เปิดความเห็นหน่วยงาน-นักวิชาการ หลังรัฐเตรียมออก G-Token 5 พันล้าน
เปิดสารพัดความเห็นจากหน่วยงานรัฐ-นักวิชาการ กรณีรัฐบาลเตรียมออกโทเค็นดิจิทัล G-Token นำร่องวงเงิน 5,000 ล้านบาท
หลังจากคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 อนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ โดยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token) และอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกโทเค็นดิจิทัล พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
โดยจากข้อมูลของนายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า สบน.จะได้กำหนดแผนการเสนอขาย G-Token ให้กับประชาชนครั้งแรกภายในปีงบประมาณ 2568 คาดว่าเร็วสุดในเดือน ก.ค.นี้ โดยเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ผลตอบแทนของ G-Token จะเบิกจ่ายจากงบฯชำระหนี้ในกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับเครื่องมือระดมทุนอื่น ๆ ของ สบน.
ในมุมหนึ่ง มีหลากหลายความเห็นจากทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ รวมถึงนักวิชาการ-ผู้คนที่อยู่ในแวดวงเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ต่อการออกโทเค็นดิจิทัล G-Token ซึ่งเป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของภาครัฐ
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูสารพัดความเห็น ต่อประเด็นการออก G-Token
ย้อนมติ ครม. เคาะออก G-Token
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม. อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ การอนุมัติวิธีการกู้เงินโดยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token) ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพให้กับประชาชน
โดยผลักดันโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการเงินมาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการลงทุน ให้กับประชาชนมากขึ้นและนอกจากนี้การออก G-Token ยังช่วยเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลในอนาคต โดยรัฐบาลเน้นย้ำในเรื่องของระบบและกระบวนการที่มีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ด้าน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า G-Token หรือ Government Token เป็นการออกสินทรัพย์ดิจิทัลโทเค็น เครื่องมือการออมและลงทุนรูปแบบใหม่สำหรับประชาชนโดยตรง วงเงินทดลอง 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐใช้รูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลในการระดมทุนจากประชาชนโดยตรง
“โดยทั่วไปการออกพันธบัตรออมเงินจะออกโดยสถาบันขายให้กับประชาชน เราจึงเพิ่มเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน เพื่อเป็นเครื่องมือระดมทุนให้รัฐบาล ซึ่ง G-Token เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความมั่นคง ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี และไม่สามารถนำไปใช้แทนเงินสดหรือซื้อขายสินค้าได้ ไม่ใช่เครื่องมือการชำระเงิน แต่ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป และสามารถเริ่มต้นลงทุนได้น้อย สมมุติจะลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท 1,000 บาท ก็ได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ ไม่ได้เป็นการพิมพ์เงินใหม่” นายพิชัยกล่าว
การออก G-Token ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง เพิ่มเครื่องมือระดมทุนของรัฐบาล และสอง ขยายโอกาสการเข้าถึงการลงทุนให้กับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินลงทุนน้อย ซึ่งที่ผ่านมาอาจไม่สามารถเข้าถึงตราสารหนี้ของรัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ได้อย่างทั่วถึง
นายพิชัยยืนยันว่า G-Token จะอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่ปลอดภัยและโปร่งใส โดยสามารถซื้อขายผ่านระบบดิจิทัลของตลาดทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อวางโครงสร้างระบบให้มั่นคงและเชื่อถือได้
สำหรับข้อกังวลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีต่อการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในระบบเศรษฐกิจนั้น กระทรวงการคลังยืนยันว่า G-Token ไม่ใช่เครื่องมือชำระเงินตามกฎหมาย ไม่เป็นภัยต่อเสถียรภาพของเงินบาท
ทั้งนี้ การเปิดให้ประชาชนจองซื้อ G-Token คาดว่าจะเริ่มต้นได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า โดยจะวางแผนเปิดจำหน่ายจริงในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ภายใต้ขนาดการทดลองที่เหมาะสม ก่อนพิจารณาขยายวงเงินหรือขอบเขตการดำเนินงานเพิ่มเติมในระยะถัดไป หากได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการในระบบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยที่พร้อมรองรับ G-Token แล้วประมาณ 7-8 ราย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายและการดูแลระบบหลังบ้าน
