โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ลดคอสต์-รุกขายออนไลน์ กุญแจฟื้นธุรกิจ ‘นารายา’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.พ. 2565 เวลา 06.27 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 12.30 น.
วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส

สัมภาษณ์

แม้ขณะนี้จะเริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากข่าววัคซีนต้านโควิด-19 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอาจจะยังฟื้นตัวไม่มากนัก จากหลายปัจจัย ทั้งกำลังซื้อ จำนวนนักท่องเที่ยว การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่อาจจะเริ่มกลับปะทุขึ้นมาใหม่ ฯลฯ ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว

ล่าสุด ในงานสัมมนา “THAILAND 2021 : New Game New Normal” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” นางวาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ได้ถอดบทเรียนครั้งสำคัญจากการฝ่าวิกฤตโควิด-19 จนสามารถลุกขึ้นมายืนได้เหมือนเดิม ดังนี้

Q : ช่วงที่ผ่านเป็นอย่างไรบ้าง

ดีขึ้น หลังจากเซ ตั้งหลักไม่ได้ 1-2 เดือน เพราะลูกค้าของนารายาส่วนใหญ่เป็นคนจีน ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เริ่มเจอโควิด-19 เมื่อจีนประกาศปิดประเทศ ลูกค้าเราหายไป ตอนนั้นก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะยังมีลูกค้าญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่อีกแป๊บหนึ่งก็ไปทั้งแถบเลย ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร

ช่วงปลายปี 2561 ตอนนั้นท่องเที่ยวยังดีอยู่ ภายใน 6 เดือน นารายาเปิดไป 13 สาขา แต่ละสาขาใช้เงิน 30-40 ล้านบาท ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ มีการลงทุนสร้างคลังสินค้า บนพื้นที่ 20 ไร่ เพื่อรองรับแผน 5 ปี พอสร้างคลังสินค้าเสร็จก็เจอโควิดพอดี

Q : เป็นแผนที่นารายาเตรียมจะบุก

จริง ๆ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา มีแผนจะ restructure บริษัท รวมทั้งมีแผนจะเพิ่มช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เพราะลูกชาย (พศิน ลาทูรัส) จบมาก็จะกลับมาช่วยงาน แต่ต้องมาเจอโควิด-19 ก่อน แผนที่จะ restructure ก็เลยกลายเป็นแผนตั้งรับ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด

ต้องบอกก่อนว่า ปีนี้อายุ 67 ปีแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย ล้มแล้วลุกหลายรอบ แต่รอบนี้เป็นรอบที่หนักที่สุด เพราะลูกค้านารายา 70-80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ช่วงนั้นก็มึนและเก็บตัว แต่ด้วยความที่เป็นผู้บริหารก็คงจะนิ่งนานไม่ได้ เพราะลูกน้องเริ่มใจเสียแล้ว ที่อื่นเริ่มปิด ลดคนบ้าง เขาจะโดนไหม อะไรแบบนี้

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ลดคอสต์ เพราะเราไม่มีรายได้ ตอนแรกห้างปิด 2-3 เดือน เราก็แทบตายแล้ว รายได้ 70-80% มาจากตรงนั้น แต่อีกมุมก็ดีที่ช่วยลดรายจ่ายเรื่องค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เพราะช็อปส่วนใหญ่อยู่ในห้าง ถึง 33 มีเพียง 4 ช็อป ที่อยู่ข้างนอก (สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ, วัดพระแก้ว, สุขุมวิท และพัฒน์พงษ์)

เมื่อหน้าร้านเบรกไปแล้ว โรงงานที่มี 3 โรง จะทำอย่างไง คนงาน 2 พันกว่าคน จะทำอย่างไร เพราะงานไม่มี ปกติ นารายา ทำงานพร้อมขาย จะมีสต๊อก 2 เดือน แต่ตอนนี้มันเป็นภาระและต้องเบรกไม่ผลิต สรุปปิดไป 2 โรงงาน (นครราชสีมา-บุรีรัมย์) ปลดไปพันกว่าคน คลังสินค้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ประกาศขาย สาขาไหนที่หมดสัญญาก็ปิดสาขา ทำให้ลดต้นทุนไปได้ถึง 70%

