โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พี่กิฟ’ รีวิวเรียน ป.ตรี SIM-RMIT คณะบัญชียูดังที่สิงคโปร์ & โปรแกรมจากออสฯ ต่อยอดทำงานบริษัทข้ามชาติ

Dek-D.com

เผยแพร่ 22 ส.ค. 2567 เวลา 02.33 น. • DEK-D.com
รีวิวประสบการณ์ตรงจาก

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ทุกวันนี้นอกจากสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งจะปรับปรุงคุณภาพหลักสูตรให้เป็น the best version อยู่เสมอแล้ว ก็ยังมีทางเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อลดเส้นกั้นพรมแดนทางการศึกษา ช่วยเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่อยากสัมผัสหลักสูตรคุณภาพระดับ ม.ชั้นนำของโลก โดยไม่ต้องไปเรียนไกลถึงประเทศต้นทาง

ไม่นานมานี้เรามีโอกาสได้คุยกับคนไทยที่มีประสบการณ์เรียนต่อระบบ“Transnational Education” (TNE)ของ Singapore Institute of Management (SIM) ความน่าสนใจของระบบนี้คือ เราจะได้เรียนโปรแกรมของมหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์ของ SIM ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีสถาบันชื่อดังหลายแห่งจากประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา โดยนักศึกษาไม่ต้องเดินทางไกล แค่นั่งเครื่องจากไทยมาลงแคมปัสที่สิงคโปร์ก็พอ // ช่วยทุ่นทั้งเวลาและงบไปเยอะมากๆ

และเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น วันนี้เรามีรีวิวส่งตรงจาก “พี่กิฟ”(เจ้าของเพจรีวิวสิงคโปร์จ้า) คนไทยที่เริ่มต้นเส้นทางการศึกษาโดยเรียนหลักสูตร Diploma in Accounting ของ SIM ต่อด้วย ป.ตรี หลักสูตรม.พาร์ตเนอร์ของ SIM จาก RMIT University ของออสเตรเลีย // เรียนกันยังไง? มีข้อดีและความท้าทายยังไงบ้าง? ด้านไหนที่เราต้องปรับตัว? ตามมาเก็บข้อมูลและจุดแพสชันเรียนต่อนอกกันเลยค่ะ!

Note! เนื้อหาในบทสัมภาษณ์นี้ อ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวของ “พี่กิฟ” ศิษย์เก่าที่เรียนจบ ป.ตรี หลักสูตร Accounting ของ SIM-RMIT ปัจจุบันทำงานที่สิงคโปร์ หากสนใจอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันอย่างละเอียดนะคะ

แนะนำตัว

สวัสดีค่า ชื่อพี่กิฟค่ะ จบ ม.ปลาย สายวิทย์-คณิต รร.โยธินบูรณะ (ภาคอินเตอร์) เลือกเรียน Diploma 15 เดือน ต่อด้วย ป.ตรี Accounting อีกปีกว่าๆ ก็จบออกมาทำงานที่สิงคโปร์จนถึงปัจจุบันค่ะ

เริ่มจากไหน ทำไมถึง SIM-RMIT

ตอนแรกตั้งใจจะเรียนต่อ ป.ตรี ที่ไทยค่ะ แต่เพื่อนคุณแม่ที่เป็นคนไทยในสิงคโปร์เค้าพูดถึง SIM (Singapore Institute of Management) สถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งนักเรียนต่างชาติมีโอกาสเข้าถึงมากกว่าถ้าเทียบกับ ม.รัฐ เพราะถ้าเป็น ม.รัฐจะคัดเลือกแบบเดือดกว่ามากๆ

เรากับพ่อแม่ตัดสินใจบินไปดูสถานที่จริง ที่ตั้งแคมปัสอยู่ที่ถนนเคลเมนติ (Clementi) ที่สิงคโปร์ พอไปถึงเราก็รู้สึก amazing ตรงที่มีทุกอย่างครบ เช่น ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องเรียนพร้อมโปรเจ็กเตอร์ ฯลฯ แล้วยังมีสำนักงานที่คอยให้ความช่วยเหลือต่างชาติแบบครบวงจร ตอนนั้นเป็นระบบคิวคล้ายๆ ธนาคารเลย

รีวิวการสมัครเรียนที่ SIM

(**ไม่ยาก สมัครเองได้ตั้งแต่อยู่ไทย)

เรื่องการสมัครเรียนจะมีเอเจนซีของ SIM ในไทยที่บริการให้คำปรึกษาและดำเนินการค่ะ จริงๆ ขั้นตอนไม่ซับซ้อน สมัครเองได้ตั้งแต่อยู่ไทย คร่าวๆ คือเราต้องยื่นเกรดกับผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (ถ้าเป็น IELTS 5.5 ขึ้นไป) สมมติคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ก็สามารถเรียนปรับพื้นฐานก่อนประมาณ 1-1.5 ปี

ปรึกษาวางแผนการเรียนต่อที่ SIM

  • เว็บไซต์: https://regional.simge.edu.sg/thailand
  • เริ่มต้นปรึกษา: https://regional.simge.edu.sg/thailand/th/enquiry-form-2l/
  • LINE OA: https://lin.ee/k7iwI4v

ถ้าจบ ม.6 แล้วอยากเรียนต่อ ป.ตรี ที่ SIM มี 2 แนวทางคือ

  • ไปเริ่มที่ ป.ตรีเรียนหลักสูตร Accounting เต็มเวลา (Full-time) ประมาณ 3 ปี
  • ไปเริ่มที่อนุปริญญาเรียน Diploma in Accounting (DAC) 15 เดือน ก่อนจะต่อ Bachelor of Accounting อีกประมาณ 1.5-2.5 ปี **เราเลือกแบบนี้ค่ะ ข้อดีคือเราได้เตรียมความพร้อมก่อน และสามารถขอ waive บางวิชาได้ ระยะเวลาเรียน ป.ตรี ก็เลยน้อยลง

ทาง SIM จะมีจัดปฐมนิเทศตอนต้นว่าถ้าจบ Diploma นี้ จะสมัครอะไรต่อได้บ้าง เช่น เรียนต่อบัญชีที่ RMIT, University of London, University at Buffalo เป็นต้น

Note:ค่าเรียน Diploma สำหรับนักเรียนต่างชาติอยู่เริ่มต้นที่ประมาณ SGD $11,000 ถึงเกือบๆ SGD $14,000

ช่วงเรียน Diploma ก่อนขึ้น ป.ตรี

มีความกึ่งๆ มัธยม + มหาวิทยาลัย

เหมือนมัธยมตรงที่เรียนกับเพื่อนกลุ่มเดิมไปจนจบ และเหมือนมหาวิทยาลัยคือเราต้องลงทะเบียนเรียนเองในเว็บ ซึ่งวิชาของบัญชีจะค่อนข้างตายตัวค่ะ แต่จะมี slot ว่างนิดหน่อยให้ลงเรียนวิชาอื่นๆ ได้ เช่น วิชาเกี่ยวกับการลงทุน, วัฒนธรรม, ช่วยเหลือสังคม (CSR) เป็นต้น

การเรียนช่วง Diploma จะสอนโดยอาจารย์สิงคโปร์ที่ SIM ทั้งหมด และเพื่อนร่วมคลาสเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ

วิชาเรียนช่วง Diploma ล่าสุดบนเว็บ

(อัปเดต มิ.ย.2024)

  • Auditing and Assurance
  • Business Accounting
  • Business Management and Communications
  • Business Mathematics
  • Business Statistics
  • Business Law
  • Company Law and Secretarial Practice
  • Cost and Management Accounting
  • Economics for Managers
  • Financial Accounting and Reporting
  • Information Systems for Business
  • Managing Human Resources
  • Managing Business Finance
  • Principles of Marketing
  • Taxation