ผู้ว่าการแบงก์ชาติ มอง 5 ประเด็นต้องคำนึง
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ธปท. ขอเรียนว่า การออกโทเค็นดิจิทัลเป็นหนึ่งในวิธีการระดมทุนที่รัฐบาลอาจพิจารณาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมให้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำลง รวมถึงเป็นทางเลือกในการลงทุนและการออมของประชาชน ทั้งนี้ การออก G-Token เทียบได้กับการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น การออก G-Token จึงจำเป็นที่ต้องมีระบบและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เป็นไปตามกรอบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการคุ้มครองประชาชนผู้ลงทุนเทียบเท่ากับพันธบัตรรัฐบาล
ในปัจจุบัน ซึ่งต้องมีองค์ประกอบในการดำเนินการอย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้
1.ระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ G-Token ต้องมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
โดยระบบที่รองรับการให้บริการต้องมีความเสถียร มั่นคง และปลอดภัย ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบัน โดยครอบคลุมตั้งแต่การเสนอขาย การตรวจสอบธุรกรรม การจัดการทะเบียนของผู้ถือการเก็บรักษาและรับฝาก และการไถ่ถอน
รวมทั้งผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมกับรัฐบาลในการจัดการโทเค็นดิจิทัล ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น หากมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถไถ่ถอนโทเค็นดิจิทัลเป็นเงินได้ ผู้ให้บริการต้องแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เพื่อมิให้ส่งผลต่อการออกพันธบัตรรัฐบาลและการระดมทุนของรัฐบาลในวงกว้าง
2.การออก G-Token ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม
โดย G-Token มีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนและการออม โดยมีลักษณะและสาระสำคัญเทียบเท่าตราสารหนี้ภาครัฐอื่น ๆ ที่ผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากรัฐบาล ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
อีกทั้ง G-Token มีวัตถุประสงค์ต่างจากโทเค็นดิจิทัลประเภทที่ให้สิทธิได้รับสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง (Utility Token) เช่น บัตรกำนัลดิจิทัล ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
ดังนั้น การออก G-Token จึงควรอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่แน่นอนของสถานะทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้รองรับกับการออกและการกำกับดูแลหลักทรัพย์ที่ออกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะเป็นกรอบกฎหมายที่เหมาะสมกับการออก G-Token มากกว่า
3.การระดมทุนด้วย G-Token ต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล
โดยต้องนับเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบวงเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี และแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ
4.การบริหารจัดการ G-Token ต้องไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นการสร้างเงิน ซึ่งจะขัดต่อพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดสร้างวัตถุหรือเครื่องหมายแทนเงินตรา
เช่น หากมีการจ่ายผลตอบแทนของ G-Token ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของโทเค็นดิจิทัลโด ๆ รัฐบาลจะต้อง
เตรียมเงินเต็มจำนวน (Fully Backed) เพื่อรองรับ เช่น ในกรณีของรัฐบาลฮ่องกงที่มีการออกพันธบัตร
เพื่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบโทเค็นดิจิทัล (Tokenized Green Bond) ก็ได้เตรียมเงินไว้เต็มจำนวน
เพื่อรองรับการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือ
5.การออก G-Token ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนและการออมของประชาชนเท่านั้น
โดยต้องไม่นำ G-Token มาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment : MOP) โดยต้องมีกลไกติดตามเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย
จากที่กล่าวมาข้างต้น ธปท.มีความเห็นว่า การระดมทุนด้วยการออก G-Token ของรัฐบาล ควรทำเป็นโครงการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Project) ก่อน เพื่อที่จะได้ทดสอบให้มั่นใจว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้กับระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนของรัฐบาล
