โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

DeFi บริการทางการเงินไร้ตัวกลาง เปลี่ยนโลกการเงินสู่อนาคต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 เม.ย. 2564 เวลา 08.26 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 08.26 น.

ทำความรู้จัก DeFi บริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลางที่อาจพลิกโฉมโลกการเงินใน 5-10ปีข้างหน้าเกิดเป็นภาพใหม่ Cefi over DeFi ที่ธนาคารและสถาบันการเงินจะเข้ามาหนุน DeFi ด้วย Trust สร้างความเชื่อมั่นกับผู้ใช้ทั่วไป

การเกิดขึ้นของบิทคอยน์ในปี 2009ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคอนเซ็ปท์บริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลาง โดยนักพัฒนาทั่วโลกมีความพยายามที่จะใช้คอนเซ็ปต์ของบิทคอยน์กับทุกเรื่อง แต่ด้วยความที่จุดตั้งต้น ซึ่งก็คือบิทคอยน์ มีโพสิชั่นเป็นสกุลเงินดิจิทัล บริการทางการเงินจึงเป็นเป้าหมายแรกของนักพัฒนาที่ถูกนำขึ้นไปรันบน Blockchain ความพยายามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2012และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันโดยถูกเรียกว่า DeFiหรือ Decentralize Finance ซึ่งขณะนี้กำลังถูกพูดถึงในฐานะสิ่งที่จะมาเปลี่ยนโลกการเงินในอนาคต

การเงินธนาคาร สัมภาษณ์พิเศษ นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่นถึง การเกิดขึ้นของ DeFi ในโลก บทบาทของตัวเร่งสำคัญในโลกคริปโทเคอร์เรนซี่อย่าง Ethereum ความเสี่ยงและการลงทุนใน DeFi Token และภาพของโลกการเงินที่มีทั้ง Cefi (ซีไฟน์)และ DeFi (ดีไฟน์)

 

บิทคอยน์/Ethereumตัวเร่ง DeFi

สร้างบริการด้านการเงินไร้ตัวกลาง

นายปรมินทร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับการเงินธนาคารว่า Decentralize Finance หรือเรียกย่อว่า DeFi เป็นระบบการเงินที่ไม่มีตัวกลาง ซึ่งที่ผ่านมาผู้คนใช้ระบบการเงินแบบมีตัวกลาง (Centralize) มายาวนานจนรู้สึกคุ้นเคย แต่หากย้อนกลับไปก่อนจะมี DeFi เกิดขึ้นนั้น ในโลกการเงินมีความพยายามที่จะสร้างระบบการเงินแบบไร้ตัวกลางนี้มาตั้งแต่ปี 2012ซึ่งขณะนั้น ยังเป็นแค่การเริ่มต้นพัฒนา ยังไม่ได้กลายเป็นแอปพลิเคชั่นเช่นในปัจจุบัน

สาเหตุที่มี DeFi ขึ้นในโลก เริ่มจากการเกิดขึ้นของบิทคอยน์ในปี 2009จากนั้นผู้คนพยายามคิดต่อยอดจากบิทคอยน์ โดยไม่มีข้อจำกัดว่า จะต้องเป็นสกุลเงินเพียงอย่างเดียว แต่นำระบบการเงินมารันอยู่บน Blockchain ทั้งหมด ซึ่งคอนเซปต์ตอนแรกยังไม่ได้ชัดเจนมากนัก เริ่มจากการทำ Crowdfunding และ P2P Lending โดยในช่วงแรกของการพัฒนาบริการเหล่านี้ยังเป็นแบบ Hybrid ที่มีตัวกลางอยู่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี Smart Contract ทำให้การเขียนแอปพลิเคชั่นทำได้ยาก เพราะต้องลงไปทำถึงระดับ Protocol

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Omni Layer ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์สที่ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์ที่อยู่บนเทคโนโลยีของบิทคอยน์อีกชั้นหนึ่ง ในอดีตมี DeFiหลายตัวที่ใช้เทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Crowdfundingและ Decentralize Exchange รวมถึง Tether ที่ทำเหรียญ USDT แต่ปัญหาขณะนั้นคือ ทุกการแก้ไขจำเป็นจะต้องลงไปถึงระดับ Protocol ซึ่งมีทั้งข้อจำกัด และความซับซ้อนสูงมาก ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ยาก และยังมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับเหล่า Miner สูงด้วย

จนเมื่อ Ethereum เกิดขึ้นในปี 2013บริการเหล่านี้ก็ย้ายตัวเองมารันอยู่บนแพลตฟอร์มของ Ethereum เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า จากนั้นก็มีการคิด Usecaseใหม่ๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือบน Ethereumมีเทคโนโลยี Smart Contract นักพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องลงลึกถึง Protocol ทำให้มีความง่ายในการ Coding ซึ่งคอนเซ็ปต์ของ DeFi ก็ถูกนำมาใช้บน Ethereum ด้วย เนื่องจาก Tether ย้ายเหรียญ USDT มารันอยู่บน Ethereum ทำให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา Decentralize Application (DAPP)ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็น Crowdfunding, P2P Lending หรือ Decentralize Exchange ก็เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม Ethereum เช่นกัน

