โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกณฑ์ทหาร-ทหารเกณฑ์ ในอดีตเกณฑ์ใคร? เกณฑ์อย่างไร? เกณฑ์ทำไม?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 ส.ค. 2568 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2566 เวลา 00.00 น.
ภาพประกอบเนื้อหา -

ตำนานการเกณฑ์ทหาร ในอดีตเกณฑ์ใคร? เกณฑ์อย่างไร? เกณฑ์ทำไม?

“เกณฑ์ทหาร-ทหารเกณฑ์” คำ 2 คำนี้มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง เพราะมีการ “เกณฑ์ทหาร” จึงมี “ทหารเกณฑ์” แล้วประเทศเราเกณฑ์ทหารกันมาอย่างไร จนถึงวันนี้การเกณฑ์ทหารมีวิวัฒนาการอย่างไร คงต้องย้อนกลับไปดูว่าการเกณฑ์ทหารในอดีตทำกันเช่นไร เรื่องนี้ “ตำนานการเกณฑ์ทหาร” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอธิบายไว้ ซึ่งขอคัดมานำเสนอเพียงบางส่วน

พระนิพนธ์ตอนที่คัดชื่อ “ว่าด้วยลักษณะเกณฑ์ทหารอย่างโบราณ” พิมพ์อยู่ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.อ. เปรม รัชนิวัติ ณ ฌาปนกิจสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 (โดยมีการจัดวรรคย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำเพื่อสะดวกในการอ่าน)

ว่าด้วยลักษณะเกณฑ์ทหารอย่างโบราณ

ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ข้างต้นในหนังสือนี้ ว่าไม่มีหนังสือเก่าเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่จะได้แสดงวิธีเกณฑ์ทหารไทยอย่างโบราณไว้ชัดเจน การที่เรียบเรียงหนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าตรวจเห็นเค้าเงื่อนอันมีอยู่ในหนังสือต่างๆ คือ พงศาวดาร กฎหมาย และทำเนียบเก่าเป็นต้น คิดเรียบเรียงขึ้นตามอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นอาจจะวิปลาสพลาดพลั้งได้ ขอบอกซ้ำสำหรับที่จะอธิบายวิธีเกณฑ์ทหารต่อไปนี้อีกครั้ง 1 อีกประการ 1 วิธีการทหารไทย ได้จัดการแก้ไข เปลี่ยนแปลงมาตามเหตุการณ์ หลายครั้งหลายคราว การอย่างใดจะได้จัดในคราวไหนเพียงใด ทราบแน่ไปกว่าในเรื่องพงศาวดารที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นไม่ได้ จำต้องรวมแสดงแต่พอแลเห็นรูปลักษณะการดังกล่าวต่อไปนี้

1) ว่าด้วยบุคคลที่ต้องเป็นทหาร

การเกณฑ์ทหารแต่โบราณกำหนดบุคคลเป็น 4 พวก คือ ไทยพวก 1 นักบวชพวก 1 คนต่างชาติพวก 1 ทาสพวก 1

บรรดาชายไทย ไม่ว่ายศศักดิ์หรือสกุลอย่างใด ต้องเป็นทหารทั้งนั้น เชื้อสายคนชาติอื่นอันเกิดในประเทศนี้นับว่าเป็นไทย แต่คนชาติไทยที่ตกเป็นทาสไม่นับว่าเป็นไทยในวิธีเกณฑ์ทหาร

นักบวชนั้น ไม่ว่าจะบวชในพระพุทธศาสนาหรือไสยศาสตร์ ยกเว้นไม่เกณฑ์ทหาร ความข้อนี้มีเรื่องกล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ให้สึกพระภิกษุสามเณรออกมารับราชการ (ทหาร) แต่มีจดหมายเหตุฝรั่งแต่งไว้ในครั้งนั้นว่า

