ไบแค่ไหนถึงเรียกว่าไบ? ทำไมใครๆ ก็ชอบตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ ‘ไบเซ็กชวล’
เมื่อเดือนมิถุนายนหรือ Pride Month มาถึง สิ่งที่มาพร้อมกันคือบรรยากาศที่เปลี่ยนไป อาจหมายถึงว่าจะมีการพูดคุยประเด็นเพศ อัตลักษณ์ การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิบ่อยขึ้น นอกจากนั้นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปก็หมายความว่าเดือนนี้ที่เรื่องเพศและอัตลักษณ์เข้ามาอยู่ในหัวของเราทุกคน เรื่องเพศก็จะเข้ามาอยู่ในบทสนทนาทั่วไปของเราบ่อยขึ้นด้วย ผลพวงของบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้คือคน LGBTQ+ ถูกมองเห็นมากขึ้นในสังคม และอีกอย่างคือเราจะพบเห็นมุกตลกเกี่ยวกับเพศบ่อยขึ้น
ผิดจากที่หลายๆ คนเชื่อ คน LGBTQ+ ไม่ใช่กลุ่มคนที่ไร้อารมณ์ขัน ต้องพีซีทุกอย่าง และจะโมโหทุกครั้งที่โดนเล่นมุกใส่ คุณสามารถเล่นมุกเกี่ยวกับเกย์ได้ถ้าหากมุกเหล่านั้น:
1. เป็นมุกที่มีเจตนาดี
2. เป็นมุกที่ตลก
3. ไม่ใช่มุกที่ตอกย้ำภาพจำแง่ลบของคนในชุมชน
การนำมุกตลกเข้ามาในบทสนทนาเรื่องเพศ เป็นวิธีการสร้างความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับเพศนั้นได้ผลเป็นอย่างดีเนื่องจากว่ามันเป็นธรรมชาติและมันผ่อนคลาย ซึ่งการนั่งฟังเสวนาวิชาการเคร่งเครียดอย่างเดียวอาจให้เราไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกลับสังเกตเห็นบ่อยเป็นพิเศษในเดือนไพรด์ครั้งนี้คือมุกรูปแบบที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ที่เล็งไปยังคนไบเซ็กชวล
“ฉันที่กำลังจับตาดูเพื่อนไบของตัวเองให้ฉลองไพรด์ได้แค่ครึ่งเดือน”
ทวิตดังกล่าวถูกโพสต์ลงในวันที่ 1 มิถุนายน และถูกรีทวิตไปหนึ่งหมื่นห้าพันครั้งและมีจำนวนไลก์หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นไลก์ นั่นเป็นจำนวนที่เยอะมากสำหรับมุกตลกที่ผูกอยู่กับ Biphobia แถมยังไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะเท่าไรด้วย
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เมื่อมีคนถ่ายภาพศิลปินไบเซ็กชวล บิลลี่ ไอลิช จูบกับนักแสดงชาย แนต วูล์ฟ มีผู้คนจำนวนมากเล่นมุกว่าจะขอ ‘ยึดใบอนุญาตไบฯ’ จากบิลลี่เนื่องจากเธอไม่เคยเดตผู้หญิงออกสื่อเลย นำไปสู่การปลุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดาราที่เป็น ‘ไบเซ็กชวลปลอม’ ที่คัมเอาต์ออกมาเพื่อ queerbait ผู้ชมขึ้นมา
ในขณะที่แต่ละอัตลักษณ์มีอุปสรรคที่ต้องแบกรับแตกต่างกัน เรื่องราวที่คนทั้งนอกและในชุมชน LGBTQ+ ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของอัตลักษณ์ไบเซ็กชวลกลับมาอยู่เสมอทั้งในไทยและในต่างประเทศ และมันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะมีโซเชียลมีเดียด้วยซ้ำ
บทความนี้เราเลยอยากลองพาทุกคนไปมองอัตลักษณ์ไบเซ็กชวลในหลายๆ แง่มุม ทั้งความหมาย ความเข้าใจผิด การนำเสนอผ่านสื่อที่แย่และดี ไปจนถึงเหตุผลที่ไบเซ็กชวลกลายเป็นอัตลักษณ์ที่โดนให้ยืนอยู่เดี่ยวๆ ในหลายกรณี เผื่อว่าการได้มองคนกลุ่มหนึ่งอย่างรอบด้านจะทำให้ลดอคติที่สังคมมีต่อคนไบเซ็กชวลได้
แม้คำว่า ‘Bi’ จะแปลว่า ‘สอง’ คนไบเซ็กชวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่คนที่ดึงดูดกับแค่ชายและหญิงเท่านั้น แต่สามารถหมายความไปถึงคนที่ดึงดูดกับเพศใดๆ ก็ตามได้ทั้งหมด หรือแม้แต่คนที่ดึงดูดกับใครก็ได้โดยที่เพศไม่เป็นปัจจัยสำคัญอย่าง Pansexual ด้วย
