โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พลิกโฉมนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยมะเร็ง ระบบประสาท และหัวใจ เปิดตัวเครื่อง "ดิจิทัลเพทซีที" แห่งแรกในเอเชีย

Khaosod

อัพเดต 18 ม.ค. 2562 เวลา 14.20 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 14.20 น.

*รงพยาบาลจุฬาภรณ์ พลิกโฉมนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยมะเร็ง ระบบประสาท และหัวใจ เปิดตัวเครื่อง “ดิจิทัลเพทซีที” แห่งแรกในเอเชีย*

 

เปิดตัวเครื่องดิจิทัลเพทซีที-เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้เปิดตัวนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยมะเร็ง ระบบประสาท และหัวใจ “Digital PET/CT Biograph Vision” แห่งแรกในเอเชีย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 ที่ชั้น 1 อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ด้วยพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงจัดตั้งและเสด็จเปิด“ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ”เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

สืบเนื่องจากการตรวจวินิจฉัยทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์นับเป็นความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่งในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ไทย การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้จึงเป็นการช่วยบุกเบิกเทคโนโลยีในด้านการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง และโรคระบบประสาทที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างสูงสุดแก่ประชาชนคนไทย

 

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงวางแนวทางการดำเนินงาน และทรงสนับสนุนทุกวิถีทางทั้งการติดต่อกับต่างประเทศ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทรงติดตามการก่อสร้าง และติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆด้วยพระองค์เอง เพื่อให้ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติแห่งนี้เป็นศูนย์รวมแห่งความเป็นเลิศทั้งทางด้านวิชาการ เป็นแหล่งศึกษาวิจัยถ่ายทอดองค์ความรู้ และให้บริการทางการแพทย์ด้านการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการร่วมกันช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ณ ปัจจุบัน ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นศูนย์กลางการผลิตสารเภสัชรังสีจากเครื่องไซโคลตรอนที่สามารถจำหน่ายสารเภสัชรังสีให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีเครื่องเพท-ซีที อีกทั้งให้บริการตรวจเพท-ซีที สแกนแก่ผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษาและผู้ป่วยที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาวิจัยคิดค้นการผลิตสารเภสัชรังสีต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์ฯ สามารถผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทั้งหมด 13 ตัว

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ด้วยปรัชญาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คือ “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” บุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในแต่ละภาคส่วนจึงล้วนมีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นเลิศทั้งในการพัฒนานวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การให้บริการทางด้านการแพทย์ และความเป็นเลิศในด้านคุณธรรมและจริยธรรม

ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เป็นเลิศมาใช้เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนทุกระดับชั้นให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน สนองพระปณิธานอันมุ่งมั่นของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในการสืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยทุกคนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

อีกทั้งในปี 2562 นี้ เป็นปีที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของการเปิดดำเนินงาน โดยในปีนี้ทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จะมีการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ที่จะนำมาใช้ให้บริการแก่ประชาชนที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตลอดจนนวัตกรรม ความก้าวหน้าทางการการแพทย์ การสาธารณสุข และการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบรับความต้องการของประเทศไทยอย่างครบวงจร
และเพื่อให้สอดรับตามแผนยุทธศาสตร์ชาติสู่ประเทศไทย 4.0 ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ จึงได้เปิดตัวเครื่อง “ดิจิทัลเพทซีที” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้เปิดตัวให้บริการเป็นแห่งแรกในเอเชีย เพื่อรองรับการให้บริการตรวจวินิจฉัยทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคทางระบบประสาท และโรคหัวใจ ของประเทศไทย

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นโรงพยาบาลของประชาชนคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาสที่จะได้มีโอกาสเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากลอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งโรงพยาบาลยึดถือตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินงานมา

 


ด้านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ เผยว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสร้างภาพทางด้านการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การสร้างภาพในระดับโมเลกุล (Molecular Imaging) ของเวชศาสตร์นิวเคลียร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจด้วย Positron Emission Tomography (PET) ก็มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการผลิตสารเภสัชรังสีที่มีการพัฒนาอย่างมากเพื่อให้ได้ข้อมูลทางด้านชีวโมเลกุลที่ทันสมัยและมีความเฉพาะเจาะจงต่อโรคเพิ่มมากขึ้น

ดิจิทัลเพทซีที (Digital PET/CT) Biograph Vision เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดที่มีคุณสมบัติสามารถทำการเก็บข้อมูลแบบ dynamic whole body แบบ real time ได้ เพื่อนำมาสร้างภาพและสามารถบ่งชี้ถึงระดับเมตตาบอลิซึมของสารเภสัชรังสีออกมาเป็นค่าเชิงตัวเลข (quantitative) ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ทำให้สามารถประเมินผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


