โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ" บริหารจัดการน้ำชุมชนทุ่งสงยั่งยืน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ธ.ค. 2563 เวลา 13.38 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 14.16 น.

ตลอดเวลาผ่านมาเอสซีจีมีการปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อความยั่งยืนภายใต้คณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทั้งยังเพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ ให้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของแผนงานการดำเนินธุรกิจด้วยการจัดให้มีการดูแลผ่าน 3 มิติ คือ มิติด้านสังคม, มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่เอสซีจีร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อสนับสนุนชุมชนทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเรียนรู้และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากรุนแรง และน้ำแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากในภาคใต้ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ไขด้วยตนเอง

จึงนับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เอสซีจีดำเนินตามกรอบใน 3 มิติ ดังที่กล่าวมา จนที่สุดจึงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ชุมชนทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จนขยายผลไปสู่การแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

เบื้องต้น “ชนะ ภูมี” รองประธานธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า ชุมชนทุ่งสงเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำตรัง ทำให้ประสบปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มอยู่บ่อยครั้ง การบริหารจัดการในอดีตเป็นปัญหาเดียวกันกับอีกหลายชุมชนในประเทศไทย

“จนทำให้ในปี 2559 เอสซีจีจึงสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะ ต.ถ้ำใหญ่ และ ต.นาหลวงเสน บริเวณชุมชนทุ่งสงด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ”

“ซึ่งเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จจึงพัฒนามาเป็นระบบน้ำดื่มชุมชนต่อไป ด้วยการวางระบบท่อส่งน้ำจากภูเขาผ่านช่องเก็บไปยังถังพักสำรองในระบบน้ำของชุมชนเพื่อเข้าสู่ระบบกรองน้ำดื่มสำหรับบริโภคในทุกครัวเรือน ทั้งยังนำน้ำบางส่วนไปทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่”

“ฉะนั้น ขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครอบคลุม 4 เรื่องด้วยกัน คือ หนึ่ง ฟื้นฟู-กักเก็บ-สำรองในพื้นที่ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านวังไทร โดยความร่วมมือของชุมชนและเยาวชนด้วยการปลูกไม้ท้องถิ่นและสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น จนทำให้ชาวบ้านอำเภอทุ่งสงมีปริมาณน้ำใช้เพียงพอ สามารถรอดพ้นจากวิกฤตภัยแล้งในปี 2562″

“สอง ป่าต้นน้ำ ผลิตน้ำมาใช้และดื่ม ซึ่งปัจจุบันโรงกรองน้ำดื่มสะอาดชุมชนตำบลนาหลวงเสนผลิตน้ำดื่ม 6 พันลิตรต่อวัน จนทำให้ชาวบ้านมีน้ำสะอาดบริโภคอย่างพอเพียง ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มถึง 3,000 บาทต่อเดือน”

“สาม มั่นคงเครือข่าย รู้เท่าทันสถานการณ์น้ำ โดยคนในชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลถ้ำใหญ่ และถ้ำวัง โดยมีศูนย์กลางระบบการจัดการภัยพิบัติที่ตำบลถ้ำใหญ่ พร้อมขยายเครือข่ายร่วมกับเทศบาลเมืองทุ่งสง จนปัจจุบันมีสถานีโทรมาตรตรวจวัดปริมาณฝน และวิทยุสื่อสารเพื่อแจ้งเตือนภัย ในกรณีฝนตกหนัก”

“ทั้งนั้น เพื่อช่วยลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินอีกทางหนึ่ง สี่ เกษตรครัวเรือน พอเพียง สุขใจ ด้วยการให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็นสระน้ำประจำสวน อีกส่วนเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค และอีกส่วนปลูกพืช เพาะปลูกเพื่อบริโภคและขายด้วย”

ปรากฏว่าจุดเริ่มต้นจากเกษตรกรเพียง 2 ราย ขณะนี้มีเกษตรกรหันมาใช้การทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ทั้งหมด 16 ราย ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาเล็งเห็นแล้วว่าการดำเนินการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงถึง 343,403 บาทต่อปี

ขณะที่ “ดร.รอยล จิตรดอน” กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าวเสริมว่า พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ ที่นี่เป็นลำดับ 24 ที่ดำเนินการมา วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ชาวชุมชนนำองค์ความรู้จากบทเรียนความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตน เพื่อเกิดการทำงานร่วมกันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

“เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสกับพวกเราในปี 2554 ว่า การจัดการน้ำชุมชนนั้นเห็นความสำเร็จในบางชุมชนแล้ว ให้ชุมชนชาวบ้านที่มีความรู้ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์การจัดการและพัฒนาในพื้นที่มาช่วยกันขยายผลไปยังชุมชนอื่น ผมจึงคิดว่าการจับมือกับภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน จึงค่อนข้างเน้นความสำเร็จที่เห็นชุมชนบริหารจัดการภายในชุมชนกันเองได้ เพราะเมื่อเขาทำได้ เขาก็จะไปช่วยชุมชนอื่นต่อไป”

“ตอนนั้น ต.ถ้ำใหญ่ และ ต.นาหลวงเสน ประสบปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มหนักมากในปี 2560 จนทำให้สะพานกับถนนเสียหายหนักมาก หากซ่อมแซมต้องใช้งบประมาณสูงถึง 50 ล้านบาท”

“พอเราทราบข้อมูลแทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการซ่อมแซมสะพานกับถนน แต่เรากลับแก้ปัญหาด้วยการปลูกป่า ทำแก้มลิง และแก้ปัญหาที่การบริหารจัดการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ปรากฏว่าเราเสียเงินเพียง 2 แสนบาทเท่านั้นเอง และตอนนี้ความเสียหายจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่มก็ค่อย ๆ หมดไป”

ถึงตรงนี้“นิวัฒน์ ยึดมั่น” ประธานคณะกรรมการกลุ่มบริหารจัดการน้ำชุมชนทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวเสริมว่า บริเวณ ต .ถ้ำใหญ่ และ ต.นาหลวงเสน มีทั้งหมด 9 หมู่บ้าน 9,267 ครัวเรือน มีประชากรทั้งหมด 21,200 คน ส่วนใหญ่ทำไร่ ทำสวน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำหลาก น้ำแล้ง และดินโคลนถล่มเป็นประจำทุกปี เนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่าบนพื้นที่ต้นน้ำ

“จนตอนหลังชุมชนทุ่งสงน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบริหารจัดการน้ำชุมชนเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น 222 ฝาย เพื่อกักเก็บน้ำสำรอง ทำสระแก้มลิง ปรับรูปที่ดินมาทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่”

“พร้อมสร้างเครือข่ายชาวบ้านให้ช่วยกันบริหารจัดการน้ำเพื่อครอบคลุมทั้ง 2 ตำบล ทั้งยังมีการปลูกไม้ท้องถิ่น จนทำให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำได้มากถึง 22,220 ลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน ก็สร้างระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากถึง 101,000 บาทต่อปี”

“จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในระบบสูงถึง 60,655 ลูกบาศก์เมตร จนทำให้ชาวบ้านในอำเภอทุ่งสงรอดพ้นจากภัยแล้งทั้งอำเภอ เพราะป่าต้นน้ำ 295 ไร่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญการพัฒนาระบบน้ำดื่มชุมชนทำให้ชาวบ้านใน 53 ครัวเรือนมีโอกาสดื่มน้ำสะอาด ผมจึงคิดว่าการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชุมชนดีขึ้น”

นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...