โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฟผ. จ่อรื้อแผนลงทุนคืนเงิน กกพ. อุ้มค่าไฟ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 พ.ค. 2563 เวลา 01.50 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2563 เวลา 14.52 น.

3 การไฟฟ้ารับสภาพ เกลี่ยค่าปรับ-เงินลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผนคืนให้ กกพ.ช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า 25,000 ล้านบาท กฟผ.-กฟภ.รับภาระหนักสุด 18,000 ล้านบาท กฟน.อีก 6,000 ล้าน กฟผ. เล็งทบทวนแผนลงทุนสายส่ง-โรงไฟฟ้า หวั่นกระทบการขับเคลื่อนจีดีพีประเทศ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกรณีที่รัฐบาลกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เป็นการเพิ่มเติม หรือโครงการใช้ไฟฟ้าฟรี-ลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 50-70 จำนวน 22 ล้านราย วงเงิน 23,668 ล้านบาท ด้วยการให้ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)-การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประเมินผลกระทบและภาระทางการเงินเพื่อสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมของรัฐบาล เบื้องต้นทั้ง 3 การไฟฟ้าสามารถบริหารกระแสเงินสด การนำรายได้ส่วนเกินมาใช้ในโครงการนี้ได้

“กกพ.ได้ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า ได้พิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาสนับสนุนมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ โดยจะมาจากเงินบริหารค่าไฟฟ้าที่รวบรวมได้จากการกำกับฐานะการเงิน เงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน เงินค่าปรับที่เกิดขึ้นจากการบริหารสัญญาของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในช่วงปี 2557-2562 รวมทั้งเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา 97 (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน โดยการไฟฟ้าจะบริหารกระแสเงินสดให้เพียงพอกับการใช้เงินในช่วงเวลาดังกล่าว ยอดเงินที่ขาดเกินจากการใช้จริงจะถูกนำมาเกลี่ยรวมกับการกำกับฐานะการเงินและการกำกับแผนการลงทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า ที่ไม่เป็นไปตามแผน (claw back) ในปี 2563” นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าว

เกลี่ยรายได้-เงินลงทุนส่วนเกิน

ขณะที่ นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกพ.มีมติจะให้ดึงเงินในส่วนของ claw back หรือเงินที่ส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผนของ 3 การไฟฟ้า ซึ่งเงินจำนวนนี้จะรวมเงินค่าปรับที่เกิดขึ้นจากการบริหารสัญญาของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในช่วงปี 2557-2562 คิดรวมเป็นวงเงินทั้งหมด 25,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่ประมาณการโครงการไว้ แบ่งเป็น ส่วนของ กฟภ.และ กฟผ.แห่งละ 8,000-9,000 ล้านบาท ส่วน กฟน.อีก 6,000 ล้านบาท โดยจะนำมาใช้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนของภาคครัวเรือนในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 และมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมตามมติที่หารือก่อนหน้านี้ ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ขยายเวลา “ยกเว้น” การเรียกเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (minimun charge) ที่จะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ร้อยละ 70 ของค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งจะหมดอายุเดือนมิถุนายน ออกไปจนถึงเดือนธันวาคม 2563 ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยื่นข้อเสนอ

“เราสามารถดำเนินการได้ทันที เป็นอำนาจของ กกพ.ที่จะเรียกคืนเงินก้อนนี้กลับมาได้อยู่แล้ว แต่ที่ต้องมาดูกันว่า 3 การไฟฟ้ามีประเด็นอะไร หรือมีข้อต่อรองอะไรที่จำเป็นหรือไม่ ที่อาจจะทำให้นำส่งคืนเงินก้อนนี้ไม่ได้ เช่นว่า ฐานะทางการเงินไม่ดี มีคนเบี้ยวหนี้ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า มีการลดราคาค่าไฟมีผลกระทบต่อรายได้จึงส่งคืนไม่ได้ แต่หากอยู่ในสภาวะปกติก็ส่งคืนไปได้ และต้องมาพิจารณาร่วมกันว่า ถ้าดึงเงินนี้คืนไปแล้ว ฐานะทางการเงินของการไฟฟ้าลดลงไปจะมีผลเชื่อมโยงต่อการดำเนินการ-การลงทุนอะไรหรือไม่ ต้องมาดูกระแสเงินสดของเราเองว่าไหวไหม หาก กฟผ.ไม่ไหว เราจะขอชะลอจ่ายค่าก๊าซได้หรือไม่ เท่าที่หารือ ณ ตอนนี้ กฟผ.ยังไหว แต่พอถึงปลายเดือนพฤษภาคมจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ ต้องมาดูอีกที เพราะเราไม่ทราบว่า โควิดจะกระทบเศรษฐกิจยืดเยื้อไปเพียงใด ตัวเลขเงินช่วยเหลือทั้งหมดยังเป็นการคาดการณ์ หากวงเงินที่จะต้องส่งคืนก้อนนี้ไม่พอ กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาว่า จะไปดึงหรือจัดสรรเงินได้จากแหล่งใดเข้ามาเพิ่มเติม” นายพัฒนากล่าว

ยังลงทุนสายส่งต่อไป

ส่วนคำถามที่ว่า การดึงเงินส่วนนี้กลับจาก กฟผ. จะส่งผลให้ กฟผ.ต้องชะลอแผนการลงทุนหรือไม่นั้น นายพัฒนากล่าวว่า ต้องพิจารณาหลักการที่ว่า กฟผ.จะต้องลด “อัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROIC)” หรือลดกำไรให้รัฐได้เท่าไร เนื่องจากทั้ง 3 การไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ การลงทุนจะต้องมีการพิจารณาอัตราผลตอบแทนที่จะส่งคืนรัฐ และส่วนของเม็ดเงินที่จะใช้ดำเนินการลงทุนต่อด้วย จากตามปกติการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะใช้เงินของตัวเอง 30% และเงินกู้อีก 70%

“กฟผ.ต้องมาดูว่า มีโครงการลงทุนอะไรที่อยู่ในแผน และแยกว่าโครงการไหนจำเป็นต้องลงทุนทันที หรืออาจจะชะลอไว้ได้ ซึ่งตามแผนการลงทุนของ กฟผ.ในปีงบประมาณนี้ มีการวางเม็ดเงินลงทุนไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการลงทุนในช่วงไตรมาส 1 ยังเหลือการลงทุนในไตรมาส 2-3 อีก 70% โดยแผนการลงทุนหลักจะเน้นไปที่สายส่ง สัดส่วน 70% ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้ามีเพียง 30% เท่านั้น หลังจากนี้ต้องพิจารณาว่า สภาพการลงทุนจะออกมาอย่างไร เพราะถ้ารัฐวิสาหกิจเลื่อนการลงทุนก็อาจจะกระทบเศรษฐกิจ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...