โดยคุณสมบัติของเครื่อง มีการตอบสนองที่ดีต่อรังสีความแรงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถใช้ตรวจวินิจฉัยได้กับสารรังสีหลายชนิดมากขึ้น มีขนาดคริสตัลที่ใช้ในการทำหัวนับวัดรังสีเล็กที่สุดในปัจจุบัน ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก สามารถสร้างภาพได้อย่างชัดเจนแม้มีรอยโรคขนาดเล็กทำให้มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น สามารถเก็บค่านับวัดได้ในเวลาที่รวดเร็ว ลดระยะเวลาในการสแกนลงถึง 3 เท่า มีค่า Time of flight ที่สั้นที่สุดในปัจจุบัน สามารถสร้างภาพที่มีรายละเอียด และความชัดเจนสูง เพื่อลดการใช้รังสีกับผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีลดลง และลดระยะเวลาในการตรวจให้สั้นที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย โดยได้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

 

ความแตกต่างของเครื่องเพทซีที (PET/CT) ในอดีตจะรายงานผลค่าของ SUV ซึ่งเป็นเพียงค่าการสะสมของน้ำตาล แต่ในเครื่องดิจิทัลเพทซีที สามารถวิเคราะห์การใช้น้ำตาล (Ki) ในรอยโรคนั้นๆได้ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัย วางแผนการรักษา และติดตามผลการรักษา มีระบบ Software ซึ่งสามารถลด Metal Artifact ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รวมถึงการขยายบริเวณในการเก็บภาพออกไปเพื่อครอบคลุมบริเวณรอยโรคทั้งหมด มีระบบ AI ช่วยในการระบุตำแหน่งของอวัยวะหรือรอยโรคในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพื่อทำการคำนวณได้โดยอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ มีเทคนิคใหม่ในการถ่ายภาพอวัยวะที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ช่วงหน้าอก และช่องท้องจากการหายใจ และหัวใจที่มีการเต้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการแก้ไขการสั่นไหวของภาพโดยไม่เพิ่มเวลาในการถ่ายภาพ ทำให้ได้ภาพที่มีความคมชัดโดยผู้ป่วยไม่ต้องกลั้นหายใจ

นอกจากนี้ บริเวณช่องรับตัวผู้ป่วยมีความกว้างมากถึง 78 เซนติเมตร และขนาดอุโมงค์ที่สั้น ทำให้ลดความอึดอัด และเพิ่มความสบายให้กับผู้ป่วยระหว่างการตรวจวินิจฉัย ซึ่งคุณสมบัติของดิจิทัลเพทซีทีนี้นับเป็นมิติใหม่ของการตรวจวินิจฉัยทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ได้ประโยชน์ทั้งในส่วนของทีมแพทย์ผู้วางแผนการรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจด้วยการสแกนที่มีความรวดเร็วและได้ภาพคมชัดสูง

 

การตกแต่งภายในห้องตรวจดิจิทัลเพทซีที ยังได้ขอพระราชทานพระอนุญาตใช้ภาพฝีพระหัตถ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในชุดภาพ “หลากลาย หลายชีวิต” ชื่อภาพ “ความรักที่ไม่สามารถจินตนาการได้สำหรับคนไทย” จำนวน 1 รูป เพื่อใช้ในการตกแต่งห้อง ซึ่งภาพดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ ไม่เกิดภาวะเครียดขณะที่เครื่องเพทซีทีกำลังทำงาน ดั่งพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงมีพระดำรัสไว้ว่า “งานศิลปะทำให้ข้าพเจ้ามีความสุข ข้าพเจ้าจึงอยากแบ่งปันความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย”

 


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ได้มุ่งมั่นที่จะสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน และภายใต้ภารกิจในด้านของการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยสำหรับการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีการให้บริการ 2 ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเป็นการให้บริการตรวจผู้ป่วยด้วยเครื่องเพทซีที (PET/CT) ทุกสิทธิการรักษาทั้งที่เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ป่วยที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาเรามีผู้ป่วยมาเข้ารับบริการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเพทซีทีเพิ่มขึ้น 33% คิดเป็นจำนวนผู้ป่วยกว่า 1,700 รายที่เข้ามารับบริการ

และส่วนที่สอง เรามีภารกิจในการให้บริการสารเภสัชรังสี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากเครื่องไซโคลตรอน โดยบริการให้กับสถานพยาบาลที่มีเครื่องเพทซีที โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ร่วมกันคิดค้นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในการผลิตสารเภสัชรังสีตัวใหม่ๆ ที่ได้มาตรฐานซึ่งในแต่ละปีมีจำนวนการผลิตเพื่อขายสารเภสัชรังสีให้กับโรงพยาบาลต่างๆ จำนวนกว่า 2,000

