เจาะขุมกำลัง 4 แบรนด์ในพอร์ตของ “ออนิกซ์” เชนโรงแรมไทยที่ขอปักธงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รู้จักบริษัทเชนโรงแรมไทย “ออนิกซ์” บริษัทที่ตั้งเป้าจะเป็น “ฮอสพิทาลิตี้” ขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยพอร์ตโฟลิโอ 4 แบรนด์หลัก “อมารี” “โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์” “ชามา” และ “โอโซ่” วางแผนเปิดโรงแรมให้ครบ 70 แห่งภายในปี 2571
ย้อนประวัติ "เครืออิตัลไทย" เริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจโรงแรมครั้งแรกในปี 2508 จากการเข้าซื้อโรงแรม “นิภาลอร์ด” ที่พัทยา ก่อนที่ธุรกิจจะค่อยๆ เติบโตจนมีการเปิดตัวโรงแรม“อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ” ในปี 2526 เป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่จะเป็นเชนโรงแรมในอนาคต
กลุ่มอมารีมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” (ONYX) เมื่อปี 2553 เพื่อจะขยายตัวในตลาดฮอสพิทาลิตี้แบบเต็มสูบ มีการเข้าซื้อแบรนด์ในต่างประเทศและการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเพิ่ม เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเป็น “The Best Medium-size Hospitality in South East Asia” หรือบริษัทขนาดกลางด้านธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
[caption id="attachment_1475394" align="alignnone" width="1000"]
พอร์ตโฟลิโอแบรนด์ในเครือออนิกซ์[/caption]
ปัจจุบันออนิกซ์มีทั้งหมด 4 แบรนด์หลัก รวมโรงแรมในเครือที่เปิดบริการแล้วและที่จะเปิดภายในปี 2567 ทั้งหมด 40 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย จีนและฮ่องกง ลาว มัลดีฟส์ และศรีลังกา พร้อมวางเป้าหมายจะขยายจำนวนโรงแรมเพิ่มเป็น 70 แห่ง ภายในปี 2571 และอาจจะมีการเปิดตลาดใหม่เพิ่มอีกได้ในอนาคต
4 แบรนด์ของ “ออนิกซ์” มีการกระจายเซ็กเมนต์และเป้าหมายลูกค้าไว้ ดังนี้
อมารี (Amari)
[caption id="attachment_1475386" align="alignnone" width="1000"]
อมารี กรุงเทพฯ[/caption]
อมารีเป็นแบรนด์โรงแรมเก่าแก่ที่สุดในพอร์ต และน่าจะเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักคุ้นชื่อมากที่สุดจากสาขาที่มีชื่อเสียงอย่าง “อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ” หรือ “อมารี กรุงเทพฯ” (*ชื่อเดิม: อมารี วอเตอร์เกต) ปัจจุบันแบรนด์อมารีมีสัดส่วนจำนวนห้องพักคิดเป็น 49% ของพอร์ตบริษัท
“ยุทธชัย จรณะจิตต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้แบรนด์อมารีค่อนข้างจะสับสนว่าแบรนด์จะมีจุดยืนความโดดเด่นอย่างไร
แต่ล่าสุดบริษัทมีการรีแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนว่าอมารีจะเป็น “MICE High-end Hotel” ความหมายคือเป็นโรงแรมระดับบนที่รองรับการประชุมสัมมนาและอีเวนต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นอมารีที่อยู่ในเมือง (urban) หรืออมารีในทำเลพักผ่อน (resort) ก็จะมีห้องประชุมไว้รองรับการสัมมนา
นอกจากนี้บริษัทยังอดงบเพื่อทำการตลาดแบรนด์ให้มีชีวิตชีวามากขึ้นในปีนี้ “เราทำงานหนักมากเพื่อให้แบรนด์อมารียังดูทันสมัย เป็นแบรนด์เก่าแก่ก็จริงแต่ต้องไม่เก่าเก็บ” ยุทธชัยกล่าว
ชามา (Shama)
[caption id="attachment_1474092" align="alignnone" width="1000"]
ชามา เลควิว อโศก เซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ในเครือออนิกซ์[/caption]
