“สว.วีระพันธ์“ ชำแหละ “เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” เผย “กาสิโน” ไม่ได้ทำให้จีดีพีขึ้น
“สว.วีระพันธ์“ ชำแหละ “เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” พบพิรุธ รัฐบาลยังไม่รู้ที่ตั้งแต่เอกชนรู้ถึงจำนวนผู้เล่น เผย “กาสิโน” ไม่ได้ทำให้จีดีพีขึ้น รัฐกำลังเข้าเล่นธุรกิจขาลงอาจได้ไม่คุ้มเสีย
วันที่ 26 มิ.ย.68 ที่รัฐสภา นายวีระพันธ์ สุวรรณามัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ว่า พบข้อสังเกตที่น่ากังวล ซึ่งอาจอันตรายหากรัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจากการเชิญบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิอาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี ผอ.ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐหลายๆส่วน และนักลงทุนที่คาดว่าจะเข้ามาลงทุน ซึ่งมีสิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของการผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญเพราะได้ความเห็นจากนักกฎหมายอาวุโสว่ากฎหมายฉบับนี้ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา3 วรรค2 ที่ว่าว่าด้วย รัฐสภาคณะรัฐมนตรีศาล และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม รวมถึงรัฐต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยต้องรับฟังความเห็นให้ทั้งหมด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการทำประชาพิจารณ์ไปครั้งหนึ่งซึ่งกว่า 80% นั้นเห็นเป็นตัวเลขที่ไม่จริง
นายวีระพันธ์ ยังกล่าวอีกว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้มีโอกาสที่จะทุจริตเชิงนโยบาย โดยรัฐต้องการเปิดคาสิโนแต่ใช้คำว่าเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์แทน ซึ่งในกรรมาธิการนั้นมีการเสนอไปหลายครั้งว่าให้ใช้คำว่าคาสิโนให้ชัดเจน วันที่นายกรัฐมนตรีได้มาประกาศนโยบายในที่ประชุมรัฐสภาก็ไม่มีคำว่ากาสิโนในนโยบายมีแต่คำว่าเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ซึ่งคำว่ากาสิโนมาเกิดขึ้นภายหลังและสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อาจจะผิดยุทธศาสตร์ชาติเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจมีคณะบุคคลร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ว่าอาจจะผิดรัฐธรรมนูญซึ่งในแง่ของกฎหมายเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก
นายวีระพันธ์ ยังกล่าวถึงด้านเศรษฐกิจว่า การที่เรามีคาสิโนจะไม่ได้ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพราะเราเสียเงินจากคนเล่นไปให้เจ้าของบ่อนไม่ได้ไปเพิ่มตัวเลขจีดีพีแต่อย่างใด ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้เพิ่มจีดีพีให้แต่อย่างใด เพราะธุรกิจการพนันนั้นเป็นธุรกิจขาลงแต่ประเทศไทยจะเป็นเสมือนการไปเล่นกับธุรกิจขาลงซึ่งอาจได้ไม่คุ้มเสีย โดยรายได้จะตกไปอยู่ที่นายทุนไม่ได้ตกอยู่รัฐเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนและมีแนวโน้มว่าเงินจะรั่วไหล ส่วนการตั้งธุรกิจคาสิโนให้ถูกกฎหมายนั้นจะแก้ไขปัญหาใต้ดินนั้น ตนยืนยันกับผู้ที่มาเข้าร่วมหลายครั้งว่าเป็นไปไม่ได้
ทั้งนี้ยังคบข้อพิรุธของกระบวนการในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ดูเร่งรีบผิดปกติครั้งที่เราเจอสถานการณ์แผ่นดินไหวตึกถล่มนั้นมีคนเสียชีวิตแต่รัฐก็พยายามผลักดันเรื่องนี้เข้ามาในสภา ทั้งนี้ยังได้กระแสข่าวที่ว่า รัฐอาจจะถอยเรื่องนี้แต่ยังไม่ได้ถอนออกจากสภา โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ออกแบบให้คณะกรรมการมีอำนาจล้นฟ้า รวมถึงการยกเว้นกฎหมายสำคัญบางอย่าง เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง กฎหมายการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นกลไกหลักในการตรวจสอบคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนโยบายนี้ยังมีการศึกษาผลกระทบทั้งที่มีข่าวว่ารัฐบาลกำหนดพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยหลังจากที่เชิญรัฐมนตรีช่วยมานั้นได้ระบุว่ายังไม่ได้ระบุตำแหน่งในสถานที่ที่จะสร้าง แต่พอเชิญเอกชนที่มีแนวโน้มจะลงทุนมานั้นกลับพบว่ามีตำแหน่งสถานที่และที่รัฐจัดเก็บภาษีแล้ว ซึ่งพบว่าเป็นพิรุธเนื่องจากมีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีการเก็บภาษีที่ 17% ซึ่งเป็นกระแสข่าวจากเอกชนไม่ใช่จากรัฐ
หากจะเก็บภาษีที่ 17% จริงถือว่าน้อยมากเพราะว่าประเทศที่เจริญแล้วเก็บสูงถึง 35- 40% ซึ่ง 17% เป็นตัวเลขเชิญชวนที่จะให้บริษัทลงทุนเข้ามาลงทุนให้ซึ่งหากเป็นตัวเลขนั้นจริงถือว่ารัฐเก็บรายได้น้อยมากจะทำให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์หรือกัมพูชา ส่วนกลุ่มลูกค้านั้นพบข้อพิรุธคือตามที่กฎหมายระบุผู้เล่นต้องมีเงินในบัญชีขั้นต่ำ 50 ล้านบาทซึ่งทั้งประเทศไทยมีคนที่ผิดเลขในบัญชีเกิน 50 ล้านบาทเพียงแค่หลักหมื่นคนเท่านั้น แต่ตัวเลขของเอกชนนั้นมีการคำนวนเอาไว้ว่าจะมีผู้เล่นทั้งหมดเท่าไหร่รวมถึงเป็นคนไทยทั้งหมดเท่าไหร่
นายวีระพันธ์ ยังกล่าวอีกว่ารัฐบาลข้ามขั้นตอนโดยจัดทำร่างพระราชบัญญัติที่ต้องเป็นไปรัฐธรรมนูญที่บัญญัติแต่จริงๆนั้นควรเป็นตามลำดับ คือรับฟังความคิดเห็น สร้างความเข้าใจกับประชาชนและให้ทราบถึงความจำเป็นในการจัดตั้ง ข้อต่อมากำหนดพื้นที่เพื่อให้ได้รับผลดีในการประกอบธุรกิจสถาบันบันเทิงครบวงจรที่มีคาสิโนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเมื่อทำที่กล่าวมาแล้วก่อนนั้นถึงจะเริ่มทำร่างพระราชบัญญัติ