โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Krungthai COMPASS วิเคราะห์ความท้าทายผู้ประกอบการ หลังรัฐแบนนำเข้าเศษพลาสติก

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 27 พ.ค. 2566 เวลา 16.28 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 19.11 น.

Krungthai COMPASS วิเคราะห์ “ส่องความท้าทายของผู้ประกอบการ หลังภาครัฐแบนนำเข้าเศษพลาสติก” มองว่า

  • ผลจากมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกที่จะเริ่มทยอยลดลงในปี 2566-2567 และยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกทั้งหมดในปี 2568 กอปรกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงคาดจะส่งผลให้ราคาขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ในช่วง 14.8-15.8บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 10%-17%เมื่อเทียบกับราคาขยะพลาสติกในปี 2565โดยราคาขยะพลาสติกที่ปรับขึ้นจะส่งผลบวกต่อธุรกิจร้านรับซื้อของเก่าที่ขายให้โรงงานรีไซเคิลแต่คาดว่าจะส่งผลลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงงานรีไซเคิลลดลงราว 10% ต่อกิโลกรัม
  • ในระยะสั้นอาจเกิดภาวะอุปทานขยะพลาสติกตึงตัว อย่างไรก็ดีหากไทยมีระบบจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ปริมาณขยะพลาสติกภายในประเทศเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศสูงถึงราว 1.2-1.4 แสนล้านบาทต่อปี และหากไทยนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 หรือราว 1.5 ล้านตันต่อปีคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก1.55 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกป่า 1.3 ล้านไร่ หรือราว 1.3 เท่าของพื้นที่กรุงเทพฯ

Krungthai COMPASSแนะนำผู้ประกอบการจำเป็นต้องเริ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% ขณะที่ภาครัฐควรออกมาตรการคัดแยกขยะจากต้นทาง รวมทั้งส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้น

ในแต่ละปี ทั่วโลกมีปริมาณขยะพลาสติกมากกว่า 350 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับรถบรรทุกขยะเต็มคันกว่า 10 ล้านคัน ซึ่งขยะพลาสติกส่วนใหญ่กว่า70% ถูกนำไปฝังกลบหรือเผา โดยมีสัดส่วนเพียง 10%ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมดที่ถูกนำไปรีไซเคิล 1การฝังกลบสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขยะพลาสติกต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายมากถึง 400-500 ปี อีกทั้งยังมีประเด็น การเคลื่อนย้ายเศษและขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการนำเข้าเศษพลาสติก สะท้อนได้จากหลายประเทศเข้าร่วมอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดซึ่งของเสียอันตรายเพื่อควบคุมการขนส่งขยะพลาสติกระหว่างประเทศที่ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้า(Prior Informed Consent: PIC) จากประเทศผู้นำเข้าและประเทศที่มีการผ่านแดนซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 2

ยิ่งไปกว่านี้ ในปัจจุบันหลายประเทศยังออกกฎระเบียบห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศรวมถึงไทยที่ได้เริ่มมาตรการดังกล่าวแล้วเมื่อเดือน ก.พ. 2566 ซึ่งขยะพลาสติกที่นำเข้ามายังไทยส่วนใหญ่จะถูกนำไปรีไซเคิล (Recycle)เพื่อใช้ใหม่ ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่าพลาสติกที่ผลิตภายในประเทศและขยะพลาสติกภายในประเทศที่สามารถรีไซเคิลได้จะเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ และผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวอย่างไร มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ ของไทยมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศตั้งแต่ปี2568 เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงปี 2566-2567จะผ่อนผันการนำเข้าเศษพลาสติกในพื้นที่เขตปลอดอากรเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม 14 แห่งที่กำหนด ได้แก่โรงงานทั้งหมดที่ใช้เศษพลาสติกเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออกที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร รวมทั้งผ่อนผันการนำเข้าเศษพลาสติกในพื้นที่ทั่วไปเฉพาะกรณีที่ไม่มีเศษพลาสติกภายในประเทศหรือมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตเท่านั้น ก่อนจะยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งนอกจากไทยแล้ว ยังมีหลายประเทศออกกฎระเบียบควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม เป็นต้น (รูปที่ 1)