มีคนหลีกเลี่ยงราชการทหารออกบวชเป็นพระภิกษุสามเณรมากนัก สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้หลวงสรศักดิ์เป็นแม่กองพิจารณาเลือกสึกเสียเป็นอันมากดังนี้ น่าจะจริงอย่างฝรั่งว่า เพราะวิชเยนทร์เป็นคริสตัง สมเด็จพระนารายณ์เห็นจะไม่โปรดให้มีอำนาจเหนือพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา

คนต่างประเทศแต่โบราณกำหนดเป็น 3 จำพวก คือ (1) จำพวกที่ไปมาค้าขายชั่วคราว เป็นแต่เรียกใช้หรือเรียกเงินแทนแรงเป็นคราวไม่เกณฑ์เป็นทหาร (2) จำพวกที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ประจำในพระนคร ถ้าใครสมัครก็ยอมรับเป็นทหารอาสา (3) จำพวกลูกหลานเชื้อสายของชาวต่างประเทศอันเกิดในเมืองไทย (เช่น พวกเชื้อสายโปรตุเกศที่อยู่กุฎีจีน) เกณฑ์เหมือนกับไทย

คนที่เป็นทาสเป็นเชลยนั้น จะเป็นไทยหรือคนชาติอื่นก็ตามถือว่าเป็นคนชั้นเลวคล้ายกับปศุสัตว์ สำหรับแต่จะเป็นบ่าวไพร่จึงเป็นแต่เกณฑ์ใช้แรง ไม่ให้มีศักดิ์เป็นทหาร

2) กำหนดเวลารับราชการ

การเกณฑ์ทหาร นับว่าคนอายุ 18 ปี ถึงกำหนดจะต้องเป็นทหาร ต้องรับราชการอยู่จนอายุ 60 ปีจึงปลดปล่อย แต่ถ้ามีลูกชายเข้ารับราชการ 3 คน ก่อนพ่ออายุ 60 ปีก็ปลดปล่อยดุจกัน กำหนดเช่นกล่าวนี้ อนุโลมถึงบุคคลจำพวกซึ่งมีหน้าที่รับราชการอย่างอื่น เช่นเสียเงินแทนแรงเป็นต้น อันมิต้องเป็นทหารด้วย

การที่เข้าทะเบียนเกณฑ์นั้น เมื่ออายุยังอยู่ในระหว่าง 18 ปีไปหา 20 ปี เรียกว่าไพร่สม ให้มูลนายฝึกหัดไปก่อนยังมีต้องรับราชการ เมื่ออายุพ้น 20 ปีแล้วจึงยกขึ้นเป็นตัวทหาร เรียกว่าไพรหลวง

ไพร่หลวง มีหน้าที่ต้องมาอยู่ประจำราชการ ปีละ 6 เดือน เป็นนิจ กำหนดนี้ภายหลังลดลงมาปีละ 4 เดือน (มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ลดลงคง แต่ปีละ 3 เดือน)

เมื่อเกิดวิธียอมให้ไพร่เสียเงินจ้างคนรับราชการแทนตัวได้ ในเวลาปรกติไพรหลวงต้องเสียค่าจ้างเดือนละ 6 บาท ทาสเพียงปีละ 6 สลึง (คือ 1 บาท กับ 50 สตางค์) เงินค่าจ้างคนแทนเช่นนี้ ชั้นแรกเห็นจะให้มูลนายจัดจ้างคนแทนจริงๆ แต่ชั้นหลังมารัฐบาลยอมรับเงินนั้นในเวลาบ้านเมืองเป็นปรกติ จึงเลยเรียกว่าค่าราชการ มีเงินอีกประเภท 1 เรียกว่าส่วย เกิดแต่รัฐบาลยอมให้ไพร่พลอันอยู่ห่างไกลแต่อยู่ในที่เกิด ส่ง [ต้นฉบับใช้ สิ่ง] ของซึ่งต้องใช้ในราชการ ยกตัวอย่างเช่นดินประสิวอันต้องการใช้ทำดินปืนเป็นต้น จึงยอมให้ไพร่พลซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามหมู่เขาหาดินประสิวตามถ้ำมาส่งเป็นส่วยแทนตัวมารับราชการได้