ปัจจุบัน ศูนย์ไซโคลตรอนฯ สามารถผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา ได้ทั้งหมด 13 ตัว ประกอบด้วย 18F-FDG ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โรคทางระบบประสาท และโรคหัวใจ 18F-FDOPA และ 68Ga-DOTATATE ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง Neuroendocrine Tumor (NETs) และโรคพาร์กินสัน 11C-Choline, 68Ga-PSMA-11 และ 18F-PSMA-1007 ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 11C-Erlotinib ตรวจวินิจฉัยการกลายพันธุ์ของเนื้องอกในผู้ป่วยมะเร็งปอด 11C-PiB, 18F-THK 5351 และ 18F-NeuraCeq ตรวจวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ 18F-FLT ตรวจวินิจฉัยโรคทางระบบประสาทแยกการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกในสมองออกจากการตายของเนื้อเยื่อจากการรักษาด้วยรังสี 177Lu-DOTATATE สารเภสัชรังสีเพื่อนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็ง Neuroendocrine Tumor (NETs) และ 177Lu-PSMA-617 สารเภสัชรังสีที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่มิติใหม่ของการตรวจวินิจฉัยทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ด้วย “ดิจิทัลเพทซีที” ที่มีประสิทธิภาพ การสแกนด้วยความรวดเร็ว และภาพคมชัดสูงทำให้สามารถประเมินผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด ยังเป็นการสนับสนุนงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งในด้านทุนวิจัย สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือศึกษาวิจัยที่ทันสมัย

อีกทั้ง เพื่อให้เป็นไปตามพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระดำริให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และในอนาคต

ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เครื่องมือทางการแพทย์เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความทันสมัย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรสถาบันทางการศึกษา หรือสถาบันทางการแพทย์ต่างๆ เข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงานต่อไป

ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้เริ่มเปิดให้บริการตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลเพทซีทีนี้แก่ประชาชนในเดือนมกราคม 2562 ด้วยอัตราค่าบริการเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้ อาทิ ตรวจวินิจฉัยระบบประสาทด้วยเครื่องดิจิทัลเพท-ซีทีราคาเริ่มต้นที่ 10,000 บาท และตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งด้วยเครื่องเพท-ซีทีอนุพันธ์น้ำตาล FDG ราคา 20,000 บาท

โดยเปิดให้บริการทุกวันเพื่อลดระยะเวลาการรอคอยสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเพทซีที และรองรับผู้ป่วยที่สามารถส่งต่อมาจากทั่วประเทศ ด้วยศักยภาพและความพร้อมในทุกๆด้าน เพื่อส่งมอบมาตรฐานการเป็นศูนย์กลางการให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีระดับสูงที่คนไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ สนองพระปณิธานอันมุ่งมั่นขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร. 0-2574-3355 หรือ 0-64585-5193

สำหรับ10 คุณสมบัติของเครื่อง “ดิจิทัลเพทซีที” (Digital Pet/CT Biograph Vision)
1.Ultra-Dynamic Range ของหัวนับวัด (Detector) มีการตอบสนองที่ดีต่อรังสีความแรงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถใช้ตรวจวินิจฉัยได้กับสารรังสีหลายชนิดมากขึ้น
2.ขนาดคริสตัลที่ใช้ในการทำหัวนับวัดรังสีมีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก สามารถสร้างภาพได้อย่างชัดเจนแม้มีรอยโรคขนาดเล็กทำให้มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น
3.สามารถเก็บค่านับวัดได้ในเวลาที่รวดเร็ว ลดระยะเวลาในการสแกนลงถึง 3 เท่า
4.มีค่า Time of flight ที่สั้นที่สุดในปัจจุบัน สามารถสร้างภาพที่มีรายละเอียด และความชัดเจนสูง เพื่อลดการใช้รังสีกับผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีลดลง และลดระยะเวลาในการตรวจให้สั้นที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย โดยได้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำและถูกต้องมากยิ่งขึ้น
5.เครื่อง PET/CT ในอดีตจะรายงานผลค่าของ SUV ซึ่งเป็นเพียงค่าการสะสมของน้ำตาล แต่ในเครื่องดิจิทัลเพทซีที สามารถวิเคราะห์การใช้น้ำตาล (Ki) ในรอยโรคนั้นๆได้ ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัย วางแผนการรักษา และติดตามผลการรักษา
6.สร้างภาพหัวใจแบบ Dual Gating Deviceless ได้ โดยใช้เพียงการจับการเต้นของหัวใจด้วย EKG
7.มีระบบ Software ซึ่งสามารถลด Metal Artifact ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขยายบริเวณในการเก็บภาพออกไปเพื่อครอบคลุมบริเวณรอยโรคทั้งหมด
8.มีระบบ AI ช่วยในการระบุตำแหน่งของอวัยวะหรือรอยโรคในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพื่อทำการคำนวณได้โดยอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
9.บริเวณช่องรับตัวผู้ป่วย (Bore) มีความกว้างมากถึง 78 cm. และขนาดอุโมงค์ที่สั้น ทำให้ลดความอึดอัด และเพิ่มความสบายให้กับผู้ป่วยระหว่างการตรวจวินิจฉัย
10.มีเทคนิคใหม่ในการถ่ายภาพอวัยวะที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ช่วงหน้าอก และช่องท้องจากการหายใจ และหัวใจที่มีการเต้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการแก้ไขการสั่นไหวของภาพโดยไม่เพิ่มเวลาในการถ่ายภาพ ทำให้ได้ภาพที่มีความคมชัดโดยผู้ป่วยไม่ต้องกลั้นหายใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...