โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.รักษ์” เอ็กซิมแบงก์ เตือนผู้ส่งออกปรับธุรกิจ พลิกวิกฤติโลกรวน

อีจัน

อัพเดต 11 ต.ค. 2567 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2567 เวลา 03.25 น. • อีจัน

วิกฤติจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก กำลังสร้างอันตรายต่อผู้คนมากขึ้น สะท้อนสถานการณ์จากภัยพิบัติธรรมชาติที่มักจะเกิดทั้งพายุ น้ำท่วมฉับพลัน หรือภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยสาเหตุหลักๆ อาจมาจากฝีมือของมนุษย์

ดังนั้น เรื่องการรักษ์โลกจึงถูกหยิบมาเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระดับนานาชาติ หลังจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เข้าร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ทำข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)

โดยมีจุดหมายสำคัญว่าในปี 2025 (2568) จะเริ่มกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายคุมอุณหภูมิพื้นผิวโลกให้สูงขึ้นไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส อีกทั้งในปี 2030 (2573) ควรจะเห็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงประมาณ 40% และภายในปี 2050 (2593) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (เน็ตซีโร่)

การสร้างมาตรฐานเหล่านี้ เพื่อจัดการกับภาวะโลกร้อน พร้อมหยุดภาวะโลกเดือดให้ได้!

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์)

สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นอย่างไรนั้น สะท้อนผ่าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ได้ให้สัมภาษณ์กับ “ทีมข่าวเศรษฐกิจเพจอีจัน” ระบุชัดถึงปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน โดยทุกคนทั่วโลก ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐบาลต้องร่วมกันปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง

ดร.รักษ์ฉายภาพเริ่มต้นจากที่ปัญหาภูมิอากาศและสภาวะแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิมมาก จริงๆ ต้องบอกว่าเวลาที่อยากให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามตกลงนั้นมีนัย เพื่อให้ผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยแก้ปัญหา โดยออกมาตรการอย่างไร ซึ่งต้องทำทั้งในมุมกฎหมาย การบูรณาด้านอุตสาหกรรม หรือการทำให้ผู้ประกอบการมีความรู้เรื่องสังคมสีเขียว (กรีน)

แต่วันนี้ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว หมายความว่าให้จำกัดอุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมในปี 2025 (2568) วันนี้ขยับเป็น 2030 (2573) ปัจจุบันอุณหภูมิเลยมาที่ 1.42 องสาเซลเซียส ซึ่งเหลืออีกไม่กี่เดือนจะเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว…

สืบเนื่องจากเมื่อก่อนโลกใบนี้ทุกๆ 100 ปี อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7-0.8 องศาเซลเซียส แต่หลังจาก 130 กว่าปีที่ผ่านมา หรือหลังสิ้นรัชกาลที่ 3 เรียกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นที่ 1.4 องศาเซลเซียส จากเดิมเพิ่มขึ้นที่ 0.6-0.8 องศาเซลเซียส คือเพิ่มขึ้นในปริมาณที่ไม่ปกติ และอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างที่ไม่มีปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน

การเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ทำให้สปีชีส์ที่มีอยู่ในโลกนี้จะหายไปเกือบ 50,000 สปีชีส์ ไม่ต้องพูดถึงหมูเด้ง นกเพนกวิน หมีขั้วโลกจะหายไปพร้อมน้ำแข็งทั่วโลก อีกทั้งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมเป็น 100 เมตร แปลว่าอุทกภัย เช่น สึนามิ น้ำท่วมฉับพลัน”ดร.รักษ์กล่าว

ย้ำว่าสิ่งเหล่านี้มาพร้อมอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น เหตุการณ์ภัยธรรมชาติอาจจะเกิดความถี่มากขึ้น…

ท็อปซีอีโอเห็นพ้องเร่งแก้

ดร.รักษ์กล่าวต่อไปว่าการแก้ปัญหานั้น ย้อนไปในปี 50 และปี 55 มีการสำรวจผู้บริหาร เพื่อบอกถึงประเด็นสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ทุกคนบอกว่าเศรษฐกิจจะเป็นอันดับต้นๆ ในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อปี 66 และ 67 ที่สำรวจท็อปซีอีโอของโลก มีความเห็นเหมือนกันว่าประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจหายไปแล้ว

ดังนั้น ทุกคนให้ความสำคัญ และเป็นกระดุมเม็ดแรกที่เห็นพ้องต้องกันว่าต้องกลับไปทำการบ้าน ทั้งของบริษัท ธนาคาร รัฐบาล จะทำอย่างไรให้เกิดเครื่องมือทางนโยบายและการเงินที่ทำให้ตื่นรู้ และตระหนัก ขณะเดียวกัน นำไปปรับใช้ได้

จึงเป็นที่มาว่าทุกประเทศบอกว่าในปี 73-93 ต้องมีการออกนโยบายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งไทยกำลังจะออก และมีการตั้งกรมขึ้นมาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดทั้งมวลต้องไปคู่กันจะเป็นเส้นทางที่ทำหน้าที่ทั้งในมุมของกฎหมาย นโยบาย และมุมเครื่องมือทางการเงิน”กรรมการผู้จัดการกล่าวย้ำ

แบงก์ออกสินเชื่อหนุนธุรกิจ

ดร.รักษ์กล่าวถึง*หน้าที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาลคือเชิญลูกค้าร่วมกันปรับตัว ดีกว่ามาเอาเงินเยียวยา เพราะการเยียวยาที่เกิดขึ้นจากความเสียหาย มันคือการใส่เงินไปในสิ่งที่ไม่ควรจะใส่ และกลายเป็นหนี้ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ ซึ่งไม่เหมือนกับการปรับตัวทางธุรกิจ*

