โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดความเห็นหน่วยงาน-นักวิชาการ หลังรัฐเตรียมออก G-Token 5 พันล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 06.20 น.

เปิดสารพัดความเห็นจากหน่วยงานรัฐ-นักวิชาการ กรณีรัฐบาลเตรียมออกโทเค็นดิจิทัล G-Token นำร่องวงเงิน 5,000 ล้านบาท

หลังจากคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 อนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ โดยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token) และอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกโทเค็นดิจิทัล พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

โดยจากข้อมูลของนายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า สบน.จะได้กำหนดแผนการเสนอขาย G-Token ให้กับประชาชนครั้งแรกภายในปีงบประมาณ 2568 คาดว่าเร็วสุดในเดือน ก.ค.นี้ โดยเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ผลตอบแทนของ G-Token จะเบิกจ่ายจากงบฯชำระหนี้ในกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับเครื่องมือระดมทุนอื่น ๆ ของ สบน.

ในมุมหนึ่ง มีหลากหลายความเห็นจากทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ รวมถึงนักวิชาการ-ผู้คนที่อยู่ในแวดวงเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ต่อการออกโทเค็นดิจิทัล G-Token ซึ่งเป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของภาครัฐ

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูสารพัดความเห็น ต่อประเด็นการออก G-Token

ย้อนมติ ครม. เคาะออก G-Token

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม. อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ การอนุมัติวิธีการกู้เงินโดยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token) ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพให้กับประชาชน

โดยผลักดันโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการเงินมาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการลงทุน ให้กับประชาชนมากขึ้นและนอกจากนี้การออก G-Token ยังช่วยเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลในอนาคต โดยรัฐบาลเน้นย้ำในเรื่องของระบบและกระบวนการที่มีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ด้าน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า G-Token หรือ Government Token เป็นการออกสินทรัพย์ดิจิทัลโทเค็น เครื่องมือการออมและลงทุนรูปแบบใหม่สำหรับประชาชนโดยตรง วงเงินทดลอง 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐใช้รูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลในการระดมทุนจากประชาชนโดยตรง

“โดยทั่วไปการออกพันธบัตรออมเงินจะออกโดยสถาบันขายให้กับประชาชน เราจึงเพิ่มเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน เพื่อเป็นเครื่องมือระดมทุนให้รัฐบาล ซึ่ง G-Token เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความมั่นคง ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี และไม่สามารถนำไปใช้แทนเงินสดหรือซื้อขายสินค้าได้ ไม่ใช่เครื่องมือการชำระเงิน แต่ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป และสามารถเริ่มต้นลงทุนได้น้อย สมมุติจะลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท 1,000 บาท ก็ได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ ไม่ได้เป็นการพิมพ์เงินใหม่” นายพิชัยกล่าว

การออก G-Token ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง เพิ่มเครื่องมือระดมทุนของรัฐบาล และสอง ขยายโอกาสการเข้าถึงการลงทุนให้กับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินลงทุนน้อย ซึ่งที่ผ่านมาอาจไม่สามารถเข้าถึงตราสารหนี้ของรัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ได้อย่างทั่วถึง

นายพิชัยยืนยันว่า G-Token จะอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่ปลอดภัยและโปร่งใส โดยสามารถซื้อขายผ่านระบบดิจิทัลของตลาดทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อวางโครงสร้างระบบให้มั่นคงและเชื่อถือได้

สำหรับข้อกังวลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีต่อการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในระบบเศรษฐกิจนั้น กระทรวงการคลังยืนยันว่า G-Token ไม่ใช่เครื่องมือชำระเงินตามกฎหมาย ไม่เป็นภัยต่อเสถียรภาพของเงินบาท

ทั้งนี้ การเปิดให้ประชาชนจองซื้อ G-Token คาดว่าจะเริ่มต้นได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า โดยจะวางแผนเปิดจำหน่ายจริงในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ภายใต้ขนาดการทดลองที่เหมาะสม ก่อนพิจารณาขยายวงเงินหรือขอบเขตการดำเนินงานเพิ่มเติมในระยะถัดไป หากได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการในระบบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยที่พร้อมรองรับ G-Token แล้วประมาณ 7-8 ราย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายและการดูแลระบบหลังบ้าน

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ มอง 5 ประเด็นต้องคำนึง

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ธปท. ขอเรียนว่า การออกโทเค็นดิจิทัลเป็นหนึ่งในวิธีการระดมทุนที่รัฐบาลอาจพิจารณาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมให้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำลง รวมถึงเป็นทางเลือกในการลงทุนและการออมของประชาชน ทั้งนี้ การออก G-Token เทียบได้กับการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น การออก G-Token จึงจำเป็นที่ต้องมีระบบและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เป็นไปตามกรอบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการคุ้มครองประชาชนผู้ลงทุนเทียบเท่ากับพันธบัตรรัฐบาล
ในปัจจุบัน ซึ่งต้องมีองค์ประกอบในการดำเนินการอย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้

1.ระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ G-Token ต้องมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

โดยระบบที่รองรับการให้บริการต้องมีความเสถียร มั่นคง และปลอดภัย ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบัน โดยครอบคลุมตั้งแต่การเสนอขาย การตรวจสอบธุรกรรม การจัดการทะเบียนของผู้ถือการเก็บรักษาและรับฝาก และการไถ่ถอน

รวมทั้งผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมกับรัฐบาลในการจัดการโทเค็นดิจิทัล ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น หากมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถไถ่ถอนโทเค็นดิจิทัลเป็นเงินได้ ผู้ให้บริการต้องแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เพื่อมิให้ส่งผลต่อการออกพันธบัตรรัฐบาลและการระดมทุนของรัฐบาลในวงกว้าง

2.การออก G-Token ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม

โดย G-Token มีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนและการออม โดยมีลักษณะและสาระสำคัญเทียบเท่าตราสารหนี้ภาครัฐอื่น ๆ ที่ผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากรัฐบาล ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

อีกทั้ง G-Token มีวัตถุประสงค์ต่างจากโทเค็นดิจิทัลประเภทที่ให้สิทธิได้รับสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง (Utility Token) เช่น บัตรกำนัลดิจิทัล ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

ดังนั้น การออก G-Token จึงควรอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่แน่นอนของสถานะทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้รองรับกับการออกและการกำกับดูแลหลักทรัพย์ที่ออกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะเป็นกรอบกฎหมายที่เหมาะสมกับการออก G-Token มากกว่า

3.การระดมทุนด้วย G-Token ต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล

โดยต้องนับเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบวงเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี และแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ

4.การบริหารจัดการ G-Token ต้องไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นการสร้างเงิน ซึ่งจะขัดต่อพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดสร้างวัตถุหรือเครื่องหมายแทนเงินตรา

เช่น หากมีการจ่ายผลตอบแทนของ G-Token ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของโทเค็นดิจิทัลโด ๆ รัฐบาลจะต้อง
เตรียมเงินเต็มจำนวน (Fully Backed) เพื่อรองรับ เช่น ในกรณีของรัฐบาลฮ่องกงที่มีการออกพันธบัตร
เพื่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบโทเค็นดิจิทัล (Tokenized Green Bond) ก็ได้เตรียมเงินไว้เต็มจำนวน
เพื่อรองรับการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือ

5.การออก G-Token ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนและการออมของประชาชนเท่านั้น

โดยต้องไม่นำ G-Token มาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment : MOP) โดยต้องมีกลไกติดตามเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้น ธปท.มีความเห็นว่า การระดมทุนด้วยการออก G-Token ของรัฐบาล ควรทำเป็นโครงการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Project) ก่อน เพื่อที่จะได้ทดสอบให้มั่นใจว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้กับระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนของรัฐบาล

เริ่มตั้งแต่การออกเสนอขายจนสิ้นสุดที่การไถ่ถอน มีประสิทธิภาพและปลอดภัยรวมถึงประเมินความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านและปิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรัดกุม ก่อนที่รัฐบาลจะนำไปใช้ระดมทุนจากประชาชนรายย่อยในวงกว้างต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการระดมทุนของภาครัฐ และส่วนใหญ่เป็นการทำในระดับ Pilot Project เท่านั้น

โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในภาคการเงินเช่นเดียวกัน เช่น โครงการพัฒนาระบบชำระเงินระหว่างประเทศ (โครงการ mBridge) ซึ่ง ธปท.ได้ดำเนินการทีละขั้นตอน โดยเริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงแนวคิด (Proof-of-Concept) ก่อนขยายไปสู่การทดสอบในระดับ Pilot Project แล้วจึงนำผลจากการทดสอบ มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถนำระบบมาใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