การรับรู้เกี่ยวกับไบเซ็กชวลยืนอยู่ในจุดที่น่าสนใจ เพราะว่ามันเป็นรสนิยมทางเพศที่ ‘ดูเข้าใจง่าย’ พอที่จะถูกตัดสินโดยทันทีจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจมันมากพอ
สำหรับเราหลายๆ คน การรับรู้เกี่ยวกับไบเซ็กชวลเกิดขึ้นจากสื่อ และสื่อชิ้นสำคัญที่นำเสนอเรื่องนี้อย่างเปิดหน้าคือ Sex and The City ซีรีส์เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ และความเป็นหญิงในมหานครนิวยอร์กผ่านสายตาของผู้หญิง 4 คน ซีรีส์เรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์เมื่อช่วงปี 2000s และยังคงสร้างบทสนทนาอยู่จนทุกวันนี้ แต่มุมมองที่เหล่าตัวละครหลักมีต่อไบเซ็กชวล อาจทำให้เราต้องทำหน้ายู่เล็กน้อยเมื่อกลับไปมองมัน
ในซีซัน 3 ตอน 4 ชื่อว่า‘Boy, Girl, Boy, Girl…’ ที่ตัวละครเอกคอลัมนิสต์ผู้เขียนเรื่องเพศและความสัมพันธ์ให้กับหนังสือพิมพ์ The New York Star แคร์รี่ แบรดชอว์ ได้ไปออกเดตกับ ชอน เดตเป็นไปได้ด้วยดีแต่เมื่อแคร์รี่รู้ว่าชอนเป็นไบเซ็กชวล เธอตั้งคำถามกับเขาโดยทันที และเมื่อเธอเดินไปปรึกษาเพื่อนว่าจะเอายังไงดีกับชอน เธอพูดประโยคที่คนจำนวนมากใช้นิยามไบเซ็กชวลอยู่ช่วงใหญ่ๆ
“ฉันไม่เชื่อว่าไบเซ็กชวลมันมีจริงด้วยซ้ำ มันก็แค่ป้ายรถเมล์อีกป้ายก่อนเธอจะลงที่ ‘เกย์ทาวน์’ ใช่มั้ยล่ะ”
แม้ว่าตอนท้าย เธอจะยอมรับว่าอัตลักษณ์นี้มีจริงและมันแค่เป็นอะไรที่ ‘ไม่ใช่สำหรับเธอ’ แต่มุมมองของเธอที่ว่าไบเซ็กชวลคือคนที่ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์สะท้อนมุมมองของยุคสมัยเป็นอย่างดี มุมมองดังกล่าวแม้จะเบาลงตามเวลา ก็ยังคงมีอยู่ในสังคมเสมอ
แนวคิดแบบดังกล่าวสะท้อนออกมาอยู่ในบทความวิชาการชื่อ Attitudes Toward Bisexual Women and Men เขียนโดย ทาเนีย อิสราเอล ที่รวบรวมงานวิจัยในอดีตเพื่อมองหาว่าสังคมมองไบเซ็กชวลยังไง อคติต่อไบเซ็กชวลมาจากไหน ทั้งจากคนนอกและในชุมชน LGBTQ+
บทความดังกล่าวแบ่งปัจจัยที่นำไปสู่อคติเกี่ยวกับคนไบเซ็กออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ
1. Heterosexism - การรักเพศเดียวกันถูกมองด้วยสายตาแง่ลบจากสังคมหมู่มากเป็นทุนเดิม
2. Authenticity - ความเชื่อว่าไบเซ็กชวลคือคนรักเพศเดียวกันที่ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น
3. Sexuality - ไบเซ็กชวลถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่หมกมุ่นกับเซ็กส์
4. Loyalty - ไบเซ็กชวลเป็นคนละโมบและมีท่าทีจะนอกใจคู่รักมากกว่าเพศอื่น
สี่ปัจจัยดังกล่าวโผล่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1789 เมื่อหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสนำเสนอภาพของพระนางมารีอองตัวแน็ตว่าเธอแอบมีคนรักเป็นผู้หญิง ซึ่งหนังสือพิมพ์เล่าว่ามันคือพฤติกรรมที่น่าขยะแขยง หมกมุ่น และละโมบ สะท้อนมุมมองของสังคม ณ ขณะนั้น ที่ ‘การรักมากกว่าเพศเดียว’ เป็นสิ่งที่ร้ายแรงขนาดที่จะทำให้คนคนหนึ่งเสื่อมเสียชื่อเสียงและความชอบธรรมได้
“เราอยู่ในสังคมที่คิดแบบสองเพศและความที่เรามองไม่เห็นคนไบเซ็กชวลในสังคมนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากเรามักตีความรสนิยมทางเพศของคนคนหนึ่งจากเพศของคู่ครองเขา ณ ขณะนั้น” ทาเนีย อิสราเอล ผู้เขียนบทความเล่าว่าอย่างนั้น หมายความว่าแม้เราจะมีแนวคิดที่หลุดกรอบเพศเดิมเท่าไร ในทางใดทางหนึ่งเราก็ยังคิดว่า ‘ถ้าไม่ A ก็ B’ และคนที่เป็นไบเซ็กชวลคือคนที่อยู่ในภาวะ ‘ก้ำกึ่ง’ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สบายอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก
ทาเนียยังเสนอว่าในระดับจิตใต้สำนึก ความเป็นไบเซ็กชวลสามารถนำเสนอ ‘ความเป็นไปได้ที่น่ากลัว’ สำหรับคนรักเพศเดียวกัน
“ความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งสามารถเป็นไบเซ็กชวลได้สามารถถูกมองว่าเป็นภัยต่ออัตลักษณ์ทางสังคมของเกย์หรือเลสเบี้ยน เพราะว่ามันคืออัตลักษณ์ที่ถูกต่อต้านโดยสังคมน้อยกว่าอัตลักษณ์ของตนในสังคมเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน พวกเขาอาจตีความได้ว่าเขาสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทั้งหมดของพวกเขาได้โดยการเป็นไบเซ็กชวลเท่านั้น หรือบางครั้งคือความกลัวที่ว่าพวกเขาอาจต้องทำความเข้าใจกับตัวตนใหม่อีกครั้งหากรับรู้ได้ว่าตัวเองเป็นไบเซ็กชวลทีหลัง” เธอกล่าว เทียบว่าหนึ่งในปัจจัยหลักของอาการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คือความกลัวที่ว่าตัวเองจะเป็นอย่างนั้นเอง
อาการเกลียดกลัวไบเซ็กชวล (Biphobia) จึงเกิดขึ้นมาได้ทั้งจากระดับความไม่เข้าอกเข้าใจและความกลัวที่ฝังรากในตัวเรามานาน และในความเห็นของทาเนีย เธอเชื่อว่าทางออกที่ยั่งยืนคือการสร้างความเข้าอกเข้าใจว่ากลุ่มคน LGBTQ+ หมู่มากมีอุปสรรคร่วมกัน เพราะอคติทางสังคมที่เกิดขึ้นกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือใดหรือธงสีไหนนั้นเกิดขึ้นมาจากแหล่งเดียวกัน
ความเข้าใจดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำเสนอผ่านสื่อ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์ ฯลฯ ที่นำเสนอความเป็นไบเซ็กชวลอย่างรอบด้านและละเอียดอ่อน แต่ปัญหาคือเมื่อเรื่องราวของสื่อเหล่านั้นมีเวลาเล่าเรื่องจำกัด เราจึงมักได้เห็นเพียง ‘ช่วงเวลาเดียว’ ของชีวิตตัวละคร ทำให้เรามักไม่ได้เห็นความสัมพันธ์ที่หลากหลายและห้วงความคิดเบื้องหลังความสัมพันธ์เหล่านั้น
แต่ในปัจจับันก็มีหลายๆ เรื่องที่สามารถนำเสนอออกมาได้ เช่น ซีรีส์ The Heartstopper ที่ตัวละครเอก นิค เนลสัน พูดย้ำหลายครั้งในเรื่องว่า “ผมเป็นไบ” เพื่อให้อัตลักษณ์ของเขาไม่ถูกกลบไป หรือหลายๆ เรื่องที่ใส่ความเป็นไบเข้าไปในชีวิตของตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาตตัวอย่างเช่น โลกิ จากซีรีส์ Loki ที่พูดถึงการเป็นไบเซ็กชวลอย่างปกติธรรมดา หรือรสนิยมทางเพศของ โอเบอริน มาเทล จาก Game of Thrones เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ประกอบร่างตัวตนที่ละเอียดอ่อนของเขา
การนำเสนอใหม่ๆ เหล่านี้เป็นการบอกว่าไบเซ็กชวลไม่ใช่สิ่งที่ใครต้องพิสูจน์กับใคร มันเป็นอัตลักษณ์ที่ ‘มีอยู่’ และเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลาย
อ้างอิง: tandfonline.com
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Weekend Alert: มองหากิจกรรมเกี่ยวกับเพศ การแสดงออก และตัวตนในเดือน Pride Month
- จากกรณี ‘ผู้หญิงข้ามเพศ’ ในพัทยา ถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้าย อะไรคือสิ่งที่สังคมร่วมกันทำได้เพื่อป้องกัน Hate Crime?
- เสื้อ ‘Protect The Dolls’ และประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ LGBTQ+ ผ่านการใช้ ‘สโลแกน’
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath