โปงลาง 'ร่วมสมัย' มัธยมสาธิต มศว. ประสานมิตร โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
วงโปงลางโรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) แสดงบรรเลงแบบ “ร่วมสมัย” ในรายการคุณพระช่วย (ทางทีวี workpoint) วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ตอนสายๆ 10.00 น.
ฟังและดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วปลอดโปร่งโล่งใจไม่ต้อง “ลุ้น” เอาใจช่วย เพราะเสียงดนตรีชัดเจนเฉียบขาด ได้จังหวะฉะฉานหนักแน่นเหมือน “อาชีพ” ทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีโลกที่ “อร่อย” และร่มเย็นทั้ง 2 เพลงที่บรรเลง
นกไซบินข้ามทุ่ง เป็นเพลงเร็วได้จากลายโปงลางอีสาน ส่วน พูดไปก็ไลฟ์บอย เป็นเพลงป๊อปของวงเกิร์ลกรุ๊ป (ตามคำบอกเล่าของครูควบคุมวง)
เพลินตาเพลินใจและเพลินหู เมื่อเห็นและได้ยินเสียงโหวดเพียงแว่วๆ จากนักเรียนหญิง 3 คน ซึ่งเป็นเสน่ห์เพิ่มสีสันบันเทิงอย่างยิ่ง
เครื่องดนตรีที่ประสมวงเป็นแบบโปงลางพบในอีสานทั่วไป แต่เพิ่มกีตาร์เข้ามาช่วยให้เป็นร่วมสมัยมากขึ้นอย่างไม่เคอะเขินเมื่อร่วมกับพิณอีสาน เพราะเป็นเครื่องมือประเภทเดียวกัน
เครื่องดนตรีของทุกภาคในไทย ไม่ว่าเหนือ, อีสาน, ใต้ มีส่วนเป็นรากเหง้าร่วมกันกับเครื่องดนตรีไทยภาคกลางซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ถ้าเครื่องดนตรีภาคกลางเรียกดนตรีไทย เครื่องดนตรีของทุกภาคก็เป็นดนตรีไทยเท่าเทียมกัน
แต่เหตุไฉนเรียกโปงลางเป็นดนตรีพื้นบ้าน หรือดนตรีพื้นเมือง หมายถึง “ไม่ไทย” ซึ่งเท่ากับกีดกันการเป็นดนตรีไทยของโปงลาง
โปงลางมาจากไหน? มีคำอธิบายหลายสำนวน
แต่น่าเชื่อว่าต้นตอโปงลางจากกระบอกไม้ไผ่หลายพันปีมาแล้ว มีหลักฐานเก่าสุดเป็นภาพถ่ายจากหนังสือของจีน และยังพบประเพณีในเวียดนาม
ต่อมาพัฒนากระบอกไม้ไผ่เป็นไม้จริง พบความต่อเนื่องในคำอธิบายในสารานุ กรมฯ ภาคอีสาน (ของธนาคารไทยพาณิชย์ พ.ศ. 2542 หน้า 2728) จะคัดเฉพาะสาระสำคัญดังนี้
โปงลาง เป็นชื่อเรียกเครื่องดนตรีประเภทระนาด ที่ทําลูกระนาดด้วยท่อนไม้ซึ่งมีความกังวานภายในเนื้อไม้เอง โดยไม่ต้องมีกล่องขยายเสียงมารองรับใต้ผืนระนาด
ชื่อโปงลาง ตั้งขึ้นใหม่โดยนักดนตรีชาวกาฬสินธุ์ตามสําเนียงเสียงของระนาดชนิดนี้ที่ละม้ายคล้ายคลึงเสียงของ “โปงลาง” ซึ่งเป็นกระดึงเหล็กโบราณใช้ผูกวัวต่างบรรทุกสินค้า
โปงลางมีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ ระนาดขอลอ (หรือกะลอ หรือเกราะ), หมากเตอะเติ่น, หมากกลิ้งกล่อม, และหมากโปงฮาง เป็นต้น