เริ่มตั้งแต่การออกเสนอขายจนสิ้นสุดที่การไถ่ถอน มีประสิทธิภาพและปลอดภัยรวมถึงประเมินความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านและปิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรัดกุม ก่อนที่รัฐบาลจะนำไปใช้ระดมทุนจากประชาชนรายย่อยในวงกว้างต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการระดมทุนของภาครัฐ และส่วนใหญ่เป็นการทำในระดับ Pilot Project เท่านั้น
โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในภาคการเงินเช่นเดียวกัน เช่น โครงการพัฒนาระบบชำระเงินระหว่างประเทศ (โครงการ mBridge) ซึ่ง ธปท.ได้ดำเนินการทีละขั้นตอน โดยเริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงแนวคิด (Proof-of-Concept) ก่อนขยายไปสู่การทดสอบในระดับ Pilot Project แล้วจึงนำผลจากการทดสอบ มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถนำระบบมาใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
อนึ่ง ในระหว่างที่รัฐบาลทำ Pilot Project ดังกล่าว ประชาชนก็ยังคงสามารถลงทุนและเก็บออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้วด้วย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ดิจิทัล “วอลเลต สะสมบอนด์มั่งคั่ง” ซึ่งประชาชนซื้อขายพันธบัตรผ่าน Mobile Application ได้โดยสะดวก
ขณะเดียวกัน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะเสนอขายโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (G-Token) ระดมทุน 5,000 ล้านบาทนั้น มองว่า G-Token เป็นการระดมทุนคล้ายการออกพันธบัตรรัฐบาล และเป็นบทบาทการระดมทุนของรัฐบาลผ่าน G-Token
ดังนั้น จะต้องมีระบบที่ดีและมีการรักษาความปลอดภัยของระบบ และมีกฎหมายรองรับ เทียบเคียงกฎหมายการออกพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงการดูแลประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.อยากเห็น
“การใช้ G-Token คงเป็นเครื่องมือใช้ในการระดมทุนของรัฐบาล แต่จะมีกระบวนการที่ดี มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน เพราะหากประชาชนไม่มั่นใจอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นพันธบัตรรัฐบาลได้ อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่อยากเห็นการนำ G-Token มาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ แต่ใช้ในการระดมทุนเป็นสำคัญ เป็นสิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญ”
สภาพัฒน์ แนะคำนึงกฎหมาย-ผลกระทบตลาดตราสารหนี้
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยระบุความเห็นไว้ 4 ประเด็น ดังนี้
1.การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Digital Token : G-Token) เป็นการนำนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่มาใช้ในการกู้เงินของรัฐบาล
ดังนั้น กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2500 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.การกู้เงินโดยการจำหน่ายโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลให้กับประชาชน นักลงทุน หรือสถาบันการเงิน ถือเป็นภาระทางการคลัง
เนื่องจากรัฐบาลมีภาระผูกพันในการคืนเงินหรือให้สิทธิแก่ผู้ถือโทเค็นดิจิทัลในอนาคต กระทรวงการคลังจำเป็นจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดสิทธิหรือมูลค่า G-Token วิธีการนำ G-Token ไปใช้ รวมถึงวิธีการบันทึกบัญชีการเงินของรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน ตลอดจนเพื่อเป็นรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ รวมทั้งเสถียรภาพของตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ
นอกจากนั้น โทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Digital Token : G-Token) เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าพันธบัตรในรูปแบบเดิม จึงอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบการเงินและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ดังนั้น การออกโทเค็นดิจิทัลจึงต้องมีการหารือและประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
3.การออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการกู้เงินของรัฐบาล อาจจะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินและปริมาณพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น กระทรวงการคลังควรพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดตราสารหนี้ไทย อาทิ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) และผลตอบแทนสุทธิ (Total Return) ของผู้ลงทุน