อนึ่ง ในระหว่างที่รัฐบาลทำ Pilot Project ดังกล่าว ประชาชนก็ยังคงสามารถลงทุนและเก็บออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้วด้วย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ดิจิทัล “วอลเลต สะสมบอนด์มั่งคั่ง” ซึ่งประชาชนซื้อขายพันธบัตรผ่าน Mobile Application ได้โดยสะดวก

ขณะเดียวกัน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะเสนอขายโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (G-Token) ระดมทุน 5,000 ล้านบาทนั้น มองว่า G-Token เป็นการระดมทุนคล้ายการออกพันธบัตรรัฐบาล และเป็นบทบาทการระดมทุนของรัฐบาลผ่าน G-Token

ดังนั้น จะต้องมีระบบที่ดีและมีการรักษาความปลอดภัยของระบบ และมีกฎหมายรองรับ เทียบเคียงกฎหมายการออกพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงการดูแลประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.อยากเห็น

“การใช้ G-Token คงเป็นเครื่องมือใช้ในการระดมทุนของรัฐบาล แต่จะมีกระบวนการที่ดี มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน เพราะหากประชาชนไม่มั่นใจอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นพันธบัตรรัฐบาลได้ อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่อยากเห็นการนำ G-Token มาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ แต่ใช้ในการระดมทุนเป็นสำคัญ เป็นสิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญ”

สภาพัฒน์ แนะคำนึงกฎหมาย-ผลกระทบตลาดตราสารหนี้

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยระบุความเห็นไว้ 4 ประเด็น ดังนี้

1.การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Digital Token : G-Token) เป็นการนำนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่มาใช้ในการกู้เงินของรัฐบาล

ดังนั้น กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2500 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

2.การกู้เงินโดยการจำหน่ายโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลให้กับประชาชน นักลงทุน หรือสถาบันการเงิน ถือเป็นภาระทางการคลัง

เนื่องจากรัฐบาลมีภาระผูกพันในการคืนเงินหรือให้สิทธิแก่ผู้ถือโทเค็นดิจิทัลในอนาคต กระทรวงการคลังจำเป็นจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดสิทธิหรือมูลค่า G-Token วิธีการนำ G-Token ไปใช้ รวมถึงวิธีการบันทึกบัญชีการเงินของรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน ตลอดจนเพื่อเป็นรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ รวมทั้งเสถียรภาพของตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ

นอกจากนั้น โทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Digital Token : G-Token) เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าพันธบัตรในรูปแบบเดิม จึงอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบการเงินและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ดังนั้น การออกโทเค็นดิจิทัลจึงต้องมีการหารือและประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

3.การออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการกู้เงินของรัฐบาล อาจจะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินและปริมาณพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น กระทรวงการคลังควรพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดตราสารหนี้ไทย อาทิ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) และผลตอบแทนสุทธิ (Total Return) ของผู้ลงทุน

4.นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาวิเคราะห์การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ (หากมี) ประเด็นข้อจำกัดหรือความเสี่ยงของการออกโทเค็นดิจิทัล

รวมทั้งให้ข้อมูลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและความแตกต่างระหว่างการออก G-Token กับการออกพันธบัตรในรูปแบบเดิมที่มีทั้งการเสนอขายให้แก่สถาบันการเงินและประชาชนอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนและผู้ลงทนได้ทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป

ก.ล.ต.มอง “G-Token” เข้าข่ายโทเค็นตามกฎหมาย

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ด้วยการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : “G-Token”) นั้น

หากกระทรวงการคลังพิจารณาว่าเป็นการกู้ยืมเงินโดยวิธีการอื่นใด อันไม่ใช่การออกตราสารหนี้ที่เป็นหลักทรัพย์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้แก่ พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือตั๋วเงินที่เป็นหลักทรัพย์ ประกอบกับหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ต้องออกโดยออกที่เป็นบริษัทตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่รวมถึงกระทรวงการคลัง ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว G-Token ไม่เป็นหลักทรัพย์ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ โดยที่ G-Token มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยแสดงสิทธิตามที่กำหนดในข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลังและผู้ถือโทเค็นดิจิทัล โดยผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

จึงมีลักษณะเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ หรือกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง จึงเข้าข่ายเป็นโทเค็นดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

เป็นผลให้การออก G-Token และการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ G-Token อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ และกฎเกณฑ์ที่ออกภายใต้กฎหมายดังกล่าว อนึ่ง สำนักงาน ก.ล.ต. ขอเรียนว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ได้เสนอหลักการในการกำกับดูแล G-Tokeก ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว

2.ในส่วนของร่างประกาศนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาปรับปรุงและดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป สำนักงาน ก.ล.ต. ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับการออกเสนอขายโทเค็นดิจิทัล และการจัดทำทะเบียนโทเค็นดิจิทัลของกระทรวงการคลัง อาจพิจารณากำหนดกลุ่มหรือประเภทผู้ดำเนินการ รวมถึงขอบเขตในการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว กระทรวงการคลังอาจเสนอขายต่อผู้ลงทุนโดยตรงหรืออาจใช้บริการผ่านผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญรายใดก็ได้ เช่น ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเค็นดิจิทัล (ICO Portal) หรือผู้ประกอบธุรกิจอื่น เป็นต้น

นอกจากนี้ โดยที่ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ไม่ได้กำหนดแบบในการโอนโทเค็นดิจิทัลไว้ ดังนั้น หากกระทรวงการคลังประสงค์จะให้การโอนสมบูรณ์เมื่อได้ดำเนินการตามวิธีการที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ติจิทัลกำหนด กระทรวงการคลังก็อาจต้องประสานกับผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับความประสงค์ของกระทรวงการคลังด้วย

กฤษฎีกามอง G-Token เป็นเรื่องที่ทำได้

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัล เพื่อนำนวัตกรรมทางการเงินเกี่ยวกับการระดมทุนในรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้กับการกู้เงินของกระทรวงการคลัง นั้น

เป็นการดำเนินการตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ที่บัญญัติให้การกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้จะทำเป็นสัญญาหรือออกตราสารหนี้หรือวิธีการอื่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ กรณีจึงอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร

เปิดความเห็น ดีอี-สำนักงบฯ

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 หน่วยงานที่มีหนังสือความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ในการออกโทเคนดิจิทัล G-Token คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงบประมาณ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีหนังสือความเห็น ระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพิจารณาแล้ว ไม่มีข้อขัดข้องในหลักการของการขออนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ อันเป็นการนำเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทนให้กับรัฐบาลได้มีการกระจายแหล่งและวิธีการระดมทุน

ทั้งยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและเพิ่มกลุ่มผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการวางรากฐานเพื่อยกระดับโครงสร้างตราสารหนี้ไทยที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption)

ทั้งนี้ การซื้อขายโทเค็นดิจิทัลดังกล่าวสมควรต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนดโดยเคร่งครัด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลการซื้อขายได้ตลอดทั้งกระบวนการ

ขณะที่สำนักงบประมาณ มีความเห็นระบุว่า การขออนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะเป็นการกำหนดวิธีการกู้เงินของกระทรวงการคลัง เพื่อระดมทุนรูปแบบใหม่ในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token)

โดยกระทรวงการคลังได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การออกโทเค็นดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้กระทรวงการคลังออกโทเค็นดิจิทัลตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยวงเงินกู้เป็นไปตามกรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนวิธีการเสนอขาย การชำระดอกเบี้ย การใช้และการโอนโทเค็นดิจิทัล

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีความเห็นว่า สามารถดำเนินการกู้เงินโดยการออกโทเค็นดิจิทัลได้ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

ประกอบกับกระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วว่า การออกโทเค็นดิจิทัลของรัฐบาลจะเป็นการนำเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนให้กับรัฐบาลได้มีการกระจายแหล่งและวิธีการระดมทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและเพิ่มกลุ่มผู้ลงทุน (Financial Inclusion) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการวางรากฐานเพื่อยกระดับโครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่สอดรับกับ

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติวิธีการกู้เงินในรูปแบบการออกโทเค็นดิจิทัล ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรที่กระหรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขโขในการเสนอขายโทเค็นดิจิทัลให้แก่ผู้มีสิทธิซื้อทุกกลุ่มให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกในการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรกต่อไป

เผ่าภูมิ เผย G-Token ช่วยประชาชนเข้าถึงการลงทุน

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังจาก ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกโทเค็นดิจิทัล (Government Token : G-Token) เพื่อเป็นกลไกระดมทุนรูปแบบใหม่ ว่า G-Token ไม่ได้เป็นการสร้างหนี้ขึ้นมาใหม่ และงบฯในการกู้เงินก้อนใหม่ หรือกระแสข่าวที่จะกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนำมาแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต เป็นเพียงแค่กลไกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ในการที่ช่วยให้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เเละประเทศสามารถมีการกู้ยืมได้อย่างมีศักยภาพที่สูงขึ้น ในต้นทุนราคาที่ต่ำลง

รวมไปถึงการเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ และมีสภาพคล่องในตลาดรอง ซึ่งจะสามารถเทรดได้เพิ่มขึ้นแล้ว หากประเทศไทยสามารถทำได้ก็จะถือว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่นำ Digital Asset มาใช้ โดยคาดว่าจะสามารถออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะให้เฉพาะนักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้เท่านั้น

“ทาง สบน.ได้พิจารณาเครื่องมือต่าง ๆ อย่างในปัจจุบัน ก็ได้ใช้เครื่องมือหลายชนิด เช่น พันธบัตรรัฐบาล โดย G-Token ก็จะเข้าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับรัฐบาล ในการที่จะบริหารการกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อมาบริหารจัดการให้ได้ดียิ่งขึ้น” นายเผ่าภูมิกล่าว

โดย G-Token จะมีลักษณะคล้ายกับพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบ Digital Asset ซึ่งโดยปกติแล้ว การที่ประชาชนจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งไม่ตอบสนองต่อประชาชนรายย่อยที่อยากเข้าซื้อ โดยการมี G-Token ที่เป็นลักษณะเหมือน Token จะมีการระบุว่า ใน Token ต่าง ๆ จ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ ได้เงินคืนเมื่อไหร่ เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยข้อมูลจะระบุอยู่ใน Smart Contact ของ Token นั้น ๆ

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า สำหรับข้อดีของ G-Token คือสามารถแตกเป็นหน่วยลงทุนย่อยได้ ส่งผลให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยก็สามารถเข้าถึงการออมและสามารถลงทุนได้ง่าย และสามารถมีส่วนร่วมระดมทุนในการลงทุนต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ G-Token มีสภาพคล่องในตลาดรองได้สูงขึ้น เพราะพันธบัตรรัฐบาล หรือว่าตลาด Bond ในขณะนี้ยังมีสภาพคล่องในตลาดรองยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ รวมไปถึงจะช่วยทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศต่ำลง ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น และต้นทุนต่าง ๆ ต่ำลง

ในส่วนของช่องทางการซื้อขายและรูปแบบกลไกต่าง ๆ ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งจะประกาศให้ประชาชนได้ทราบถึงรายละเอียดเร็ว ๆ นี้ โดยประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็จะสามารถเข้าถึงการลงทุนดังกล่าวได้ด้วย

การซื้อขาย G-Token ยังไม่ชัดเจน

นางทิพยสุดา ถาวรามร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการเงินการคลัง เศรษฐศาสตร์) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “มีหลายคนมาถามความเห็นดิฉันเรื่อง G-Token อาจจะเพราะเห็นว่าเคยอยู่ กลต เคยร่วมเขียนกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลและยังทำงานให้ผู้ประกอบธุรกิจในแวดวงนี้อยู่

ดิฉันได้เฝ้ามองมาระยะหนึ่ง ได้มีโอกาสรับฟังแนวคิดของฝั่งกระทรวงการคลังที่ไปชี้แจงบางเวที และได้เห็นความเห็นของฝ่ายที่มีข้อกังวล จึงขอบันทึกความเห็นของตัวเองไว้ด้วย ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ไม่เกี่ยวกับองค์กรใดทั้งสิ้น

1.ดิฉันสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการของการออกและจัดการหลักทรัพย์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในการระดมทุนและลงทุน ดังนั้น จึงมิได้ต่อต้านแนวคิดของการออกหลักทรัพย์หรือตราสารใด ๆ ในรูปโทเค็น (Tokenization) ที่จริงดิฉันได้เคยกล่าวถึงแนวคิดทำนองนี้ไว้มาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่สมัยทำงาน กลต และเคยพยายามเสนอให้พิจารณาการแก้กฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับกระบวนการเช่นนี้ด้วย

2.อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกหลักทรัพย์ ไม่ควรเปลี่ยนสภาพความเป็นหลักทรัพย์นั้น มันจะเป็นหลักทรัพย์หรือไม่เป็น และเป็นประเภทอะไร สาระสำคัญในการพิจารณาควรอยู่ที่สิทธิที่ผู้ถือ Instrument นั้นจะได้รับตามที่กำหนดในสัญญา เช่น โทเค็นที่ผู้ถือมีสิทธิออกเสียงและได้ส่วนแบ่งกำไรก็คือหุ้น โทเค็นที่ผู้ถือมีสิทธิได้เงินต้นคืนและผลตอบแทนที่คำนวณตามเวลาก็คือ Bond ถ้าบริษัทออกก็เป็นหุ้นกู้ ถ้ากระทรวงการคลังออกก็เป็นพันธบัตร