สถานการณ์การผลิตและการใช้พลาสติกของไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ก่อนที่จะประเมินถึงผลกระทบของมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศบทความส่วนนี้จะพาท่านผู้อ่านมาทำความเข้าใจในสถานการณ์การผลิตและการใช้พลาสติกของไทย รวมถึงวงจรการเกิดขยะพลาสติก ดังนี้

ในปี 2564 ไทยมีปริมาณการผลิตเม็ดพลาสติกอยู่ที่ราว 9.5 ล้านตัน โดยราว 5.6ล้านตัน (58% ของปริมาณการผลิตเม็ดพลาสติกทั้งหมด)จะถูกส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ส่วนที่เหลืออีกราว 3.9 ล้านตันจะถูกใช้ร่วมกับเม็ดพลาสติกนำเข้าราว 2 ล้านตัน และเศษพลาสติกรีไซเคิลอีกราว 6แสนตันเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ภายในประเทศ (รูปที่ 2)โดยส่วนใหญ่นำมาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก (40%)เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (15%) การก่อสร้าง (15%) ชิ้นส่วนยานยนต์(6%) และอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน (3%)

สำหรับในส่วนหลังการบริโภค ในแต่ละปีไทยมีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ยมากถึง 2-2.5 ล้านตัน โดยในปี 2564 ไทยมีปริมาณขยะพลาสติกหลังการบริโภค 2.76 ล้านตันซึ่งขยะพลาสติกเหล่านี้มักถูกกำจัดด้วยการฝังกลบ เผา หรือเทกองรวมกับขยะอื่นๆโดยมีเพียงประมาณ 20% หรือราว 5.5 แสนตันที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์เป็นเศษพลาสติกรีไซเคิล เมื่อรวมกับเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศที่ราว 1.6 แสนตันแล้ว ไทยจะมีการรีไซเคิลพลาสติกหลังการบริโภคราว 7.1 แสนตัน (รูปที่ 3) พลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลหลังการบริโภคเหล่านี้สามารถนำไปแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายโดยเป็นการใช้ผสมกับเม็ดพลาสติกที่ผลิตใหม่ในสัดส่วนที่แตกต่างกันตั้งแต่ 20-100% ของการใช้เม็ดพลาสติกทั้งหมด

ไทยนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศมากแค่ไหน

ในปี 2565 ปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยอยู่ที่ 1.79 แสนตัน หรือขยายตัว13.0%YoY คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าราว 47.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยอยู่ในระดับสูงสุดในปี 2561 อยู่ที่ 5.53 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2559 สาเหตุสำคัญมาจากมาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกของจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของปริมาณการนำเข้าขยะพลาสติกทั้งหมด ทำให้ขยะพลาสติกที่ไม่สามารถส่งออกไปจีนล้นทะลักไปยังประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศข้างเคียงอย่างกลุ่มอาเซียน รวมถึงไทย

กอปรกับผู้ประกอบการรีไซเคิลขยะพลาสติกในจีนหลายรายย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้แม้ว่าในปัจจุบันปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยจะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2556-2560 ซึ่งอยู่ที่ราว 8หมื่นตันต่อปี ทำให้ภาครัฐออกมาตรการควบคุมและห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 (รูปที่ 4)

สำหรับประเทศที่ไทยนำเข้าเศษพลาสติกมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยราว 33% ของปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สหรัฐอเมริกา และจีน (รูปที่ 5)ซึ่งเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาที่ถูกกว่าขยะพลาสติกภายในประเ
ทศประมาณ 2-4 บาทต่อกิโลกรัม3ทำให้ผู้ประกอบการไทยมักเลือกนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศมากกว่าการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศเพื่อนำมาแปรรูปและรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือผลิตภัณฑ์ที่มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น ดังนั้นมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานพลาสติกอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจะส่งผลต่อผู้ประกอบการกลุ่มใดบ้าง

มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานพลาสติก ดังต่อไปนี้

1. ธุรกิจร้านรับซื้อของเก่า

เนื่องจากเป็นตัวกลางในการรับซื้อขยะจากประชาชนและซาเล้งเพื่อขายต่อให้กับโรงงานรีไซเคิลซึ่งราคาขายต่อขยะพลาสติกของร้านรับซื้อของเก่าที่ขายให้โรงงานรีไซเคิลจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.2 ถึง 2 เท่าของราคาที่รับซื้อขยะพลาสติกจากประชาชนและซาเล้ง 4

Krungthai COMPASS ประเมินว่ามาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจะส่งผลกระทบต่อราคาขายต่อขยะพลาสติกให้โรงงานรีไซเคิล การประเมินเริ่มจากการคาดการณ์ราคาขายต่อขยะพลาสติกจากแนวโน้มราคาเม็ดพลาสติก คำนวณมาจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบ จากนั้นคาดการณ์ราคาขายต่อขยะพลาสติกกรณีรวมผลของมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติก โดยประเมินจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศของไทย กับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายต่อขยะพลาสติกเฉลี่ยในปี 2562-2565 พบว่าเมื่อสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศของไทยเพิ่มขึ้น 1% ทำให้ราคาขายต่อขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นราว 0.9 เท่า แล้วนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณกับการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศของไทยในปี 2566-2568 โดยทำการประเมิน 3 กรณีดังนี้

กรณีที่ 1: ในปี 2566 โรงงานอุตสาหกรรมนำเข้าเศษพลาสติกเกือบเต็มโควตา(3.4 แสนตัน) หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่50% ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด 5 ส่วนในปี 2567 และ 2568สัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 80% และ 100% ตามลำดับ

กรณีที่ 2: ในปี 2566 โรงงานอุตสาหกรรมนำเข้าเศษพลาสติกราว 30% (ราว2 แสนตัน) หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 70%ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ส่วนในปี 2567 และ 2568สัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 80% และ 100% ตามลำดับ

กรณีที่ 3: ในปี 2566 โรงงานอุตสาหกรรมนำเข้าเศษพลาสติกราว 20% (ราว1.4 แสนตัน) หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 80%ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ส่วนในปี 2567 และ 2568สัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 80% และ 100% ตามลำดับจากนั้นนำราคาขายต่อขยะพลาสติกที่คำนวณได้ในแต่ละกรณีมาหักลบกับผลของราคาขายต่อขยะพลาสติกที่ลดลงตามราคาน้ำมันราว 0.5-1บาทต่อปีแล้วหาค่าเฉลี่ยในปี 2566-2568 พบว่าราคาขายต่อขยะพลาสติกของร้านรับซื้อของเก่าที่ขายให้โรงงานรีไซเคิลในปี2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.4 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งสูงกว่าราคาขายต่อขยะพลาสติกในปี 2565 ราว 15%ส่งผลดีต่อรายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านรับซื้อของเก่า (รูปที่ 6)

อย่างไรก็ดีราคาขายต่อขยะพลาสติกภายในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากผลกระทบของมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติก จะทำให้ต้นทุนในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลลบต่อธุรกิจรีไซเคิลและผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลรวมถึงธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก ดังนี้

2. ธุรกิจรีไซเคิลและผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล

เนื่องจากโรงงานรีไซเคิลจะรับซื้อขยะพลาสติกภายในประเทศร่วมกับการนำเข้าเศษพลาสติกเพื่อนำมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลซึ่งในแต่ละปีไทยใช้เศษพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเฉลี่ยราว 25% ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด (รูปที่ 7)โดยจากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชี้ว่า ในปี 2565ไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลพลาสติกจำนวน 4,770 แห่ง 6 ซึ่งกว่า43% ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 7 รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออกโดยเฉพาะเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 500 ตันต่อปี (รูปที่ 8)