4.นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาวิเคราะห์การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ (หากมี) ประเด็นข้อจำกัดหรือความเสี่ยงของการออกโทเค็นดิจิทัล
รวมทั้งให้ข้อมูลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและความแตกต่างระหว่างการออก G-Token กับการออกพันธบัตรในรูปแบบเดิมที่มีทั้งการเสนอขายให้แก่สถาบันการเงินและประชาชนอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนและผู้ลงทนได้ทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป
ก.ล.ต.มอง “G-Token” เข้าข่ายโทเค็นตามกฎหมาย
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ด้วยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : “G-Token”) นั้น
หากกระทรวงการคลังพิจารณาว่าเป็นการกู้ยืมเงินโดยวิธีการอื่นใด อันไม่ใช่การออกตราสารหนี้ที่เป็นหลักทรัพย์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้แก่ พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือตั๋วเงินที่เป็นหลักทรัพย์ ประกอบกับหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ต้องออกโดยออกที่เป็นบริษัทตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่รวมถึงกระทรวงการคลัง ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว G-Token ไม่เป็นหลักทรัพย์ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ โดยที่ G-Token มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยแสดงสิทธิตามที่กำหนดในข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลังและผู้ถือโทเค็นดิจิทัล โดยผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด
จึงมีลักษณะเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ หรือกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง จึงเข้าข่ายเป็นโทเค็นดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
เป็นผลให้การออก G-Token และการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ G-Token อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ และกฎเกณฑ์ที่ออกภายใต้กฎหมายดังกล่าว อนึ่ง สำนักงาน ก.ล.ต. ขอเรียนว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ได้เสนอหลักการในการกำกับดูแล G-Tokeก ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว
2.ในส่วนของร่างประกาศนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาปรับปรุงและดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป สำนักงาน ก.ล.ต. ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับการออกเสนอขายโทเค็นดิจิทัล และการจัดทำทะเบียนโทเค็นดิจิทัลของกระทรวงการคลัง อาจพิจารณากำหนดกลุ่มหรือประเภทผู้ดำเนินการ รวมถึงขอบเขตในการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว กระทรวงการคลังอาจเสนอขายต่อผู้ลงทุนโดยตรงหรืออาจใช้บริการผ่านผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญรายใดก็ได้ เช่น ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเค็นดิจิทัล (ICO Portal) หรือผู้ประกอบธุรกิจอื่น เป็นต้น
นอกจากนี้ โดยที่ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ไม่ได้กำหนดแบบในการโอนโทเค็นดิจิทัลไว้ ดังนั้น หากกระทรวงการคลังประสงค์จะให้การโอนสมบูรณ์เมื่อได้ดำเนินการตามวิธีการที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ติจิทัลกำหนด กระทรวงการคลังก็อาจต้องประสานกับผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับความประสงค์ของกระทรวงการคลังด้วย
กฤษฎีกามอง G-Token เป็นเรื่องที่ทำได้
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัล เพื่อนำนวัตกรรมทางการเงินเกี่ยวกับการระดมทุนในรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้กับการกู้เงินของกระทรวงการคลัง นั้น
เป็นการดำเนินการตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ที่บัญญัติให้การกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้จะทำเป็นสัญญาหรือออกตราสารหนี้หรือวิธีการอื่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ กรณีจึงอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร
เปิดความเห็น ดีอี-สำนักงบฯ
นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 หน่วยงานที่มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ในการออกโทเคนดิจิทัล G-Token คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงบประมาณ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีหนังสือความเห็น ระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพิจารณาแล้ว ไม่มีข้อขัดข้องในหลักการของการขออนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ อันเป็นการนำเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทนให้กับรัฐบาลได้มีการกระจายแหล่งและวิธีการระดมทุน