(หมายเหตุ : ในปี 2560 โลกเริ่มมีการระดมทุนด้วยโทเค็นแพร่หลาย และโทเค็นบางอย่างอาจให้สิทธิที่ไม่ตรงกับหุ้นหรือหุ้นกู้ตามกฎหมายไทย ตอนนั้น กลต จึงมีแนวคิดจะกำกับโทเคนประเภทส่วนแบ่งในการร่วมลงทุน (Investment Token) เป็นหลักทรัพย์ประเภทใหม่ แต่กระทรวงการคลังมีนโยบายออกกฎหมายเฉพาะจึงออกมาเป็น พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล 2561 แทน แต่ก็ระบุชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นหลักทรัพย์จะไม่ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายใหม่)

3.หลักการตีความสถานะของ Instrument ตามสาระของสิทธิข้างต้น เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลตลอดมา เพราะถ้าไม่พยายามยึดหลักนี้ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาในการกำกับดูแล เกิดเป็น Regulatory Arbitrage (คนเลี่ยงไปช่องที่กำกับอ่อนกว่า) หรือเป็น Regulatory Gap (หลุดจากการกำกับไปเลย) ได้

4.กระทรวงการคลังชี้แจงว่าการระดมทุนวิธีออกโทเค็นโดยไม่ถือเป็นพันธบัตรนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย และยังคงนับเป็นหนี้สาธารณะ แสดงว่าคลังไม่ได้มีเจตนาจะเลี่ยงกติกาการก่อหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ ตราสารที่รัฐบาลออก ไม่ว่าพันธบัตร (หลักทรัพย์) หรือ G-Token (สินทรัพย์ดิจิทัล) จะได้รับยกเว้นจากกฎเกณฑ์ที่ กลต ใช้กำกับ Issuer ทั่วไปอยู่แล้ว คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เหตุใดคลังจึงเลือกใช้วิธีออกโทเค็นแทนการออกพันธบัตร

5.เหตุผลที่กระทรวงการคลังชี้แจงในเวทีต่าง ๆ และเท่าที่เห็นในข่าว ก็คือต้องการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ เพิ่มความสะดวกด้วยแอปมือถือ ลงทุนน้อยได้ ซื้อขายได้ Real Time ไม่ต้องรอหลายวัน ไม่ติดข้อจำกัดห้ามเปลี่ยนมือพันธบัตรในช่วง 6 เดือนแรก (ไม่เคยรู้เลยว่ามีข้อจำกัดแบบนี้ด้วย)

ดิฉันคิดว่า ทุกข้อที่พูดมานั้นก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้กับพันธบัตร ข้อจำกัดใดที่ตั้งขึ้นมาเองก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทุกวันนี้เราก็ลงทุนในพันธบัตรผ่านวอลเลต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปเป๋าตังได้อยู่แล้ว สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน) คิดเรื่องนี้มาเยอะมาก คิดไปจนถึงเรื่องกระบวนการเก็บภาษีจาก Accrued Interest ให้แฟร์สำหรับคนที่ซื้อขายบอนด์ในตลาดรองด้วย ถ้าคลังจะออก G-Token ขายประชาชนก็อย่าลืมเรื่องนี้

(หมายเหตุ : เรื่องการเก็บภาษี Accrued Interest ของตราสารหนี้ที่เป็นหลักทรัพย์จากบุคคลธรรมดาให้สอดคล้องกับเวลาถือครองนี้มีการร่วมมือกับสรรพากรเพื่อแก้ไขกฎเกณฑ์มาก่อนนานมากแล้วตั้งแต่ดิฉันอยู่ กลต แต่ของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจจะยังไม่ได้แก้ไขก็เป็นได้ เพราะตอนออกกติกาภาษีมา กระทรวงการคลังไม่ได้ต้องการส่งเสริม)

6.อีกเหตุผลที่คนของกระทรวงการคลังพูด คือ ถ้าเป็นโทเค็นซื้อขายในแพลตฟอร์มของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จะมีสภาพคล่องในตลาดรองดีกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้ที่ต้องซื้อขายพันธบัตรกับธนาคาร