และช่วงนั้นมี mask มาช่วย ก็เริ่มทำงานโออีเอ็ม ที่ยังได้อยู่ก็รับงานโออีเอ็ม พอมาถึงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายน เริ่มดี คอสต์เริ่มนิ่ง ตอนนี้ก็เริ่มมาทำอีคอมเมิร์ซ จริง ๆ นารายา มีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง แต่ไม่เคยทดลองใช้ หลัก ๆ เป็นการขายผ่านมาร์เก็ตเพลซของช้อปปี้ ลาซาด้า และเจดี เซ็นทรัล ตอนนี้เรามีการ live ขายผ่านเฟซบุ๊ก ทุกวันอังคาร ขายเล่น ๆ พอขายไปขายมา เป็นเรื่องจริงเลย เพราะรายได้มากกว่าร้านบางร้านในบางวัน ตอนนี้เติบโต 100% แต่รายได้ที่เกิดขึ้นก็ทดแทนหน้าร้านยังไม่ได้มากนัก

Q : อาจจะกล่าวได้ว่า Mask เป็นจุดเปลี่ยนของนารายา

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ตอนที่ประเทศขาดแคลนหน้ากากอนามัย ตอนนั้นนารายามีกำลังการผลิตมากพอ และมีการผลิตใช้เองภายในองค์กรต่อมา และเห็นปรากฏการณ์คนแห่ไปรับหน้ากากอนามัย 2 แสนชิ้น หมดภายใน 3 ชั่วโมง ที่ศูนย์ราชการ จึงเห็นโอกาสตรงนี้ และเริ่มเปิดรับออร์เดอร์ลูกค้าประมาณเดือนมีนาคม เปิดขายครั้งแรกได้ผลตอบรับดีมาก 1 วินาที มีคนติดต่อเข้ามาถึง 700 ข้อความ เราไม่สามารถตอบได้ทัน ลูกค้า complaint เข้ามามาก จนต้องตั้ง war room ขึ้นมาและให้แผนกไอทีติดตั้งเครื่องคอมฯ-ทีมงานเพิ่มเพื่อคอยตอบคำถามลูกค้า

ช่วงนั้นมีลูกค้าองค์กรใหญ่ ๆ เข้ามามาก ไม่ว่าจะเป็น UNHCR สถานทูต โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

Q : ที่ผ่านมา คุณวาสนาไม่สนใจอีคอมเมิร์ซ

ปกติเป็นคนซื้อของจากช่องทางนี้ไม่เป็น แต่อีคอมเมิร์ซก็เป็นช่องทางใหม่ ๆ ที่เราเริ่มคิด และจะทำตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งวางแผนจะขยายฐานกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาที่เป็นวัยรุ่น เป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ผ่านมา ลูกค้านารายาจะมองคน 30 ปีอัพ คนทำงานแล้วเป็นผู้ใหญ่ โดยมีแผนจะปรับผลิตภัณฑ์ให้เป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เป็นแผนที่คิดอยู่แล้ว เลยทำให้เร็วขึ้น

ขณะที่การขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย ที่เดิมคิดว่าจะเริ่มปีแรกเมืองไทยก่อน แล้วไปรอบ ๆ บ้าน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทีหลัง แต่ปรากฏว่าได้ไปตั้งแต่ต้นปี จนทำให้นารายามียอดขายที่ถล่มทลาย และปีนี้ได้รางวัล best performer จากช้อปปี้

Q : สาขาอีคอมเมิร์ซใหญ่กว่าทุกสาขา

ใช่ ๆ ต่อไปจะเป็นที่ใหญ่ที่สุด ตอนนี้หน้าร้านหรือสาขาตรงไหนหมดสัญญา เราก็ปิด ๆ ไปเลย เพราะว่าเรายังไม่รู้ มองว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จากผลกระทบของโควิด-19 และนักท่องเที่ยวที่หายไปน่าจะอยู่สัก 2 ปีด้วยซ้ำ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจะกลับมาเร็วที่สุด ถ้าเจอวัคซีนไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่ก็ไม่น่า คิดว่าอย่างไรเสียปีหน้าทั้งปี เพราะฉะนั้น ตอนนี้ นารายา ไม่มีแผนจะเปิดร้านใหม่ ๆ แต่ว่ามีมาร์เก็ตเพลซของเราเอง จากแชนเนลใหม่ ๆ

Q : สถานการณ์ตอนนี้เป็นไงบ้าง เลือดหยุดไหลแล้ว

ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว ออกจากห้องไอซียูแล้ว เราสามารถคุมคอสต์ คุมค่าใช้จ่าย และอยู่ในจุดที่โอเค เดิมสำนักงานใหญ่จะทำงาน 3-4 วัน แต่เดือนธันวาคมนี้กลับมาทำงานเต็มเดือน รวมทั้งคลังสินค้าด้วย และพอเดือนมกราคมปีหน้าก็จะเริ่มเตรียมตัวหน้าร้านและโรงงาน ที่สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติ ตอนนี้ก็คิดทำแผนต่อ ทำอีคอมเมิร์ซต่อไป

