“เจ้าสัวธนินท์” เตือน “สหรัฐ” เสี่ยงเสียบทบาทผู้นำโลก หากนานาชาติหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐ
"เจ้าสัวธนินท์" เตือนสหรัฐเสี่ยงเสียบทบาทผู้นำโลก หากนานาชาติหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐ เหตุนโยบายภาษีศุลกากร แนะญี่ปุ่นควรเร่งขยายบทบาทเศรษฐกิจในอาเซียน
วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.12 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เตือนว่าสหรัฐกำลังเสี่ยงสูญเสียบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจโลก หากประเทศต่าง ๆ หันหลังให้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากมาตรการภาษีในวงกว้างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในนโยบาย “America First”
ในการให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายธนินท์ ระบุว่า สงครามการค้ามีผลกระทบต่อธุรกิจของเครือซีพีน้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีนโยบายผลิตและขายในแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ โดยเครื่องจักรผลิตกว่า 80% ยังนำเข้าจากญี่ปุ่น
พร้อมวิพากษ์นโยบายของทรัมป์ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่รอบคอบและตัดสินใจเร็วโดยไม่ไตร่ตรองในการใช้ภาษีตอบโต้ ซึ่งทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐเคยเป็นผู้นำด้านการค้าเสรี
นายธนินท์ กล่าวเป็นภาษาจีนกลางว่า “ทรัมป์มีท่าทีที่ประมาทและใช้อำนาจภาษีอย่างหุนหันพลันแล่น …แต่มันเป็นชัยชนะระยะสั้น สำหรับทรัมป์เอง ในระยะยาวสหรัฐจะเป็นฝ่ายเสียหาย”
แม้สหรัฐจะมีหนี้สาธารณะสูงเกิน 30 ล้านล้านดอลลาร์ นายธนินท์ยังย้ำว่า สหรัฐควรยังคงเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐยังเป็นเครื่องมือการลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุด
“ถ้าทรัมป์ทำลายระบบเศรษฐกิจของโลก แล้วสหรัฐจะอยู่ได้อย่างไร? ใครจะยังลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ?” นายธนินท์ตั้งคำถาม พร้อมเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ประเทศต่าง ๆ อาจรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้และปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
คำกล่าวนี้มีขึ้นในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ อย่างจีนและญี่ปุ่น กำลังพยายามเจรจาลดความตึงเครียดทางการค้า โดยญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุด อาจใช้สถานะนี้เป็นไม้ตายในการต่อรองกับสหรัฐ
“ญี่ปุ่นสามารถบอกกับสหรัฐได้ว่า หากเศรษฐกิจของตนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ก็อาจจำเป็นต้องลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ”
แม้จะมีการคาดการณ์ของตลาด แต่รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่นเพิ่งยืนยันว่าประเทศยังไม่มีแผนใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาการค้า
สำหรับประเทศไทย ภายใต้นโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 36% แต่ธุรกิจของกลุ่ม CP ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะบริษัทหลักอย่าง Charoen Pokphand Foods (CPF) ที่มีรายได้กว่า 63% จากการขายในต่างประเทศ โดยมีเวียดนามและจีนเป็นตลาดสำคัญ โดยเจ้าสัวธนินท์ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราคืออาหาร …เราขายในประเทศที่เราผลิต”
เครือ CP เริ่มต้นจากการค้าขายเมล็ดพันธุ์ผักโดยบิดาของนายธนินท์ ซึ่งเป็นผู้อพยพจากจีนตอนใต้ ตั้งแต่ยุคปี 1920 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมานายธนินท์และพี่น้องได้ขยายธุรกิจกลายเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีมูลค่าตลาดกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ มีโรงงานใน 17 ประเทศ และจำหน่ายสินค้ากว่า 50 ประเทศทั่วโลก แม้สงครามการค้าของทรัมป์จะสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก แต่นายธนินท์มองว่ากลับเป็นโอกาสของญี่ปุ่นในการกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค
“ญี่ปุ่นควรมองอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเป็นตลาดสำคัญ โดยการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาคนี้ผ่านเครือข่ายบริษัทการค้าของตน” แม้ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีขั้นสูง ธนินท์มองว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่อนุรักษนิยม ลังเลที่จะขยายตัวสู่เวทีโลก “ญี่ปุ่นตัดสินใจช้า ไม่ชอบความเสี่ยง และลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง… แต่ทุกความเสี่ยงก็เป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มสิ่งใหม่”
อย่างไรก็ตามนายธนินท์สนับสนุนสตาร์ทอัพด้านเกษตรกรรมในญี่ปุ่น และกำลังมองหาความร่วมมือเพิ่มเติม โดยอาศัยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของประเทศ พร้อมเสริมว่าเครือ CP กำลังเร่งนำนวัตกรรมเข้าสู่ทุกภาคธุรกิจ
นายธนินท์ กล่าวอีกว่า “นี่คือยุคของนวัตกรรมและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เราไม่สามารถหยุดนิ่งได้”
CP Group ยังมีความร่วมมือใกล้ชิดกับบริษัทการค้าญี่ปุ่นอย่าง Itochu ตั้งแต่ปี 2557 ผ่านการถือหุ้นไขว้กัน แต่ล่าสุด Itochu ประกาศในเดือนเมษายนว่าจะขายหุ้น CP ทั้งหมดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2569 ขณะที่ CP ก็มีแผนจะขายหุ้นใน Itochu เช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าจะยังคงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ต่อไป
อ้างอิง : asia.nikkei.com