ทั้งยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและเพิ่มกลุ่มผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการวางรากฐานเพื่อยกระดับโครงสร้างตราสารหนี้ไทยที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption)
ทั้งนี้ การซื้อขายโทเค็นดิจิทัลดังกล่าวสมควรต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนดโดยเคร่งครัด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลการซื้อขายได้ตลอดทั้งกระบวนการ
ขณะที่สำนักงบประมาณ มีความเห็นระบุว่า การขออนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะเป็นการกำหนดวิธีการกู้เงินของกระทรวงการคลัง เพื่อระดมทุนรูปแบบใหม่ในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token)
โดยกระทรวงการคลังได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การออกโทเค็นดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้กระทรวงการคลังออกโทเค็นดิจิทัลตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยวงเงินกู้เป็นไปตามกรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนวิธีการเสนอขาย การชำระดอกเบี้ย การใช้และการโอนโทเค็นดิจิทัล
ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีความเห็นว่า สามารถดำเนินการกู้เงินโดยการออกโทเค็นดิจิทัลได้ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
ประกอบกับกระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วว่า การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลจะเป็นการนำเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนให้กับรัฐบาลได้มีการกระจายแหล่งและวิธีการระดมทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและเพิ่มกลุ่มผู้ลงทุน (Financial Inclusion) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการวางรากฐานเพื่อยกระดับโครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่สอดรับกับ
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัล ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรที่กระหรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขโขในการเสนอขายโทเค็นดิจิทัลให้แก่ผู้มีสิทธิซื้อทุกกลุ่มให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกในการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรกต่อไป
เผ่าภูมิ เผย G-Token ช่วยประชาชนเข้าถึงการลงทุน
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังจาก ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกโทเค็นดิจิทัล (Government Token : G-Token) เพื่อเป็นกลไกระดมทุนรูปแบบใหม่ ว่า G-Token ไม่ได้เป็นการสร้างหนี้ขึ้นมาใหม่ และงบฯในการกู้เงินก้อนใหม่ หรือกระแสข่าวที่จะกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนำมาแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต เป็นเพียงแค่กลไกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ในการที่ช่วยให้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เเละประเทศสามารถมีการกู้ยืมได้อย่างมีศักยภาพที่สูงขึ้น ในต้นทุนราคาที่ต่ำลง
รวมไปถึงการเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ และมีสภาพคล่องในตลาดรอง ซึ่งจะสามารถเทรดได้เพิ่มขึ้นแล้ว หากประเทศไทยสามารถทำได้ก็จะถือว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่นำ Digital Asset มาใช้ โดยคาดว่าจะสามารถออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะให้เฉพาะนักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้เท่านั้น
“ทาง สบน.ได้พิจารณาเครื่องมือต่าง ๆ อย่างในปัจจุบัน ก็ได้ใช้เครื่องมือหลายชนิด เช่น พันธบัตรรัฐบาล โดย G-Token ก็จะเข้าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับรัฐบาล ในการที่จะบริหารการกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อมาบริหารจัดการให้ได้ดียิ่งขึ้น” นายเผ่าภูมิกล่าว
โดย G-Token จะมีลักษณะคล้ายกับพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบ Digital Asset ซึ่งโดยปกติแล้ว การที่ประชาชนจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งไม่ตอบสนองต่อประชาชนรายย่อยที่อยากเข้าซื้อ โดยการมี G-Token ที่เป็นลักษณะเหมือน Token จะมีการระบุว่า ใน Token ต่าง ๆ จ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ ได้เงินคืนเมื่อไหร่ เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยข้อมูลจะระบุอยู่ใน Smart Contact ของ Token นั้น ๆ