Q : เรียนรู้อะไรจากอีคอมเมิร์ซ

น่าสนใจมาก นึกไม่ถึงว่า ทำ live 1 ชั่วโมง จากเที่ยงถึงบ่ายโมง คนเข้ามาซื้อเป็นแสน ๆ พลังตรงนี้มันเยอะจริง ๆ

ปีหน้าทุกคนอาจจะคิดว่ามีวัคซีนแล้ว นักท่องเที่ยวกลับมาแน่ แต่การท่องเที่ยวจะไม่เหมือนเดิม เขาจะมาเที่ยว แต่เขาไม่ได้มาแบบช็อปปิ้งอีกแล้ว เพราะเขาซื้อของที่บ้านได้ จากนี้ไปร้านหรือสาขาของนารายาจะน้อยลงเรื่อย ๆ ที่ไหนหมดสัญญาก็จะปิด สิ่งที่วางแผนไว้ คือ การลดคอสต์ และสิ่งหนึ่งที่จะลงทุนมากขึ้นก็คือ มาร์เก็ตติ้งและอีคอมเมิร์ซ เพราะมันเป็นอนาคตของเรา

Q : บทเรียนที่ได้จากวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นารายามีวินัยทางการเงินสูงมาก บริษัทเก็บกระแสเงินสดไว้เยอะ ไม่อย่างนั้นคงล้มไปตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว บริษัทเคยเป็นเอ็นพีแอล ก่อนปี 2540 พอปี 40 บริษัทก็รอด เพราะมีกระแสเงินสดอยู่ในมือ

ดังนั้น ทุกวิกฤตทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายมันควรเป็นบทเรียนที่ไม่ให้เกิดซ้ำอีก เราจะดูแลต้องระวัง และต้องมีวินัยทางการเงิน ตรวจสุขภาพทางการเงินบ่อย ๆ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ใช้ในสิ่งที่ควรใช้

ตอนนี้เราไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างที่เรียนนารายาจะผลิตสินค้า 2 เดือนล่วงหน้า ตอนนี้สินค้าที่ที่ผลิตเหมือนของฟรีสำหรับเรา เพราะเราจ่ายเงินไปแล้ว ทุกเดือนเงินที่เข้ามาเราก็เก็บอย่างเดียวและเป็นเงินสด ในขณะที่รายจ่ายเราคุม ทำให้เราหายใจสบายขึ้น

คำพูดที่เราใช้กันเสมอว่า ทุกวิกฤตมีโอกาส เป็นเรื่องจริง ครั้งนี้ก็เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง นารายามีอะไรใหม่ ๆ มีช่องทางใหม่ ๆ ขึ้นมา เพียงแต่เราต้องไม่ยอมแพ้ เมื่อเกิดอะไรต้องลุกให้เร็ว อะไรทิ้งได้ต้องทิ้ง ชีวิตต้องรักษาไว้ก่อน ให้เรามีลมหายใจเพื่อให้ตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ และสิ่งช่วยได้มาก ที่พระท่านพูดและย้ำเสมอ คือ ต้องมีสติ เพราะอะไรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ปัญหาคือปัญหา ปัญหาไม่ใช่อุปสรรค เมื่อไหร่ที่เรามองปัญหาเป็นอุปสรรคเมื่อนั้นเราก้าวข้ามไม่ได้

นอกจากสติ ที่เป็นอันดับ 1 วินัยทางการเงิน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ วิกฤตโควิดครั้งนี้ หากนารายาไม่มีวินัยมา ตั้งแต่ 10-20 ปีที่ผ่านมา วันนี้นารายาไปแล้ว ตอนนี้นารายาเหมือนตั้งบริษัทใหม่ เหมือนนับหนึ่งใหม่ เราเป็นนารายาบริษัทใหม่

Q : สำหรับคนที่ยังไม่พ้นน้ำตอนนี้ คุณวาสนาจะแนะนำหรือให้กำลังใจคนเหล่านั้นยังไงบ้าง

กอดลมหายใจให้ดี ๆ แล้วรอ ไม่มีคำว่า ทางตัน อย่างไรให้รอนิดนึง รอให้เป็นจังหวะโอกาสของเรา พูดเสมอว่าให้รอพระอาทิตย์ขึ้น แต่ว่าอย่าไปคิดว่า เราเฉย ๆ ไม่ได้ เราอึดอัด ขอให้รออย่างมีสติ อย่างไรเราก็ผ่านไปได้ คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ไม่มีอะไรที่เราคิดว่าเราก้าวข้ามมันไม่ได้ เราต้องก้าวข้ามให้ได้ และเป็นกำลังใจให้ลูกน้องด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...