“จุดเด่นของการไม่มีตัวกลางคือการที่เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจใครเลย แต่ให้เชื่อ Code ที่ถูกเปิดเผยเอาไว้ ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ว่า Code ที่ถูกเขียนขึ้นมีความปลอดภัยระดับไหน นั่นทำให้ผู้ใช้คือคนควบคุมทั้งหมด ไม่ได้ฝากความเชื่อมั่นไว้ที่องค์กรใด หากเชื่อใจ Code ที่ถูกเขียนออกมาก็สามารถใช้แอปพลิเคชั่นนั้นได้เลย”

นายปรมินทร์ กล่าวว่า แม้ว่า DeFi จะถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์ม Ethereumมาตั้งแต่ปี 2013แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีช่องโหว่อยู่ เพราะปัจจุบันในหลายโปรเจ็กต์ DeFiยังเกิดเหตุการณ์ถูก Hack ทั้งแบบที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งการที่ DeFi จะเติบโตได้นั้นจะต้องสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้ได้ก่อน เนื่องจากในกรณีเกิดความเสียหายจะไม่มีผู้รับผิดชอบ เพราะทุกธุรกรรมที่เกิดไม่มีตัวกลาง และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้

“มีกรณีความเสียหายจากการลงทุนในเหรียญ DeFi แทบทุกอาทิตย์ เช่น ตัวแอปพลิเคชั่นมี Bug จนเกิดช่องโหว่ทำให้โดน Hack หรือการที่ทีมพัฒนาตั้งใจวาง Backdoor เอาไว้โจมตีภายหลัง ตลอดจนเจ้าของโปรเจ็กต์ DeFi ปิดโปรเจ็กต์และนำเงินของนักลงทุนหนีไป นั่นจึงทำให้การลงทุนใน DeFi มีความเสี่ยงสูงมากกว่าการลงทุนในเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี่ทั่วไป แต่ในมุมของผลตอบแทนก็สูงเช่นกัน”

อีก 10ปี DeFiเปลี่ยนโลกการเงิน

เกิดภาพ Cefi X DeFi ในอนาคต

นายปรมินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโปรเจ็กต์ DeFi มีการเติบโตเร็วมาก เพราะตัว Code ทุกอย่างมีการเปิดเผยทั้งหมด นั่นจึงทำให้ผู้พัฒนาจากทั่วโลก สามารถนำ Code นี้ไปพัฒนาใช้ต่อได้ทันที โดยอาจเปลี่ยนชื่อ โลโก้ ต่อเติมบางส่วนและนำไปทำเป็นโปรเจ็กต์ของตัวเอง เช่น Decentralize Exchange ในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 10รายที่ใช้พื้นฐานเดียวกัน

“หากนำกฎของมัวร์ (Moore's law) มาใช้กับสถานการณ์นี้ เชื่อว่าในทุก 1ปี หรือ 18เดือน การเติบโตของ DeFiจะเพิ่มขึ้น 2เท่า ซึ่งภายใน 5-10ปี น่าจะทำให้โปรเจ็กต์ DeFi มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ มีมาตรฐานชัดเจน และจะเกิดภาพของโปรเจ็กต์ DeFiที่มีสถาบันการเงินเข้ามาหนุนหลัง เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือจาก Centralize Party ที่รวมสถาบันการเงินหลายๆแห่งภายใน Decentralize อีกที มีการตรวจสอบความปลอดภัยที่ชัดเจน ทำให้คนทั่วไปกล้าที่จะเข้ามาใช้หรือนำเหรียญมาฝากได้ เป็นภาพของ Centralize over Decentralize”

นายปรมินทร์ กล่าวต่อว่า การเข้ามาในโปรเจ็กต์ DeFiของสถาบันการเงิน (Centralize Finance : Cefi) ถือเป็นวิวัฒนาการของโลกการเงิน เพราะ Cefi นั้นมีต้นทุนในการให้บริการทางการเงิน มีพนักงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิด Human Error และต้องใช้ระยะเวลาในการประมวลผล เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับหลายบุคคลหลายส่วนงาน ซึ่งหาก Cefiสามารถลดคน ลดต้นทุน ทำให้กระบวนการต่างๆเป็นแบบอัตโนมัติ ก็จะมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำเทคโนโลยี DeFiมาใช้ภายในองค์กรเพื่อให้เกิดการทำงานแบบอัตโนมัติ หรือใช้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกก็ได้ เป็นการลดต้นทุนที่ทำให้ทั้ง Cefi และลูกค้าได้ประโยชน์มากขึ้น

 แม้ว่า DeFi จะเป็นการ Disrupt บริการทางการเงินแบบ Cefi แต่สถาบันการเงินก็จะต้องหาโพสิชั่นของตัวเอง เพื่ออยู่ร่วมกับ DeFi ต่อไป ซึ่งจุดแข็งที่สุดของธนาคารและสถาบันการเงินคือความเชื่อมั่น ดังนั้น ตราบใดที่ความเชื่อมั่นนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนไป ธนาคารก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกการเงินแบบ Cefiกับ DeFi ได้ นอกจากนี้ โอกาสที่คนส่วนมากจะเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์และการ Coding โปรแกรมก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรในอนาคตบริการทางการเงินแบบ Cefi ก็จะยังคงอยู่แต่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางการเงินแทน (Facilitator)