รีวิว ป.ตรี Accounting ฉบับ SIM-RMIT

1. เหมือนไปเรียนที่ออสเตรเลีย

  • ทุกอย่าง Sync กันหมดเราจะได้เรียนกับอาจารย์สิงคโปร์ของ SIM ที่ผ่านการเทรนจาก RMIT และจะมีบางวิชาที่อาจารย์จาก RMIT บินตรงจากออสฯ มาสอนทุกเดือนด้วย หรือถ้ามีบทเรียนหรือการบ้านที่รู้สึกไม่เคลียร์ เราเข้าเว็บมหาวิทยาลัย SIM ล็อกอินด้วยรหัสนักศึกษา แล้วฝากคำถามถึงอาจารย์ออสฯ วิชานั้นๆ ได้
  • หนังสือเรียนเล่มเดียวกัน วันสอบตรงกัน การบ้านเหมือนกัน (อาจารย์ที่ออสฯ ให้เกรด) และมีสิทธิ์เข้าถึง Resources ของ RMIT เช่น ฐานข้อมูลวิจัย เปเปอร์ หรือ VDO ที่อาจารย์ประจำวิชาอัดไว้ให้นักเรียนโหลดได้ช่วงใกล้สอบ
  • ในช่วงเทอมสุดท้าย สามารถเดินทางไปเรียนและรับปริญญาที่ RMIT ได้ด้วยนะคะ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องออกเองค่า

2. ต้องสตรองและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

  • เนื้อหาเรียนยากขึ้น หนักขึ้น การบ้านก็ยากและต้องคิดหลายชั้น
  • ช่วง ป.ตรี เราจะต้องจัดสรรเรื่องวิชาเรียนเอง สมมติมีงานกลุ่มก็เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้เราได้ขยายวงสังคมให้กว้างมากขึ้น
  • คะแนนส่วนใหญ่มาจากการสอบ ตอนเรียนที่สิงคโปร์คือเก็บทุกเม็ด ไม่ว่าจะสอบเล็ก สอบใหญ่ บางวิชาคะแนนโปรเจ็กต์แค่ 30% แล้วช่วงสอบนี่แหละคือช่วงที่รู้สึกตัวเองขยันที่สุดในชีวิต
  • สภาพแวดล้อมพาไปในทางที่ดี เพื่อนๆ ขยันและแอคทีฟมากกก ยกมือถามในคลาสบ่อย เรายังจำภาพที่เลิกคลาสปุ๊บ เพื่อนรีบต่อคิวกันถามอาจารย์ได้เลยค่ะ

3. เขียนเน้นๆ & พรีเซนต์บ่อย

มีเขียนทุกวิชาเรากับเพื่อนต่างชาติมักจะเจอปัญหาตอนเขียน Essay ความยาวประมาณ 300~600 คำ ใช้ภาษาเชิงวิชาการที่เคร่งทั้งคำศัพท์และไวยากรณ์ เขาจะมีเครื่องมือตรวจจับการคัดลอก (ถ้าเกิน % ที่กำหนดจะถูก reject) บางครั้งมี Pop-up Quiz กำหนดหัวข้อให้เราเขียนอธิบายกันสดๆ ณ ตอนนั้นด้วย

Note:ปัจจุบัน Student Learning Centre ของ SIM พร้อมให้การสนับสนุนนักศึกษาเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการเขียนวิชาการ (Academic Writing) ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอป การจัดเตรียมแหล่งข้อมูล พร้อมบริการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนทุกคน (รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.sim.edu.sg/degrees-diplomas/life-at-sim/learning-support)

นอกจากทักษะการเขียนแล้ว การเรียนมีพรีเซนต์งานบ่อยมากค่ะ ยิ่งเรื่องเรียนจำเป็นต้องฝึกทักษะการพูดเอาไว้นะ โดยเฉพาะคนเอเชียโซนๆ เราหลายคนจะมีปัญหาเดียวกันคือ การเปิดประเด็นพูดหรือถามในคลาสค่ะ แนะนำให้เตรียมทักษะการพูดเชิงวิชาการและนำเสนอในที่สาธารณะ (Public Speaking) เอาไว้เลย เพราะในชั้นเรียนเพื่อนๆ จะยกมือถามกันตลอด

. . . . . . . . .

