โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตรวจชีพจรธุรกิจก่อสร้าง โอกาสทางธุรกิจใน New Normal

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 เม.ย. 2564 เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 01.58 น.

คอลัมน์ ระดมสมอง ไตรวุฒิ นพรัตน์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

ภาคการก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และครัวเรือน งานก่อสร้างใน segment ต่าง ๆ ทั้งงานโยธา งานอาคาร และงานเฉพาะด้าน มีความเกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ทั้งธุรกิจเหมืองแร่ งานออกแบบ การจัดหาแรงงาน/การจ้างงาน การผลิต/จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงสถาบันการเงิน เป็นต้น ขณะเดียวกันยังเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในปี 2563 แม้ว่าการลงทุนก่อสร้างจะได้รับผลกระทบจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ภาพรวมยังขยายตัวได้ 2.2% โดยมีมูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท และมีสัดส่วนใน GDP สูงถึง 8.4%

แรงขับเคลื่อนหลักคือการก่อสร้างภาครัฐที่ยังเติบโตได้ 5.7% ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนหดตัว 2.2% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2558

โดยเฉพาะงานก่อสร้างอาคารภาคเอกชน ที่มีสัดส่วน 80% ของมูลค่างานก่อสร้างภาคเอกชน หดตัวมากถึง 6.1% ภาวะซบเซาของภาคอสังหาฯส่งผลให้งานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 35 ราย มีรายได้รวม 2.06 แสนล้านบาทในปี 2563 ลดลง 6.6% (YOY)

ผู้ประกอบการ 74% ประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนจากรายได้ที่ลดลง ผลกำไร/อัตรากำไรสุทธิที่ลดลง หรือมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ

โดยรวมแล้ว ผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมีสัดส่วนสูงถึง 37% เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2562 และอัตรากำไรสุทธิส่วนใหญ่แนวโน้มลดลง

ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่ผลกระทบของ COVID-19 เกิดขึ้นในวงกว้าง จึงคาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็คงประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน

คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจก่อสร้างจึงด้อยลงตามไปด้วย จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อธุรกิจก่อสร้างในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่ารวม 2.80 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% (YOY)

โดยเพิ่มขึ้นในกลุ่มงานโยธา และกลุ่มงานก่อสร้างเฉพาะด้าน ขณะที่กลุ่มงานก่อสร้างงานอาคาร หดตัวลงตามภาวะซบเซาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งเมื่อพิจารณาด้านคุณภาพสินเชื่อพบว่า ธุรกิจก่อสร้างมีสัดส่วน nonperforming ratio อยู่ที่ระดับ 7.7% (เร่งตัวขึ้นจาก 6.9% ในไตรมาส 4/2562) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสินเชื่อธุรกิจโดยรวม (ไม่รวมสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล & กิจกรรมทางการเงิน และการประกันภัย) ในช่วงปี 2557-2563 ที่ระดับ 4.0% ส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อผู้รับเหมางานอาคารและงานเฉพาะด้านที่เร่งตัวขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมางานอาคารที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุดในกลุ่ม จากภาวะตลาดที่หดตัวต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันในปี 2563 nonperforming ratio งานโยธาก็เร่งตัวขึ้นสูง (เฉลี่ย 7.1%) ใกล้เคียงงานเฉพาะด้าน เทียบกับช่วงก่อนหน้า (ปี 2557-2561) ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มก่อสร้าง

สำหรับในปี 2564 การลงทุนก่อสร้างมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4.9% เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่การก่อสร้างต่อเนื่องในพื้นที่ EEC รวมทั้งการพัฒนาด้านการคมนาคมในภูมิภาค และงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบในภูมิภาคของภาคเอกชน

เนื่องจาก developer ส่วนใหญ่หันไปพัฒนาบ้านจัดสรรกันมากขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และราคาที่ดินมีไม่มากเท่ากรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งโครงการคอนโดมิเนียมบริเวณแนวสถานีรถไฟฟ้าบางส่วนที่เลื่อนการก่อสร้างมาจากปี 2563

Krungthai COMPASS ประเมินว่า งานก่อสร้างภาครัฐยังเป็นเป้าหมายหลักของผู้รับเหมา เนื่องจากยังมีแนวโน้มเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนของงบประมาณประจำปี 2564 ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้
การลงทุนก่อสร้างภาครัฐเพิ่มขึ้น 7.0%

อย่างไรก็ดี segment นี้อาจจะต้องมองหาลู่ทางเพื่อกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพางานก่อสร้างภาครัฐเพียงด้านเดียว เพราะงานภาครัฐก็มีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับกระแสเงินสด

อย่างไรก็ดี มองว่างานก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเปราะบาง คาดว่าเติบโตได้ประมาณ 3.0% ในปี 2564 โดยยังมีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับปี 2561-2562 เพราะธุรกิจที่อยู่อาศัยภาคเอกชนซึ่งเป็น driver หลักต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งจำเป็นต้องรอแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐที่จะช่วยฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ หากภายในประเทยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ได้ ธุรกิจก่อสร้างยังคงปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง

อีกทั้งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะกลุ่มเหล็กในปี 2564 ที่เร่งตัวสูงขึ้นอย่างมาก จะกลายเป็นปัญหาใหม่ของผู้รับเหมาภาคเอกชนในปีนี้

เนื่องจากพบว่าราคาเหล็กเส้นและเหล็กแผ่น ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เร่งตัวขึ้น 42-48% แล้ว รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาโลหะอุตสาหกรรม (industrial metals) อื่น ที่เป็นวัตถุดิบของการก่อสร้าง เช่น อะลูมิเนียม สังกะสี เป็นต้น

Krungthai COMPASS มองโอกาสทางธุรกิจใน new normal ของก่อสร้าง ต้องตอบโจทย์ green economy, health/aging society และวิถี work from home (WFH) นอกจากการปรับตัวของผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่นแล้ว จากนี้ไปจะเกิดโอกาสใหม่ที่เป็น new normal ของธุรกิจก่อสร้าง ใน segment ที่สามารถตอบสนอง green economy, health/aging society และวิถี WFH เป็นต้น ดังนี้

(1) งานก่อสร้างที่สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว จะเป็นที่ต้องการในอนาคต เช่น งานออกแบบ/ติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้า solar rooftop

และงานก่อสร้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซ CO2 /การสนับสนุนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ งานออกแบบ/ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย/ขยะ และรวมไปถึงการผลิต/ใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงาน หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(2) การก่อสร้างหรือวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ health/aging society จะเป็นที่สนใจของ developer และครัวเรือนมากขึ้น เช่น การสร้าง/ปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ วัสดุ/อุปกรณ์ก่อสร้าง

และการติดตั้งระบบ automation ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ/การป้องกันเชื้อโรค และรวมไปถึงงานออกแบบที่สามารถตอบโจทย์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของประเทศไทยในปี 2564 นี้

(3) นอกจากงานปรับปรุงอาคารสำนักงานเพื่อลดความสำคัญของการทำงานที่ office ลง แล้ว งานปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็น home office เพื่อรองรับวิถี WFM ก็จะตามมามากขึ้น รวมทั้งงานก่อสร้าง/ตกแต่งอาคารประเภท coworking space ที่สามารถตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน

(4) แนวโน้มงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบในต่างจังหวัดมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยหนุนด้านราคาที่ดิน และแนวโน้มมการขยายตัวของ urbanization ที่ได้แรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ตลอดจนการออกไปรับงานในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ไม่มีประเด็นด้านการเมือง โดยเฉพาะงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและด้านพลังงาน

ชีพจรของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ปรากฏผ่านเครื่องตรวจวัดด้านผลการดำเนินงาน และคุณภาพหนี้ ทำให้พบว่าการพึ่งพาธุรกิจเพียงด้านเดียวอาจไม่สามารถสร้างผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีประสบการณ์ที่ยาวนาน

โดยเฉพาะการพึ่งพาเฉพาะโครงการภาครัฐ หรือ focus เฉพาะพื้นที่ หรือการรับงาน/ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ โดยไม่ปรับตัวให้สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหรือความต้องการในอนาคต

ด้านการตลาด จากนี้ไปผู้รับเหมาต้องเพิ่มศักยภาพเพื่อไปรับงานต่างพื้นที่หรือต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงงานก่อสร้างและการใช้วัสดุก่อสร้างให้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ทั้ง green economy, health/aging society และ WFH

ในส่วนขององค์กร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งในส่วนของการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซ CO2 เสียง ฝุ่น ขยะ/สิ่งของที่เกิดจากการก่อสร้าง

ทำให้นอกเหนือจากต้องสามารถส่งมอบงานตรงเวลา ตรงตาม spec และเป็นไปตามระเบียบของทางการแล้ว ยังต้องครอบคลุมไปถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน รวมไปถึงบรรษัทภิบาล เพื่อให้องค์กรเป็นที่ยอมรับของสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...