“ระบบการเงินแบบ DeFi เป็นคอนเซ็ปต์ที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับความเสี่ยงได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมี Cefi เข้ามารับความเสี่ยง เช่น คนอายุ 50-60จะไม่ลงทุนใน DeFi เพราะรับความเสี่ยงไม่ได้ แต่ถ้ามี Cefi มารองรับความเสี่ยงให้ ก็จะทำให้เกิดภาพของการลงทุนผ่าน Cefi ซึ่งมี Trust เป็นสินทรัพย์และ Cefiก็จะนำเงินมาลงทุนในโปรเจ็กต์ DeFi พร้อมดูแลบริหารความเสี่ยงให้ แม้คอนเซ็ปต์ของ DeFi และ Cefi จะตรงข้ามกันสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริง Cefi จะเปลี่ยนบทบาทตัวเอง เพื่อมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี DeFi”

แนะเทคนิคลงทุนใน DeFi Token

เน้นเหรียญที่ได้รับความนิยม

นายปรมินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเหรียญ DeFi (DeFi Token) ในตลาดมากกว่า 100เหรียญ ซึ่งผู้ที่พัฒนาโปรเจ็กต์ DeFiมักระดมทุนด้วยการปล่อยเหรียญของตัวเองออกมา เนื่องจากโปรเจ็กต์เหล่านี้ไม่มีเครือข่าย Blockchainเป็นของตัวเอง โดยส่วนใหญ่มักอยู่บน Ethereumหรือ Binance Smart Chainเพื่อทยอยขายให้คนเข้ามาซื้อ หรืออาจใช้วิธีให้ผู้ใช้นำเหรียญอย่างบิทคอยน์ หรือ USDT รวมถึงเงินจริงมาฝากไว้ และจะได้ Reward กลับไปซึ่งเป็นเหรียญของโปรเจ็กต์นั้น เช่น การนำ USDT มาฝากไว้ (Farming) เมื่อครบระยะหนึ่งก็จะได้ผลตอบแทนกลับไป

ส่วนใหญ่ทุกโปรเจกต์ DeFi จะใช้เหรียญในการทำประชาสัมพันธ์โปรเจ็กต์ตนเองเพื่อดดึงดูดนักลงทุน โดยทำการแจกเหรียญ (Airdrop) เข้าไปในอีโคซิสเต็มส์อย่าง Ethereumหรือ Binanace ส่วนคุณสมบัติของเหรียญนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละโปรเจ็กต์ เช่น เป็น Governance Token ที่ผู้ถือเหรียญจะมีสิทธิในการโหวตการตัดสินใจ การตั้งกฎในอนาคต หรือให้สิทธิในความเป็นเจ้าของในโปรเจ็กต์เหล่านั้น ตลอดจนสิทธิในการได้รับส่วนแบ่งจากกำไรของโปรเจ็กต์ด้วย

นายปรมินทร์ อธิบายว่า การที่เหรียญ DeFi จะเข้าสู่ Digital Asset Exchange มี 2วิธี คือ

         1. เจ้าของโปรเจ็กต์ DeFi ร่วมมือกับ Exchange ในการเสนอขายเหรียญกับนักลงทุน (Initial Exchange Offering: IEO) โดยนำโปรเจ็กต์ DeFiมาเสนอขายซึ่งนักลงทุนที่อยู่ Exchange ก็มีสิทธิที่จะเข้ามาลงทุนได้

          2. เจ้าของโปรเจ็กต์ DeFi ไม่ได้นำเหรียญเข้าเสนอขายใน Exchange แต่นำเหรียญไปเสนอขายใน Decentralize Exchange ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเสนอขายเหรียญและจับคู่เทรดกับทุกเหรียญในตลาดได้ ตัวอย่างของ Decentralize Exchange คือ Uniswapและ Sushiswap

“Decentralize Exchange นั้นทำให้ใครก็สามารถเสนอขายเหรียญของตัวเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกเหรียญที่นักลงทุนจะเลือกเทรด อีกทั้งการเทรดก็มีความยากกว่าการใช้ Centralize Exchange ที่มีระบบ Username Password มีฝ่ายบริการลูกค้า แต่หากเป็น Decentralize Exchange ทุกอย่างผู้ลงทุนต้องดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งการเริ่มต้นเทรดนั้นถือว่าไม่ง่าย”

นายปรมินทร์ แนะนำว่า ภายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล Satang Pro มีเหรียญ DeFiให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้ โดยสิ่งที่ Satang Pro แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นคือ ให้เลือกเหรียญที่ติดดับ Top 50จาก Coinmarketcap.com เนื่องจากเป็นโปรจ็กต์ที่ค่อนข้างมีความเสถียร มีฐานผู้ใช้รองรับ และถือว่ามีความเสี่ยงน้อยเมื่อเทียบกับเหรียญ DeFiที่เพิ่มเริ่มต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...