ว่าด้วยเรื่องการหางานหลังจบ

เราว่าสิงคโปร์ตอบโจทย์การมาเรียนต่อบัญชี ตรงที่เป็นจุดศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในอาเซียน ถ้ามีวุฒิจบจากมหาวิทยาลัยที่สิงคโปร์ก็จะถือเป็นแต้มต่อ เข้าถึงคอนเน็กชันได้มากกว่า นายจ้างเขาก็จะ assume ได้ว่าเราผ่านการปรับตัวกับสังคมและสภาพแวดล้อมมาแล้วประมาณนึง

  • ถ้าเป็นเรื่องการหางาน ทุกเทอมจะมีจัดงาน Career Connect Job Fair ซึ่งเป็นอิเวนต์เชิญบริษัททั่วสิงคโปร์ที่ยินดีรับนักเรียนจาก หรือเป็น Alumni มาเปิดบูทที่มหาวิทยาลัย แล้วข้อดีคือเป็นการเตรียมนักเรียนให้พร้อมว่าจะเจออะไรบ้างในโลกการทำงาน ในระดับที่จำลองให้เห็นภาพเลยค่ะ เช่น กำหนด Dress code ให้เราแต่งกายแบบ Formal และเตรียม CV/Resume ในการยื่นสมัคร -> การสัมภาษณ์งาน // ยื่นพรีเซนต์ให้ตัวแทนบริษัทในงานฟัง แล้วมีโอกาสที่เราจะได้ตอบรับเข้าทำงานจริงๆ ด้วยค่ะ
    *นอกจากนี้ออฟฟิศ Career Connect ยังคอยซัปพอร์ตนักศึกษาในการเรื่องเตรียมพร้อมสมัครงานด้วย เช่น เวิร์กชอปการเขียน Resume และเซสชันการเตรียมสัมภาษณ์งาน https://www.sim.edu.sg/degrees-diplomas/life-at-sim/career-services

  • มีคลาสอบรมหัวข้อที่เกี่ยวกับการหางาน เราสามารถใช้ Account นักศึกษาของ SIM เข้าเว็บไปเช็กว่าวันไหนมีเปิดเทรนหัวข้ออะไรบ้าง (ปกติจะอยู่ประมาณ 4-5 PM) หัวข้อจะสลับหมุนเวียนเรื่อยๆ เช่น การเขียน CV, การสัมภาษณ์งาน หรือการทำ Presentation สำหรับสมัครงานผู้ตรวจสอบบัญชี เป็นต้น

  • แต่ละปี SIM-RMIT จะมีจัดงานรวมตัวศิษย์เก่า (Alumni) ที่จบแล้วได้ไปทำงานในออฟฟิศที่สิงคโปร์ ให้ได้มาพบปะกันที่ห้อง Ballroom ซึ่งจะมี Snack ให้ทานเล่น ตั้งวงคุยกัน พูดคุยพรีเซนต์เกี่ยวกับการทำงานหลังเรียนจบ มันจะมีความเฉพาะกลุ่ม เราสามารถเข้าไป join ได้

  • เรื่องปกติของคนสิงคโปร์เลย ที่จะตื่นตัวกับการหางาน ให้เขาตอบรับก่อนเรียนจบ แล้วเราค่อยตามส่งเอกสาร ใบจบ กับเกรดในตอนหลัง ส่วนเราที่ถือวีซ่านักเรียนต่างชาติ จะมีเวลาจำกัดในการหางานหลังที่สิงคโปร์หลังเรียนจบค่ะ รู้สึกกดดันเหมือนกันนะ แต่เราตื่นตัวกับการหางานมากๆ หาตั้งแต่ปี 3 ก่อนเปิดเทอมสุดท้าย บอกกับที่ทำงานให้ชัดเจนว่าเราคาดว่าจะจบในปีไหน เขาก็จะขอดูผลการเรียนแล้วประเมินว่าเราสามารถจบได้ตามที่บอกจริงๆ

