถือมีมูลค่ารวมราว 4 แสนล้าน โดยหุ้นที่ไม่สร้างผลตอบแทนจะถูกตัดขายทิ้งทั้งหมด มองบาทแข็งค่า สะท้อนนักลงทุนเชื่อมั่น เงินไหลเข้าประเทศ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร.ได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารและพัฒนาหลักทรัพย์ของรัฐครั้งที่ 1/2567 เพื่อเตรียมแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนในหลักทรัพย์ (หุ้น) ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้การบริหารพอร์ตหุ้นของกระทรวงการคลังมีมูลค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ คณะกรรมการจะได้กำหนดแนวทางภายใน 2 สัปดาห์นี้ว่า หุ้นในลักษณะใดควรถือต่อ หรือ ควรขายออกไป โดยกรณีที่จะขายออกไปนั้น จะต้องพิจารณาในแง่ของราคาในปัจจุบันทและประเมินถึงราคาในอนาคต หากเห็นว่า ราคาในอนาคตไม่ปรับขึ้น และกระทรวงการคลังกลับมีภาระในการดูแล อาจพิจารณาขายออกไป ส่วนหุ้นที่สร้างรายได้ หรือ เป็นหุ้นนโยบาย ในหลักการก็ควรถือต่อไป

“เรามีหุ้นอยู่ในพอร์ตกว่า 100 ตัว ที่อยู่ทั้งใน และนอกตลาด ก็มีแผนที่จะล้างหรือลดให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี และสร้างมูลค่าเพิ่ม หากตัวใดเหมาะสมที่จะตัดขายออกไป เราก็จะดำเนินการ”

*พอร์ตลงทุน 4 แสนล.

ปัจจุบัน หลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถือครองทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ไม่นับรวมรัฐวิสาหกิจมีอยู่ประมาณ 117 หลักทรัพย์ แบ่งเป็นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 33 หลักทรัพย์ ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 41 แห่ง และอีก 41 แห่งเป็นหลักทรัพย์ที่ได้มาโดยนิติเหตุ มูลค่ารวมหลักทรัพย์ทั้งหมดอยู่ที่เกือบ 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของกองทุนวายุภักษ์กว่า 3.4 แสนล้าน ที่เหลือเป็นหลักทรัพย์อื่น

นอกจากนี้ นายลวรณ ยังได้กล่าวถึงกรณีเงินบาทที่ปรับค่าแข็งขึ้นในขณะนี้ว่า สาเหตุหลักมาจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศ เมื่อมองในมุมบวก คือความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนในประเทศที่เริ่มมีการมองเห็นในระดับนานาชาติ

ส่วนการบริหารกรณีเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วนั้น เป็นเรื่องที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ต้องเข้ามาดูว่าจะมีมาตรการบรรเทาการแข็งค่าหรือไม่ ซึ่งผลกระทบหนึ่งจากการแข็งค่าของเงินบาทนั้น คือ การส่งออก

“ถ้าเงินทุนไหลเข้า เงินบาทก็ต้องแข็งค่าอยู่แล้ว แต่ว่า มากน้อยผมว่า บริหารจัดการได้ ซึ่งผลกระทบต่อการส่งออก มีอยู่แล้ว แต่เงินบาทอ่อนก็ดีต่อการนำเข้า ฉะนั้น ต้องมีจุดสมดุล”

*สะท้อนความเชื่อมั่น

นายลวรณ ระบุด้วยว่า หากมองในระยะสั้นนั้น เงินบาทที่แข็งค่า เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นที่มีต่อตลาดทุนที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่า ก็เคยเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องแก้มาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อปัญหานี้ก็จบก็โอเค ส่วนเรื่องการส่งออกก็ต้องไปดูอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทางด้าน นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร.กล่าวว่า แนวทางการบริหารหลักทรัพย์ดังกล่าว จะยึดตามมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พิจารณาถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจกระทรวงการคลัง มีประโยชน์ และมีผลตอบแทนสูง นอกเหนือจากนั้น กระทรวงการคลังจะขายหุ้นทิ้ง

ก่อนหน้านี้ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ได้ให้นโยบายแก่ สคร. ว่า ควรพิจารณาตัดขายหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่บางส่วนออกไป เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของมุมมองกระทรวงการคลัง คาดว่าปีนี้ มีโอกาสที่จะได้เห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 3% อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในไตรมาส 4/67ที่จะได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ GDP หลังจากมีเม็ดเงินของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะแจกเป็นเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบางก่อน 14.5 ล้านคน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.นี้ ซึ่งมีเม็ดเงินสูงถึง 1.45 แสนล้านบาท นับเป็นวงเงินใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ที่จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีเสถียรภาพ เพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน ขณะเดียวกัน ยังมีเม็ดเงินจากงบประมาณปี 2568 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.67 ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสุดท้ายของปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...