เรื่องนี้ดิฉันไม่มั่นใจว่าจะได้ผลตามที่คลังคาดหวัง เพราะตราสารหนี้ภาครัฐเป็นของที่ประชาชนนิยมถือแบบ Buy and Hold จนครบอายุ ราคาจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหวือหวาตามข่าวเหมือนหุ้น แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน มากกว่า การซื้อขายจึงอยู่ในกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญและลงทุนเป็นจำนวนสูง ผู้ลงทุนรายย่อยที่ต้องการซื้อขายระหว่างทางจึงต้องอาศัยสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเป็นผู้เสนอราคารับซื้อรับขายกับตน (Dealer)

สมัยที่ดิฉันทำงานที่ กลต เราได้พยายามหาทางตอบโจทย์ของการสร้างสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ มีหลายครั้งหลายคราที่เรามองแพลตฟอร์มเป็นคำตอบ เพื่อจะพบว่า แพลตฟอร์มแบบ Order Book ของตลาดหลักทรัพย์ไม่ช่วย (ตลาดหลักทรัพย์ฯก็เคยลองแล้ว ไม่ได้ผล) แพลตฟอร์มแบบ Quote Driven ช่วยการทำงานของ Dealer ได้บ้าง แต่ที่สำคัญก็ต้องมีตัวกลางที่ทำหน้าที่เป็น Dealer ให้

7.สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนจากข่าว คือ G-Token นี้จะมีการซื้อขายแบบไหน ถ้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยระบบ Order Book น่าจะได้ผลไม่ต่างจากพันธบัตร (เว้นแต่ประชาชนเห็นเป็นโทเค็นแล้วเกิดความต้องการเลยซื้อขายเก็งกำไรแบบบ้าเลือด ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาพที่กระทรวงการคลังอยากเห็น)

อย่างไรก็ตาม การออกเป็นโทเค็นก็จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดของตราสารชนิดนี้ แทนที่จะเป็นธุรกิจของธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้นเช่นเคย ดิฉันเลยคิดว่าหรือนี่อาจจะเป็นเจตนาของคลังและเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลือกออกเป็นโทเค็นก็ได้

8.มีบางคนที่ชอบ DeFi ถามว่า เป็นไปได้ไหมว่าคลังอยากเห็นการเปลี่ยนมือ on chain แบบ peer-to-peer ข้อนี้เรายังไม่รู้คำตอบ แต่พอพูดไปถึงตรงนี้ก็จะมีบางคนเริ่มกังวลต่อว่า G-token นี้อาจนำไปใช้ในการชำระราคาระหว่างคนที่ต้องการใช้ เพราะมันมีความเสถียรจากการเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ อย่างไรก็ดี เท่าที่ฟังชี้แจง คลังไม่ได้มีเจตนาให้ใช้ G-token เพื่อวัตถุประสงค์นี้ และ ธปท. ก็ได้ให้ความเห็นย้ำไม่ให้นำมาเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment-MOP)

นอกจากนี้ ต่อให้ไม่มีข้อห้ามนี้ โดม Dom Charoenyos ผู้เชี่ยวชาญ Blockchain ให้ความเห็นว่าการที่คนจะนิยมชำระราคาด้วย G-token หรือไม่ ต้องดูว่าอยู่บน Chain ไหน และมีค่า Gas เท่าไหร่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ Traffic ในเวลานั้นด้วย ถ้าสมมติอยู่บน Ethereum Mainnet ค่า Gas ในการโอนประมาณบาทกว่า ๆ แต่ถ้ามีการใช้ Chain โอนกันเยอะ ๆ ค่า Gas อาจจะพุ่งไปได้เป็นหลายร้อยบาท เขาเลยมองว่ามันเอามาสู้พร้อมเพย์ยาก

9.ดิฉันคิดว่าเมื่อโทเค็นนี้ออกมา จะมีกลุ่มคนที่สนใจเอาไปทำธุรกรรม DeFi ถ้าถูกจำกัดไม่ให้ทำได้ตรง ๆ ก็อาจจะ ฺBridge ไป คำถามคือ Regulator พร้อมรับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เพราะปกติ Regulator จะไม่ชอบ Decentralized Finance ที่ปราศจากตัวกลางที่ควบคุมได้ ถึงขนาดออกกฎเกณฑ์มาสกัดผู้ประกอบธุรกิจใต้กำกับก็ยังเคย เรื่องนี้ต้องตามดูต่อไป”

นักวิชาการตั้งคำถาม G-Token

ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน และอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลยังให้ข้อมูลเรื่องการออกสินทรัพย์ดิจิทัลโทเค็น (Token) หรือ G Token (จี-โทเค็น) ที่รัฐบาลคาดหวังให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ทดแทนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการหนุนหลังจี-โทเค็นด้วยสินทรัพย์ (ABS) ซึ่งก็คือเงินบาทในจำนวนที่เท่ากับมูลค่าของโทเค็น เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อใดที่ผู้ถือครองจี-โทเค็นต้องการขาย เขาก็จะได้รับเงินบาทกลับคืนมาในทันที