ชามาเป็นแบรนด์เซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ที่ออนิกซ์ซื้อกิจการเข้ามาในปี 2553 หลังจากนั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในบริษัท ปัจจุบันชามามีสัดส่วนจำนวนห้องพักคิดเป็น 32% ของพอร์ตบริษัท
ยุทธชัยกล่าวว่า ลักษณะธุรกิจชามาจะเป็นแบบ ‘Room Only’ เพราะเน้นการเช่าพักระยะยาว หากบางสาขามีร้านอาหารจะใช้การจัดจ้างจากภายนอก (Outsource) มาบริการ ซึ่งทำให้ชามาเป็นธุรกิจที่ได้กำไรสูง เสนอแผนรับบริหารให้กับลูกค้าได้ง่าย เพราะสามารถ plug-in สวมแบรนด์เข้าไปในอะพาร์ตเมนต์เดิมของลูกค้าและเปลี่ยนเป็นเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ได้ไม่ยาก
โอโซ่ (OZO)
[caption id="attachment_1474091" align="alignnone" width="1000"]
โรงแรมโอโซ่ พัทยาเหนือ[/caption]
เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเพื่อมาตอบโจทย์เป็นโรงแรมระดับกลางบน ปัจจุบันโอโซ่มีสัดส่วนจำนวนห้องพักคิดเป็น 17% ของพอร์ตบริษัท
สโลแกนของโอโซ่คือ “Unpack Good Vibes” เพราะต้องการให้เป็นโรงแรมบรรยากาศสดใส สนุกสนาน เข้าถึงง่าย ภายในมีกิจกรรมให้ทำ ไม่น่าเบื่อ และมาในราคาคุ้มค่า ปัจจุบันมีโรงแรมที่เป็นเรือธงคือ “โอโซ่ นอร์ธ พัทยา” โรงแรมขนาด 400 ห้อง
“ความฝันของเราคืออยากปั้นให้โอโซ่เป็นแบรนด์ที่คนไทยชอบและภูมิใจ เมื่อขยายไปในต่างประเทศก็อยากจะตามไปพัก” ยุทธชัยกล่าว
โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence)
[caption id="attachment_1475389" align="alignnone" width="1000"]
โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ[/caption]
ปัจจุบันแบรนด์นี้มีเพียงแห่งเดียวคือ “โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ” บนถนนวิทยุ คอนเซ็ปต์ของแบรนด์คือเป็นโรงแรมลักชัวรี เรียบหรู มีจำนวนห้องพักไม่มาก
ยุทธชัยมองว่าแบรนด์นี้ยังสามารถเติบโตได้ในทำเลอื่น โดยบริษัทจะลงทุนเองเพื่อขยายในจังหวัดภูเก็ต (หาดป่าตอง) และพัทยา คาดว่าจะสรุปการลงทุนได้ในปี 2568
ยึดหัวหาดใน “มาเลเซีย”
ลักษณะธุรกิจของออนิกซ์มีทั้งการลงทุนเองและการรับจ้างบริหาร โดยแบ่งพอร์ตโฟลิโอตามประเทศที่มีการขยายธุรกิจ ดังนี้
53% ไทย
19% มาเลเซีย
10% จีน
8% ฮ่องกง
5% สปป.ลาว
5% อื่นๆ ได้แก่ มัลดีฟส์ ศรีลังกา
เห็นได้ว่าตลาดต่างประเทศหลักของออนิกซ์ก็คือ “มาเลเซีย” ซึ่งยุทธชัยมองว่าออนิกซ์คือเชนโรงแรมจากประเทศไทยแห่งแรกๆ ที่เน้นเจาะตลาดนี้ โดยบริษัทสามารถสร้างการเติบโตในมาเลย์ได้ถึง 250% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงแรมที่เปิดตัวแล้วและที่กำลังจะเปิดปีนี้รวม 7 แห่ง เช่น “อมารี กัวลาลัมเปอร์” “โอโซ่ เมดินี” “ชามา ซัวซานา ยะโฮร์ บาห์รู”
[caption id="attachment_1475398" align="alignnone" width="1000"]
อมารี กัวลาลัมเปอร์[/caption]
ส่วนตลาดใหม่ๆ ที่มีความเป็นไปได้คือ “ญี่ปุ่น” โดยยุทธชัยระบุว่าอยู่ระหว่างพูดคุยเจรจากับเจ้าของโครงการ รวมถึงมีแนวคิดว่าบริษัทอาจสนใจร่วมลงทุน (Joint Venture: JV) ในกิจการที่ญี่ปุ่น
ทั้งนี้ การหาตลาดใหม่ของออนิกซ์ จะเน้นเฉพาะในเขตเอเชียแปซิฟิกและเน้นตลาดที่ไม่ไกลเกินไปนักโดยวัดจากการบินพิสัยกลางระยะไม่เกิน 5 ชั่วโมง เพราะไม่ต้องการออกนอกพื้นที่แข่งขันที่ถนัด
“จุดเด่นของเครือเราซึ่งเป็นบริษัทขนาดกลางคือการดูแลทุกสัญญาอย่างละเอียด มองแต่ละสัญญาว่าเรามาช่วยให้เจ้าของโครงการ ‘ทำกำไร’ไม่ใช่ทำสัญญาเพื่อเราจะเก็บค่าธรรมเนียมในการบริหารอย่างเดียวแล้วจบ” ยุทธชัยกล่าว