กองทัพจะปฏิบัติตาม นโยบายรัฐบาลที่มาจากประชาชน ‘ผบ.สส.’ ยืนยัน กองทัพอยู่ภายใต้การกำกับถ่วงดุล ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเปิดเผยว่าเอกสารที่ใช้ในการชี้แจงงบประมาณ 2568 ในส่วนของกระทรวงกลาโหมขอปีนี้นั้น มีมากกว่าปีที่แล้ว ยืนยันในหลักการทำงานของกองทัพว่ามีจุดมุ่งหมายสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนและสังคมโลกและจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลที่มาจากประชาชน
ซึ่งการที่ในวันนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเองในทุกเรื่องนั้น ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจถ่วงดุลควบคุมกองทัพได้
สำหรับการทำงานร่วมกันของกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ซึ่งถูกมองว่ามีการซื้ออาวุธซ้ำซ้อนกัน และต่างคนต่างทำนั้น พล.อ.ทรงวิทย์ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาในอนาคต โดยจะมีแนวทางในการจัดซื้ออาวุธแบบแพคเกจ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วน ยุทโธปกรณ์ หรือระบบดาต้าลิงก์
ซึ่งกองทัพไทยลงทุนด้านไซเบอร์มากกว่าเหล่าทัพอื่น เพราะต้องการที่จะเป็นฮับของเหล่าทัพ แต่ในแต่ละเหล่าทัพจำเป็นจะต้องมีระบบการป้องกันตัวเองด้วย ตนเองจึงมีหน้าที่ประสานงานของทุกหน่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับการดูแลกำลังพล และพลทหารทั้งร่างกายและจิตใจนั้น พล.อ.ทรงวิทย์กล่าวยอมรับว่า คนเราเติบโตขึ้นมาแล้วมีอาการป่วยทางจิตมากขึ้น กองทัพไทยมีสำนักงานการแพทย์เพื่อการดูแลด้านเวชกรรม และจิตวิทยาคลินิกแล้ว แต่มีกำลังไม่เพียงพอต่อปัญหาที่มี
แต่เรามีการใช้กำลังพลของเราลงไปเป็นที่ปรึกษาด่านแรก โดยในแต่ละปี มีการกลั่นกรองคนเข้ามาปีละ 17,000 คน และพบผู้ป่วยสีแดง 240 คน ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่พบได้ในทุกองค์กร
สำหรับปัญหาภัยคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะการค้าการลงทุน และการดูแลชีวิตของคนไทยในต่างแดนนั้น ปัจจุบันในตะวันออกกลาง ยังเหลือตัวประกันชาวไทยอีก 6 ราย ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการเจรจารอบใหม่ในประเทศที่ 3 ซึ่งตนเองก็ทำงานร่วมกับ รมว. ต่างประเทศอยู่เสมอเพื่อทำงานคู่ขนานกันไป
และสำหรับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถือเป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีแรงงานไทยเข้าไปทำงานในภูมิภาคนี้ เช่นเกาหลีใต้ และไต้หวันกว่า 3 แสนคน ซึ่งกองทัพได้จับตาสถานการณ์ความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
ส่วนทะเลฝั่งตะวันออกของไทย ก็มีความน่าเป็นห่วง เพราะหากมีสถานการณ์จะสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยหนักมาก เพราะการเดินเรือจะชะงักหมดรวมถึงช่องแคบที่อยู่ด้านล่างสร้างผลกระทบทั้งด้านพลังงาน และการค้าขาย
รอบบ้านของเราเองก็ไม่มีความสงบ และจะมีผลกระทบแน่นอน ซึ่งกระทรวงต่างประเทศได้ให้โจทย์เรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้มากที่สุด โดยชาติตะวันตกต้องยอมรับเงื่อนไขตรงนี้ด้วย เพราะจะมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3 ล้านคน และในกลุ่มคนเหล่านี้ มีอยู่ใกล้แนวชายแดนไทยกว่า 5 แสนคน
กองทัพไทยจึงต้องเป็นศูนย์กลางของทุกเหล่าทัพในการบูรณาการ อีกทั้งไทยยังพยายามผลักดัน 5 ข้อตกลงอาเซียน เพื่อเป็นการปูทางไปสู่สันติภาพ แต่ในระหว่างนี้ก็เกิดปัญหาตามแนวชายแดน เช่นปัญหายาเสพติด ซึ่งในเวลานี้ราคายาบ้าลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากกำลังผลิตยาบ้าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ถึงแม้ว่าจะจับยาบ้าได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าก็ตาม
การเฝ้าระวังทำได้เพียงแค่ระดับหนึ่ง อีกทั้งพื้นที่สีเทามีขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ลดลง จึงต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งต่อไทย และทั่วโลก