ศ.ดร.อาณัติกล่าวว่า ตามข้อมูลที่รัฐบาลให้มาคือ จี-โทเค็นถูกสำรองหรือแบ็กอัพหรือ ABS โดยเงินบาท โดยจะนำร่องด้วยงบประมาณ 5,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าก็จะต้องมีเงินบาทจำนวน 5,000 ล้านบาทหนุนหลังเอาไว้ ซึ่งตามหลักการที่ควรจะเป็นจะต้องมีหน่วยงานกลาง คือบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) ที่รับฝากเงินบาทเหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าตราบใดที่ประชาชนยังถือจี-โทเค็นอยู่จะยังคงมีเงินบาทในสัดส่วนที่เท่ากันเป็นหลักประกันอยู่เสมอ

“ประเด็นคือรัฐบาลยังไม่เคยพูดถึงเรื่อง Custodian เลย ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญที่การันตีว่าเงินของประชาชนจะมีความมั่นคงปลอดภัย มากไปกว่านั้นก็คือ ตามเจตจำนงของรัฐบาลคือต้องการนำเงินจี-โทเค็นไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือไปลงทุนภาครัฐในมิติอื่น ๆ นั่นสะท้อนว่าจะไม่มีการสำรองเงินหรือแบ็กอัพจี-โทเค็น ด้วยเงินบาทหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ยังเป็นคำถามและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมจากรัฐบาล” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลระบุว่าจะนำจี-โทเค็นเข้าไปอยู่ในลิสต์ของศูนย์ Exchange นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลทำแบบนั้นด้วยเหตุผลใด ส่วนตัวมองไม่ออกว่าจี-โทเค็นจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพราะนี่เป็นการนำเงินไปฝากเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนต่าง ๆ ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนหรือผู้ถือครองจี-โทเค็นได้รับในกรณีที่ถือครองครบเวลากำหนด อาจเป็นเพียงกำไรจากดอกเบี้ย 1-2% เท่านั้น

“ผลกำไรจากจี-โทเค็นเป็นสิ่งที่ตายตัวและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่การลงทุนในธุรกิจภาคเอกชนที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างผลกำไรจากการลงทุนได้ ดังนั้นจึงมองว่าการกระทำเช่นนี้คือการขายฝันประชาชนให้รู้สึกว่านี่เป็นของใหม่ ให้ผู้ลงทุนที่ไม่มีความรู้นำมาเก็งกำไร-ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งรัฐบาลไม่ควรฝึกให้ประชาชนทำเช่นนี้” ศ.ดร.อาณัติกล่าว

ศ.ดร.อาณัติกล่าวว่า หากยึดตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 การที่รัฐบาลออกจี-โทเค็นในลักษณะเช่นนี้ จะถือว่าเป็นโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เพราะเป็นโทเค็นดิจิทัลที่ให้สิทธิในการร่วมลงทุนในโครงการและได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะดำเนินการได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจะต้องนำเสนอผ่านผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเสนอขายโทเค็นดิจิทัลที่ออกใหม่ (ICO Portal) เสียก่อน ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดเหล่านี้จากรัฐบาล แต่กลับมีการทำโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ออกไปมากมายว่าเป็นเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ตรงนี้รัฐบาลต้องให้ข้อมูลเพิ่ม

“ตอนแรกที่เห็นการโฆษณาก็เข้าใจว่าจะมีใครมาหลอกลวงประชาชนอีกหรือไม่ เพราะปกติแล้วเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะต้องมีรายละเอียดว่าจะกระจายหรือขายอย่างไร จะเอาเงินไปทำอะไร และผู้ลงทุนจะได้อะไรบ้าง แต่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เลย เข้าใจรัฐบาลอยู่ว่า ในเเง่มุมดีของโครงการนี้ เขาก็พยายามที่จะผลักดันให้มันกลายเป็นนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งอันนี้ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วย แต่ว่ามันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้อธิบายไปข้างต้น ยังเป็นสิ่งที่อยากให้รัฐบาลพิจารณา” ศ.ดร.อาณัติกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดความเห็นหน่วยงาน-นักวิชาการ หลังรัฐเตรียมออก G-Token 5 พันล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...