มีส่วยต่างๆ ซึ่งตั้งขึ้นในครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมากมายหลายอย่าง ครั้นนานมา ก็ยอมให้ส่งเป็นเงินแทนดินประสิวได้อย่างเดียวกับค่าราชการ แต่อัตราต่ำกว่า อยู่ราวปีละ 6 บาท แต่การที่ยอมให้เสียค่าราชการและส่วย แทนรับราชการดังกล่าวมานี้ ยอมเฉพาะแต่เวลาที่บ้านเมืองเป็นปรกติ ถ้ามีการทัพจับศึกก็เกณฑ์เรียกตัวมารับราชการ

3) การควบคุมรี้พล

ลักษณะการควบคุมทหารไทยแต่โบราณ กำหนดเอาครัวเรือนเป็นชั้นต่ำเบื้องต้นของการควบคุม เป็นประเพณีมาเก่าแต่ดั้งเดิมคู่กับข้อที่เกณฑ์ไทยทุกคนให้ต้องเป็นทหาร เพราฉะนั้นจึงถือเป็นหลักว่าบิดาสังกัดอยู่กรมไหนบุตรหลายต้องอยู่กรมนั้นตามกัน การควบคุมต่อขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่ากอง หรือหลายครัวเรือนรวมกัน หลายกองรวมกันกำหนดว่าเป็นกรม

บรรดากรมนั้นมีชื่อเรียกต่างๆ กันโดยพระราชบัญญัติ เช่นเรียกว่ากรมตำรวจ และกรมฝีพายเป็นต้น เพราะกรมเป็นหลักของการทำทะเบียนหมายหมู่ผู้คน กรมจึงต้องมีเฉพาะที่ลงชื่อไว้ในทำเนียบ ถ้าและมิได้มีพระราชบัญญัติจะรวบรวมคนตั้งกรมขึ้นใหม่ไม่ได้ ความข้อนี้ยังมีอุทาหรณ์เห็นได้ในการตั้งกรมเจ้านาย ที่แท้นั้นคือประกาศพระราชบัญญัติให้ตั้งกรมทหารขึ้นใหม่ เรียกนามว่า “กรมโยธาทิพ” หรือ “กรมเทพามาตย์” เป็นต้น และโปรดให้ขึ้นอยู่ในเจ้านายพระองค์นั้นๆ

นามกรมเป็นแต่นามสำหรับเรียกกรมทหารอย่างเดียวกับเช่นเรียกว่ากรมทหารราบที่ 4 ที่ 5 ทุกวันนี้ มิใช่พระนามของเจ้านาย เพราะฉะนั้นแต่โบราณเมื่อขานนามเจ้านายต่างกรม จึงใช้คำว่า “เจ้า” นำหน้านามกรม เช่นว่า “เจ้ากรมหมื่นสุรินทรรักษ์” ดังนี้เป็นต้น หมายความว่าเป็นเจ้าของทหารกรมสุรินทรรักษ์นั้น

บรรดากรมทั้งปวง กรม 1 มีเจ้ากรมเป็นผู้บังคับการคน 1 ปลัดกรมเป็นผู้ช่วยคน 1 และสมุห์บาญชีเป็นผู้ทำบาญชีพลคน 1 และมีนายกองรองลงมา (เรียกว่าขุนหมื่น) สำหรับดูแลควบคุมไพร่พลในกรมนั้นมากบ้างน้อยบ้าง พวกขุนหมื่นมักอยู่ตามท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของไพร่พล เพราะวิธีการควบคุมคนแต่โบราณไม่ได้ใช้กำหนดท้องที่เป็นหลัก จึงไม่อาศัยกำนันผู้ใหญ่บ้านพนักงานปกครองท้องที่ ถึงไพร่พลจะไปอยู่ที่ไหนๆ ก็ต้องอยู่ในปกครองนายกองตน