  • บริษัท Tech ที่สิงคโปร์เยอะมาก และงานกลุ่ม Sales หรือ Consultant เป็นที่ต้องการสูง *ถ้าใครมีสกิลภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น จีน เวียดนาม หรือแม้แต่ภาษาไทย ก็จะเป็นแต้มต่อเวลาสมัครงานที่เกี่ยวกับโซน Asia–Pacific (APAC)

. . . . . . . . .

ปัจจุบันทำงานที่บริษัทข้ามชาติในสิงคโปร์

งานแรกหลังเรียนจบคือฝ่ายขาย (Sales) ยังไม่เกี่ยวกับสายบัญชีมาก แต่งานต่อมาเราทำที่บริษัท Finance สัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เราได้งานนี้เพราะมี background จบสายบัญชีมาก่อน // สวัสดิการดีเหมือนบริษัทแม่ที่อเมริกา ครอบคลุมทั้งตัวเองและครอบครัวด้วย

ส่วนเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่เจอ ค่อนข้างเข้มงวดและซีเรียสตามหัวหน้างานที่เป็นคนสิงคโปร์เลยค่ะ ถึงเวลาทำงานคือทำจริง Productive สุดๆ เพราะวัฒนธรรมเขาค่อนข้างเป๊ะ ถ้าให้ดีเราควรทำงานให้เสร็จและส่งก่อนกำหนด เพราะบริษัทก็จะไม่อยากให้พนักงานทำงานล่วงเวลาค่ะ

. . . . . . . . .

#รีวิวสิงคโปร์

  • เทคโนโลยีทันสมัยมากตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อนที่เราเรียนจบแล้ว ส่วนใหญ่เรานั่งบัสกับรถไฟใต้ดิน ที่นั่นจะเน้นให้คนเดินทางไปด้วยกันเพื่อลดการสร้างมลพิษ เขาเลยพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวกและทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย ด้วยความที่เป็นประเทศเล็ก เราสามารถเดินทางได้รอบประเทศเลยค่ะ

  • ธรรมชาติฮีลใจ อากาศบริสุทธิ์ไม่มีฝุ่น PM 2.5 แล้วถึงจะเป็นประเทศที่ร้อนแต่ไม่ได้ถึงขั้นเผาไหม้ เพราะโฟกัสเรื่อง Green City มากๆ เค้าส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ เน้นการรีไซเคิล งดใช้ถุงพลาสติกแบบจริงจัง เดินทางไปไหนไปด้วยกัน (ส่วนใหญ่นั่งบัสกับรถไฟใต้ดิน)

  • อยากให้เตรียมรับมือกับความเหงา ดูหนังกินข้าวคนเดียวคือเรื่องปกติ ส่วนตัวคนที่อยู่สิงคโปร์มักจะสบายใจกับพื้นที่ส่วนตัวและมีเส้นแบ่งชัดมาก แต่ถึงอย่างนั้นเราก็มีโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ จากทั่วโลกที่มาเรียน

  • เรื่องค่าใช้จ่ายเรารู้สึกค่าเรียนพอๆ กับอินเตอร์ในไทย และได้สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นนานาชาติทั้งในและนอกคลาส เพียงแต่ค่าครองชีพอย่างที่พัก อาหาร ฯลฯ จะสูงกว่าไทย (ตอนนี้เราทำงานที่สิงคโปร์ ค่าห้องพัก S$2,000 ต่อเดือน ค่าอาหารประมาณ S$500-1,000 เหรียญต่อเดือน) อีกอย่างถ้าหากเปรียบเทียบกับการไปเรียนที่แคมปัสประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศโซนตะวันตก การเรียนที่สิงคโปร์จะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...