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า สำหรับข้อดีของ G-Token คือสามารถแตกเป็นหน่วยลงทุนย่อยได้ ส่งผลให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยก็สามารถเข้าถึงการออมและสามารถลงทุนได้ง่าย และสามารถมีส่วนร่วมระดมทุนในการลงทุนต่าง ๆ ได้
นอกจากนี้ G-Token มีสภาพคล่องในตลาดรองได้สูงขึ้น เพราะพันธบัตรรัฐบาล หรือว่าตลาด Bond ในขณะนี้ยังมีสภาพคล่องในตลาดรองยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ รวมไปถึงจะช่วยทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศต่ำลง ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น และต้นทุนต่าง ๆ ต่ำลง
ในส่วนของช่องทางการซื้อขายและรูปแบบกลไกต่าง ๆ ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งจะประกาศให้ประชาชนได้ทราบถึงรายละเอียดเร็ว ๆ นี้ โดยประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็จะสามารถเข้าถึงการลงทุนดังกล่าวได้ด้วย
การซื้อขาย G-Token ยังไม่ชัดเจน
นางทิพยสุดา ถาวรามร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการเงินการคลัง เศรษฐศาสตร์) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “มีหลายคนมาถามความเห็นดิฉันเรื่อง G-Token อาจจะเพราะเห็นว่าเคยอยู่ กลต เคยร่วมเขียนกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลและยังทำงานให้ผู้ประกอบธุรกิจในแวดวงนี้อยู่
ดิฉันได้เฝ้ามองมาระยะหนึ่ง ได้มีโอกาสรับฟังแนวคิดของฝั่งกระทรวงการคลังที่ไปชี้แจงบางเวที และได้เห็นความเห็นของฝ่ายที่มีข้อกังวล จึงขอบันทึกความเห็นของตัวเองไว้ด้วย ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ไม่เกี่ยวกับองค์กรใดทั้งสิ้น
1.ดิฉันสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการของการออกและจัดการหลักทรัพย์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในการระดมทุนและลงทุน ดังนั้น จึงมิได้ต่อต้านแนวคิดของการออกหลักทรัพย์หรือตราสารใด ๆ ในรูปโทเค็น (Tokenization) ที่จริงดิฉันได้เคยกล่าวถึงแนวคิดทำนองนี้ไว้มาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่สมัยทำงาน กลต และเคยพยายามเสนอให้พิจารณาการแก้กฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับกระบวนการเช่นนี้ด้วย
2.อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกหลักทรัพย์ ไม่ควรเปลี่ยนสภาพความเป็นหลักทรัพย์นั้น มันจะเป็นหลักทรัพย์หรือไม่เป็น และเป็นประเภทอะไร สาระสำคัญในการพิจารณาควรอยู่ที่สิทธิที่ผู้ถือ Instrument นั้นจะได้รับตามที่กำหนดในสัญญา เช่น โทเค็นที่ผู้ถือมีสิทธิออกเสียงและได้ส่วนแบ่งกำไรก็คือหุ้น โทเค็นที่ผู้ถือมีสิทธิได้เงินต้นคืนและผลตอบแทนที่คำนวณตามเวลาก็คือ Bond ถ้าบริษัทออกก็เป็นหุ้นกู้ ถ้ากระทรวงการคลังออกก็เป็นพันธบัตร
(หมายเหตุ : ในปี 2560 โลกเริ่มมีการระดมทุนด้วยโทเค็นแพร่หลาย และโทเค็นบางอย่างอาจให้สิทธิที่ไม่ตรงกับหุ้นหรือหุ้นกู้ตามกฎหมายไทย ตอนนั้น กลต จึงมีแนวคิดจะกำกับโทเคนประเภทส่วนแบ่งในการร่วมลงทุน (Investment Token) เป็นหลักทรัพย์ประเภทใหม่ แต่กระทรวงการคลังมีนโยบายออกกฎหมายเฉพาะจึงออกมาเป็น พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล 2561 แทน แต่ก็ระบุชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นหลักทรัพย์จะไม่ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายใหม่)
3.หลักการตีความสถานะของ Instrument ตามสาระของสิทธิข้างต้น เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลตลอดมา เพราะถ้าไม่พยายามยึดหลักนี้ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาในการกำกับดูแล เกิดเป็น Regulatory Arbitrage (คนเลี่ยงไปช่องที่กำกับอ่อนกว่า) หรือเป็น Regulatory Gap (หลุดจากการกำกับไปเลย) ได้
4.กระทรวงการคลังชี้แจงว่าการระดมทุนวิธีออกโทเค็นโดยไม่ถือเป็นพันธบัตรนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย และยังคงนับเป็นหนี้สาธารณะ แสดงว่าคลังไม่ได้มีเจตนาจะเลี่ยงกติกาการก่อหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ ตราสารที่รัฐบาลออก ไม่ว่าพันธบัตร (หลักทรัพย์) หรือ G-Token (สินทรัพย์ดิจิทัล) จะได้รับยกเว้นจากกฎเกณฑ์ที่ กลต ใช้กำกับ Issuer ทั่วไปอยู่แล้ว คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เหตุใดคลังจึงเลือกใช้วิธีออกโทเค็นแทนการออกพันธบัตร
5.เหตุผลที่กระทรวงการคลังชี้แจงในเวทีต่าง ๆ และเท่าที่เห็นในข่าว ก็คือต้องการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ เพิ่มความสะดวกด้วยแอปมือถือ ลงทุนน้อยได้ ซื้อขายได้ Real Time ไม่ต้องรอหลายวัน ไม่ติดข้อจำกัดห้ามเปลี่ยนมือพันธบัตรในช่วง 6 เดือนแรก (ไม่เคยรู้เลยว่ามีข้อจำกัดแบบนี้ด้วย)