โปงลางเกิดเสียงได้เพราะใช้วัสดุตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปกระทบหรือเคาะตีกัน โปงลางเป็นเครื่องเคาะตีทั้งทํานองและจังหวะ จัดอยู่ในกลุ่มระนาดท่อนไม้
ชาวอีสานพัฒนาระนาดท่อนไม้หรือโปงลางนี้ขึ้นมาจาก “ขอลอ” หรือ “กะลอ”
ขอลอหรือกะลอเป็นท่อนไม้ท่อนเดียว ผูกหรือร้อยเชือกเข้าที่หัวท้ายของท่อน โยงแขวนไว้ ใช้ตีบอกสัญญาณด้วยค้อนไม้อีกท่อนหนึ่ง ผู้ที่ใช้ขอลอหรือกะลอตีบอกสัญญาณคือ ผู้ใหญ่บ้าน และชาวไร่ชาวนา
ผู้ใหญ่บ้านผูกขอลอไว้กับชื่อของชายคาบ้าน ใช้ตีบอกสัญญาณเรียกลูกบ้านมาประชุม หรือตีรัวแจ้งเหตุร้ายต่างๆ
ส่วนชาวไร่ชาวนาผูกขอลอไว้กับขื่อคานของกระท่อมกลางนา ใช้ตีขับไล่ฝูงสัตว์ป่าที่ลงมาเหยียบย่ำหรือเก็บกินพืชผลในไร่นา
ภายหลังมามีผู้คิดประดิษฐ์เอาขอลอต่างขนาดหลายท่อนมาผูกรวมเป็นผืนเดียวกัน สามารถเคาะตีทําทํานองเพลงได้ แต่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงได้ว่าใครเป็นผู้ต้นคิดและประดิษฐ์เครื่องแรกขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2511 จึงมีผู้เอาระนาดขอลอประสมวงกับซุงและแคน นำออกบรรเลงเผยแพร่ขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกชื่อวงว่า “วงโปงลางกาฬสินธุ์” ผู้ก่อตั้งวงคือนายประชุม อินทรตูล มีนายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นหมอเคาะขอลอ ซึ่งตั้งชื่อเรียกเสียใหม่ว่า “โปงลาง” และเนื่องด้วยวงดนตรีชนิดนี้เป็นที่นิยมของมวลชน จึงได้รับการเผยแพร่ไปทั่วทั้งประเทศไทยและในอีกหลายประเทศอย่างรวดเร็ว
นายประชุม อินทรตูล ผู้ก่อตั้งวงโปงลางกาฬสินธุ์ และนายเปลื้อง ฉายรัศมี หมอโปงลางคนสําคัญ [ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) จากสํานักงาน
คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2529] เล่าว่าท้าวพรหมโคตร ซึ่งเคยอยู่ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาก่อน เป็นผู้นําระนาดขอลอลงมาเผยแพร่ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคนแรก
ท้าวพรหมโคตรสอนการเคาะตีระนาดขอลอที่มีลูกระนาด 5 ลูกให้แก่นายปาน ชาวบ้านกลางเหมือน อําเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายหลังนายปานได้เพิ่มลูกระนาด ขอลอเป็น 9 ลูก เมื่อนายปานเสียชีวิต นายขานน้องชายนายปานได้สืบทอดการเคาะตีระนาดขอลอเป็นคนต่อมา และนายขานนี้เองเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาเคาะตีและทําระนาดขอลอ ให้แก่นายเปลื้อง ฉายรัศมี เมื่อปี พ.ศ. 2490
นอกจากนั้นโปงลางยังมีคำอธิบายในหนังสือ สารานุกรมดนตรีอีสาน ของ สนอง คลังพระศรี ที่รวบรวมเรื่องราวอย่างย่อๆ ถึงความเป็นมาพร้อมรูปถ่ายและคำอธิบาย ซึ่งอ่านง่าย หาง่าย สบายมาก