นายกองเป็นผู้เรียกหาไพร่พลในเวลาต้องการตัวเข้ามารับราชการ การควบคุมคนในกรม และเกลี้ยกล่อมหาคนที่หลบเลี่ยงลอยตัวอยู่มาขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมอย่าให้จำนวนคนในกรมของตนลดน้อยถอยลงได้ แต่จำนวนที่จะกำหนดเป็นอัตราว่า กรม 1 และกอง 1 จะต้องมีคนมากน้อยเท่าใดนั้นหาปรากฏไม่

กรมทหารแต่โบราณนั้นดูเหมือนจำกำหนดเป็น 4 ชั้น คือ กรมพระ เช่นกรมตำรวจในซ้ายขวา เจ้ากรมเป็นพระมหาเทพพระมหามนตรีนี้เป็นต้น เป็นกรมชั้นที่ 1 กรมหลวง เช่นกรมตำรวจนอกขวาซ้าย เจ้ากรมเป็นหลวงราชนรินทร หลวงอินทรเดชะนี้เป็นต้น เป็นกรมชั้นที่ 2 กรมขุน เช่นกรมทนายเลือกขวาซ้าย เจ้ากรมเป็นขุนภักดีอาสา ขุนโยธาภักดีเป็นต้น เป็นกรมชั้นที่ 3 กรมหมื่น เช่นกรมหมื่นแตรขวาซ้าย เจ้ากรมเป็นหมื่นเสน่ห์ราชา หมื่นจินดาราชนี้เป็นต้น เป็นกรมชั้นที่ 4

ลักษณะที่จัดกรมชื่อเดียวกันเป็นกรมขวาและกรมซ้าย ดูเป็นทํานองเดียวกับจัดกรม 1 เป็น 2 กองพัน เพราะฉะนั้นที่เป็นกรมชั้นสูงเช่นกรมคชบาลและกรมตำรวจเป็นต้น จึงมีตำแหน่งจางวางเป็นนายพลบังคับรวมกันอีกชั้น แต่กรมชั้นต่ำนั้นไม่มีตำแหน่งจางวางทำเนียบ เห็นจะเป็นเพราะจำนวนพลน้อย หรือแต่เดิมมีแล้วเลิกเสียเพราะเหตุนั้นก็เป็นได้

ในเวลามีการทัพศึกลักษณะกะเกณฑ์รี้พลเกณฑ์เรียกเป็นกรมๆ เกณฑ์ไปหมดทั้งกรมหรือแบ่งเกณฑ์แต่ส่วนหนึ่ง ตามควรแก่เหตุการณ์ไปจัดเข้าเป็นกองทัพอีกชั้น 1 ระเบียบการควบคุมทหารอย่างโบราณ เข้าใจว่าเป็นอย่างกล่าวมานี้

4) ลักษณะจัดประเภททหาร

ทหารไทยแต่โบราณมีแต่ทหารบก ทหารเรือหามีไม่ เรือรบที่สร้างขึ้นอย่างเรือพาย ก็ใช้ทหารบกเป็นทั้งพลพายและพลรบด้วยในตัว ถ้ายกกองทัพไปทางทะเลใหญ่ก็เอาทหารบกบรรทุกเรือไปรบพุ่ง พวกเดินเรือเป็นพลเรือนไม่นับในทหาร ประเพณีในยุโรป แม้ประเทศอังกฤษ แต่เดิมที่เดียวก็มีแต่ทหารบกทำนองเดียวกัน ทหารเรือเป็นของเกิดขึ้นต่อชั้นหลัง