ดิฉันคิดว่า ทุกข้อที่พูดมานั้นก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้กับพันธบัตร ข้อจำกัดใดที่ตั้งขึ้นมาเองก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทุกวันนี้เราก็ลงทุนในพันธบัตรผ่านวอลเลต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปเป๋าตังได้อยู่แล้ว สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน) คิดเรื่องนี้มาเยอะมาก คิดไปจนถึงเรื่องกระบวนการเก็บภาษีจาก Accrued Interest ให้แฟร์สำหรับคนที่ซื้อขายบอนด์ในตลาดรองด้วย ถ้าคลังจะออก G-Token ขายประชาชนก็อย่าลืมเรื่องนี้
(หมายเหตุ : เรื่องการเก็บภาษี Accrued Interest ของตราสารหนี้ที่เป็นหลักทรัพย์จากบุคคลธรรมดาให้สอดคล้องกับเวลาถือครองนี้มีการร่วมมือกับสรรพากรเพื่อแก้ไขกฎเกณฑ์มาก่อนนานมากแล้วตั้งแต่ดิฉันอยู่ กลต แต่ของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจจะยังไม่ได้แก้ไขก็เป็นได้ เพราะตอนออกกติกาภาษีมา กระทรวงการคลังไม่ได้ต้องการส่งเสริม)
6.อีกเหตุผลที่คนของกระทรวงการคลังพูด คือ ถ้าเป็นโทเค็นซื้อขายในแพลตฟอร์มของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จะมีสภาพคล่องในตลาดรองดีกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้ที่ต้องซื้อขายพันธบัตรกับธนาคาร
เรื่องนี้ดิฉันไม่มั่นใจว่าจะได้ผลตามที่คลังคาดหวัง เพราะตราสารหนี้ภาครัฐเป็นของที่ประชาชนนิยมถือแบบ Buy and Hold จนครบอายุ ราคาจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหวือหวาตามข่าวเหมือนหุ้น แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน มากกว่า การซื้อขายจึงอยู่ในกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญและลงทุนเป็นจำนวนสูง ผู้ลงทุนรายย่อยที่ต้องการซื้อขายระหว่างทางจึงต้องอาศัยสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเป็นผู้เสนอราคารับซื้อรับขายกับตน (Dealer)
สมัยที่ดิฉันทำงานที่ กลต เราได้พยายามหาทางตอบโจทย์ของการสร้างสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ มีหลายครั้งหลายคราที่เรามองแพลตฟอร์มเป็นคำตอบ เพื่อจะพบว่า แพลตฟอร์มแบบ Order Book ของตลาดหลักทรัพย์ไม่ช่วย (ตลาดหลักทรัพย์ฯก็เคยลองแล้ว ไม่ได้ผล) แพลตฟอร์มแบบ Quote Driven ช่วยการทำงานของ Dealer ได้บ้าง แต่ที่สำคัญก็ต้องมีตัวกลางที่ทำหน้าที่เป็น Dealer ให้
7.สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนจากข่าว คือ G-Token นี้จะมีการซื้อขายแบบไหน ถ้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยระบบ Order Book น่าจะได้ผลไม่ต่างจากพันธบัตร (เว้นแต่ประชาชนเห็นเป็นโทเค็นแล้วเกิดความต้องการเลยซื้อขายเก็งกำไรแบบบ้าเลือด ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาพที่กระทรวงการคลังอยากเห็น)
อย่างไรก็ตาม การออกเป็นโทเค็นก็จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดของตราสารชนิดนี้ แทนที่จะเป็นธุรกิจของธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้นเช่นเคย ดิฉันเลยคิดว่าหรือนี่อาจจะเป็นเจตนาของคลังและเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลือกออกเป็นโทเค็นก็ได้
8.มีบางคนที่ชอบ DeFi ถามว่า เป็นไปได้ไหมว่าคลังอยากเห็นการเปลี่ยนมือ on chain แบบ peer-to-peer ข้อนี้เรายังไม่รู้คำตอบ แต่พอพูดไปถึงตรงนี้ก็จะมีบางคนเริ่มกังวลต่อว่า G-token นี้อาจนำไปใช้ในการชำระราคาระหว่างคนที่ต้องการใช้ เพราะมันมีความเสถียรจากการเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ อย่างไรก็ดี เท่าที่ฟังชี้แจง คลังไม่ได้มีเจตนาให้ใช้ G-token เพื่อวัตถุประสงค์นี้ และ ธปท. ก็ได้ให้ความเห็นย้ำไม่ให้นำมาเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment-MOP)
นอกจากนี้ ต่อให้ไม่มีข้อห้ามนี้ โดม Dom Charoenyos ผู้เชี่ยวชาญ Blockchain ให้ความเห็นว่าการที่คนจะนิยมชำระราคาด้วย G-token หรือไม่ ต้องดูว่าอยู่บน Chain ไหน และมีค่า Gas เท่าไหร่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ Traffic ในเวลานั้นด้วย ถ้าสมมติอยู่บน Ethereum Mainnet ค่า Gas ในการโอนประมาณบาทกว่า ๆ แต่ถ้ามีการใช้ Chain โอนกันเยอะ ๆ ค่า Gas อาจจะพุ่งไปได้เป็นหลายร้อยบาท เขาเลยมองว่ามันเอามาสู้พร้อมเพย์ยาก
9.ดิฉันคิดว่าเมื่อโทเค็นนี้ออกมา จะมีกลุ่มคนที่สนใจเอาไปทำธุรกรรม DeFi ถ้าถูกจำกัดไม่ให้ทำได้ตรง ๆ ก็อาจจะ ฺBridge ไป คำถามคือ Regulator พร้อมรับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เพราะปกติ Regulator จะไม่ชอบ Decentralized Finance ที่ปราศจากตัวกลางที่ควบคุมได้ ถึงขนาดออกกฎเกณฑ์มาสกัดผู้ประกอบธุรกิจใต้กำกับก็ยังเคย เรื่องนี้ต้องตามดูต่อไป”
นักวิชาการตั้งคำถาม G-Token
ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน และอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลยังให้ข้อมูลเรื่องการออกสินทรัพย์ดิจิทัลโทเค็น (Token) หรือ G Token (จี-โทเค็น) ที่รัฐบาลคาดหวังให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ทดแทนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการหนุนหลังจี-โทเค็นด้วยสินทรัพย์ (ABS) ซึ่งก็คือเงินบาทในจำนวนที่เท่ากับมูลค่าของโทเค็น เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อใดที่ผู้ถือครองจี-โทเค็นต้องการขาย เขาก็จะได้รับเงินบาทกลับคืนมาในทันที
ศ.ดร.อาณัติกล่าวว่า ตามข้อมูลที่รัฐบาลให้มาคือ จี-โทเค็นถูกสำรองหรือแบ็กอัพหรือ ABS โดยเงินบาท โดยจะนำร่องด้วยงบประมาณ 5,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าก็จะต้องมีเงินบาทจำนวน 5,000 ล้านบาทหนุนหลังเอาไว้ ซึ่งตามหลักการที่ควรจะเป็นจะต้องมีหน่วยงานกลาง คือบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) ที่รับฝากเงินบาทเหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าตราบใดที่ประชาชนยังถือจี-โทเค็นอยู่จะยังคงมีเงินบาทในสัดส่วนที่เท่ากันเป็นหลักประกันอยู่เสมอ
“ประเด็นคือรัฐบาลยังไม่เคยพูดถึงเรื่อง Custodian เลย ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญที่การันตีว่าเงินของประชาชนจะมีความมั่นคงปลอดภัย มากไปกว่านั้นก็คือ ตามเจตจำนงของรัฐบาลคือต้องการนำเงินจี-โทเค็นไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือไปลงทุนภาครัฐในมิติอื่น ๆ นั่นสะท้อนว่าจะไม่มีการสำรองเงินหรือแบ็กอัพจี-โทเค็น ด้วยเงินบาทหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ยังเป็นคำถามและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมจากรัฐบาล” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลระบุว่าจะนำจี-โทเค็นเข้าไปอยู่ในลิสต์ของศูนย์ Exchange นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลทำแบบนั้นด้วยเหตุผลใด ส่วนตัวมองไม่ออกว่าจี-โทเค็นจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพราะนี่เป็นการนำเงินไปฝากเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนต่าง ๆ ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนหรือผู้ถือครองจี-โทเค็นได้รับในกรณีที่ถือครองครบเวลากำหนด อาจเป็นเพียงกำไรจากดอกเบี้ย 1-2% เท่านั้น
“ผลกำไรจากจี-โทเค็นเป็นสิ่งที่ตายตัวและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่การลงทุนในธุรกิจภาคเอกชนที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างผลกำไรจากการลงทุนได้ ดังนั้นจึงมองว่าการกระทำเช่นนี้คือการขายฝันประชาชนให้รู้สึกว่านี่เป็นของใหม่ ให้ผู้ลงทุนที่ไม่มีความรู้นำมาเก็งกำไร-ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งรัฐบาลไม่ควรฝึกให้ประชาชนทำเช่นนี้” ศ.ดร.อาณัติกล่าว
ศ.ดร.อาณัติกล่าวว่า หากยึดตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 การที่รัฐบาลออกจี-โทเค็นในลักษณะเช่นนี้ จะถือว่าเป็นโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เพราะเป็นโทเค็นดิจิทัลที่ให้สิทธิในการร่วมลงทุนในโครงการและได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะดำเนินการได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจะต้องนำเสนอผ่านผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเสนอขายโทเค็นดิจิทัลที่ออกใหม่ (ICO Portal) เสียก่อน ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดเหล่านี้จากรัฐบาล แต่กลับมีการทำโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ออกไปมากมายว่าเป็นเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ตรงนี้รัฐบาลต้องให้ข้อมูลเพิ่ม
“ตอนแรกที่เห็นการโฆษณาก็เข้าใจว่าจะมีใครมาหลอกลวงประชาชนอีกหรือไม่ เพราะปกติแล้วเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะต้องมีรายละเอียดว่าจะกระจายหรือขายอย่างไร จะเอาเงินไปทำอะไร และผู้ลงทุนจะได้อะไรบ้าง แต่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เลย เข้าใจรัฐบาลอยู่ว่า ในเเง่มุมดีของโครงการนี้ เขาก็พยายามที่จะผลักดันให้มันกลายเป็นนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งอันนี้ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วย แต่ว่ามันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้อธิบายไปข้างต้น ยังเป็นสิ่งที่อยากให้รัฐบาลพิจารณา” ศ.ดร.อาณัติกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดความเห็นหน่วยงาน-นักวิชาการ หลังรัฐเตรียมออก G-Token 5 พันล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net