ดังนั้น เอ็กซิมได้ออกเครื่องมือทางการเงิน เช่น กรีนบอนด์ (ตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม) และบลูบอนด์ (ตราสารหนี้ที่ระดมทุนเพื่อนำมาใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะ) ออกไปมากกว่า 12,000 ล้านบาท อีกทั้งธนาคารมีกรีนโลน (สินเชื่อสนับสนุนธุรกิจสีเขียว) เพื่อทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่สามารถปรับตัว

ธนาคารอยากให้ทุกคนตระหนักรู้ว่าจริงๆ แล้วการโกกรีนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก และการที่ธนาคารเข้าไปปรับธุรกิจให้เข้ากับบริบทโลกใหม่ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ต่อให้วันนี้อาจจะเป็นยาขม แต่ต้องทำ มันเป็นการลงทุนไม่ใช่รายจ่าย

เพราะถ้าทำไม่ได้สิ่งที่จะเกิดขึ้น วันนี้มีกฎหมายกีดกันสินค้าสกปรก สินค้าที่ไม่กรีนอยู่เกือบ 20,000 ฉบับ และทุกๆ ปี จะมีการออกกฎหมายใหม่ปีละ 2,000-3,000 ฉบับ ประเด็นคือมันจะทำให้ต้นทุนการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ตลาดยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 15% ถ้าไม่โกกรีน

ถ้าเราไม่ทำจากเดิมที่เคยอยู่บนกระดานระดับท็อป 10 อาจถูกดีดลงมาอยู่ที่กำลังจะตกชั้นทันที เพราะไม่สามารถต่อสู้กับคนอื่นได้ เพราะโดนใบแดงตั้งแต่ยังไม่ได้ทำฟาวล์ด้วยซ้ำ เพราะโดนด้วยตัวเอง จากดีเอ็นเอที่ไม่โกกรีน”ดร.รักษ์กล่าว

ตั้งเป้าพอร์ตสีเขียวยืน 1 อาเซียน

ดร.รักษ์กล่าวอีกว่าส่วนของพอร์ตธนาคารสัดส่วนการเงินสีเขียวน่าจะสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ คือมีสัดส่วนประมาณ 40% ใน 200,000 ล้านบาท โดย 80,000 ล้านบาทเป็นเงินสีเขียว อีกทั้งธนาคารมีปฏิญญาของธนาคารที่ทำผ่านกระทรวงการคลัง ในอนาคตทุกๆ บาทที่ปล่อย 50 สตางค์จะเป็นเงินสีเขียว รวมถึงธนาคารมีปฏิญญาร่วมกับลูกค้าในปี 70 สัดส่วน 50% ของพอร์ตจะเป็นเงินสีเขียวทั้งสิ้น

เบื้องต้นคาดว่า 3 ปีข้างหน้า 50% ของพอร์ตธนาคารจะเป็นสีเขียว จากช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อสีเขียวของธนาคารเติบโตปีละ 20% จึงคาดว่าไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าจะทำให้พอร์ตเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของอาเซียน หรือเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาที่มีพอร์ตสีเขียวใหญ่ที่สุดในอาเซียน

เปิดแผน 3 ระยะปล่อยกู้

ดร.รักษ์กล่าวอีกว่าธนาคารปล่อยสินเชื่อสีเขียว โดยให้คำจำกัดความสินเชื่อสีเขียวให้ค่อนข้างง่าย และสามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.การผลิต โดยเริ่มจากการให้สินเชื่อผู้ประกอบการไปซื้อเครื่องจักรทันสมัย เพื่อปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด 2.การใช้พลังงาน ให้สินเชื่อปรับเปลี่ยนการใช้พลังงาน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน รีไซเคิล โซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น

และ 3.สร้างซัพพลายเชน โดยให้แม่ข่าย หรือธุรกิจใหญ่ที่รับซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และให้ดึงธุรกิจทั้งหมดโกกรีนไปกับรายใหญ่ วิธีการให้เจ้าสัวเอาธุรกิจที่อยู่ในซัพพลายเชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่ของสินเชื่อที่เป็นกรีน ข้อดีคือเถ้าแก่ตัวเล็กจะได้สินเชื่อราคาเดียวกับเจ้าสัว ขณะเดียวกัน เจ้าสัวจะเป็นสปอนเซอร์ให้รายย่อย คือทุกคนไม่ต้องใช้หลักประกันทางธุรกิจสามารถใช้เจ้าสัวยืนยันการทำธุรกิจร่วมกันได้

“ทั้งหมดเกิดขึ้น 3 ระยะเป็นนิยามสังคมสีเขียว ซึ่งธนาคารทำได้ดี ประมาณ 80-90% จะอยู่ระยะที่ 1 และ 2 ปีหน้าจะทำให้มากขึ้น โดยจะทำกรีนซัพพลายเชนจะปล่อยที่ละ 100-300 นิติบุคคลจากเดิมมี 1-2 นิติบุคคล จากที่ให้เจ้าสัวเป็นแม่ข่ายพาลูกข่ายที่เป็นซัพพลายเออร์มาทำสินเชื่อแบบเป็นระบบ”ดร.รักษ์กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจที่จะเข้าขอสินเชื่อกับธนาคารไม่ใช่แต่เป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้า แต่ขณะนี้ธุรกิจมีหลากหลายมากขึ้น เช่น ธุรกิจโรงแรม สถานประกอบการ โรงพยาบาล โรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกสามารถขอสินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งอะไรที่มีกรีนอยู่ในกระบวนการทำธุรกิจ สามารถเข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคารได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...