ทหารบกตามตำราพราหมณ์ กำหนดเป็น 4 เหล่า คือพลช้างเหล่า 1 พลม้าเหล่า 1 พลรถเหล่า 1 พลราบเหล่า 1 เรียกรวมกัน ว่าจตุรงค์เสนา ทหารไทยแต่โบราณก็จัดประเภทต่างกันเป็น 4 เหล่า คือ ทหารช้างเหล่า 1 ทหารม้าเหล่า 1 ทหารราบเหล่า 1 ทหารช่างเหล่า 1 ไม่มีทหารรถ เห็นจะเป็นเพราะมิใคร่มีที่ใช้ในการรบ และทหารปืนใหญ่นั้นรวมอยู่ในทหารราบ หาได้แยกออกเป็นเหล่าหนึ่งต่างหากไม่

กรมทหารทั้งปวงแบ่งสังกัดเป็นฝ่ายทหารพวก 1 เป็นฝ่ายพลเรือนพวก 1 กรมพวกฝ่ายทหารขึ้นอยู่ในกลาโหม รับราชการทหารซึ่งมีประจำอยู่เป็นนิจ กรมพวกฝ่ายพลเรือนขึ้นอยู่ในมหาดไทย รับราชการต่างๆ อันเป็นการพลเรือน ซึ่งมีประจำอยู่เป็นนิจ ถ้าเวลามีการศึกสงครามก็สมทบกันทั้งกรมฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน

อนึ่งกรมทหารทั้งปวงนั้น จัดเป็นทหารสำหรับรักษาพระองค์ พวก 1 คือ กรมช้างต้น กรมม้าต้น กรมตำรวจ และกรมช่างทหารใน เป็นต้น อีกพวก 1 เป็นทหารสำหรับราชการสามัญ เช่น กรมคชบาล กรมอัศวราช กรมอาสหกเหล่า และกรมช่างสิบหมู่ เป็นต้น

พนักงานบัญชาการทหารทั้งปวง (ทำนองหน้าที่เสนาธิการในบัดนี้) นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน รองลงมาก็อัครมหาเสนาบดีที่สมุหนายก กับอัครมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหม ในกรมมหาดไทยและกลาโหม มีเจ้าพนักงานสำหรับการต่างๆ ในกระบวนทัพเป็นหลายแผนก คือ แผนกพล มีทั้ง 2 กรม แผนกช่าง แผนกม้า แผนกทาง 3 แผนกนี้อยู่ในมหาดไทย แผนกเรือ แผนกตำหนัก (ที่สำนัก) แผนกเครื่องสรรพยุทธ 3 แผนกนี้อยู่ในกลาโหม กรมพระสุรัสวดีเป็นพนักงานทำทะเบียนบาญชีพลทั้งในกรุงและหัวเมือง

ส่วนหัวเมืองนั้นเจ้าเมืองมักเป็นนายทหารทั้งนั้น แต่ทหารเมืองชั้นในรวมการปกครองอยู่ในกองทัพราชธานี ส่วนหัวเมืองเอก โท ตรี จัดกระบวนพลเป็นกองทัพเฉพาะเมืองนั้น เจ้าเมืองเป็นนายพลผู้บัญชาการกองทัพเมืองนั้นๆ ด้วย ระเบียบกระบวนทัพในราชธานีกำหนดเป็น 3 ทัพ คือพระมหาอุปราชเป็นทัพหน้า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นทัพหลวง กรมพระราชวังหลังเป็นทัพหลัง

กองทัพหัวเมือง เอก โท ตรี เป็นกองอิสระ แล้วแต่ในราชธานีจะสั่งให้ยกไปแต่โดยลำพัง หรือให้มาสมทบกองทัพราชธานี ลักษณะการทหารแต่โบราณปรากฏเค้าเงื่อนว่าจัดโดยแบบแผนดังได้แสดงมา เรียบเรียงเรื่องตำนานการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณยุติความเพียงเท่านี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกณฑ์ทหาร-ทหารเกณฑ์ ในอดีตเกณฑ์ใคร? เกณฑ์อย่างไร? เกณฑ์ทำไม?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...