ทั้งนี้ ในปี 2568 โรงงานรีไซเคิลจะเผชิญกับความท้าทายหลัก 2 ประการได้แก่ 1)ผลกระทบจากมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจะทำให้ราคาขยะพลาสติกภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบขยะพลาสติกของโรงงานรีไซเคิลสูงขึ้น และ 2)ราคาขายเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมีแนวโน้มปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

โดย Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2568ผู้ประกอบการรีไซเคิลจะมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงราว 10% ต่อกิโลกรัมเมื่อเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นของการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลทั่วไปในปี2565 เนื่องจากราคาขายเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศ 100% มีแนวโน้มลดลงราว 10% เป็น 52 บาทต่อกิโลกรัม ตามราคาน้ำมันดิบและการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศ กอปรกับต้นทุนของวัตถุดิบขยะพลาสติกอาจเพิ่มขึ้นราว 20% เป็น 15.4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเมื่อต้นทุนอื่นๆ คงที่ ทำให้ใน ปี 2568 ผู้ประกอบการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากขยะพลาสติกภายใน ประเทศ 100% จะมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 46% ต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลทั่วไปในปี 2565 ที่ 10% ต่อกิโลกรัม(ตารางที่ 1)

นอกจากนี้ มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจะทำให้ผู้ประกอบการรีไซเคิล จำเป็นต้องเร่งจัดหาขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่พึ่งพาการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง อาจทำให้ในระยะสั้นเกิดภาวะอุปทานขยะพลาสติกตึงตัวและอาจกระทบต่อการขยายกิจการเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยมีระบบจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ปริมาณขยะพลาสติกภายในประเทศเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศสูงถึงราว 3.6-4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี 8 หรือราว 1.2-1.4 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากในแต่ละปีไทยมีปริมาณขยะพลาสติกหลังการบริโภคเฉลี่ยมากถึง 2-2.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ได้แก่ ถุงพลาสติก (58%) ขวดพลาสติก (21%) แก้ว กล่องหรือถาดพลาสติก (12%) และอื่นๆ (9%)แต่ขยะพลาสติกถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพียง 20% หรือประมาณ 5 แสนตันต่อปีเท่านั้น (รูปที่ 9) สอดคล้องกับอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์(Recycling Rate) ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ (รูปที่ 10)

อีกทั้ง Krungthai COMPASS มองว่ามาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้นรวมทั้งสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทานรีไซเคิลในการคัดแยกและเก็บรวบรวมขยะแบบแยกประเภท เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย Roadmapการจัดการขยะพลาสติกที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 9 จะทำให้ขยะพลาสติกที่ยังไม่ได้นำกลับมาใช้ประโยชน์อีกประมาณ 1.5-2ล้านตันต่อปีสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อีกจำนวนมากซึ่งเพียงพอต่อความต้องการนำเข้าของภาคอุตสาหกรรมที่ราว 6.8 แสนตันต่อปี 10 ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกประเภท PET, PE และ PPซึ่งเป็นประเภทของขยะพลาสติกที่มีอยู่จำนวนมากภายในประเทศ

3. ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก

มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทต่างๆเนื่องจากต้นทุนของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมีแนวโน้มสูงขึ้นตามต้นทุนของวัตถุดิบขยะพลาสติก นอกจากนี้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่นำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เช่น ผู้ประกอบการผลิตเฟอร์นิเจอร์เส้นใยประดิษฐ์ เป็นต้น อย่างไรก็ดีมองว่าผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกอาจสามารถผลักภาระต้นทุน ที่สูงขึ้นบางส่วนไปยังผู้บริโภคได้

หากผู้ประกอบการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้นจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้แค่ไหน Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากผู้ประกอบการของไทยหันมาใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้นภายใต้สมมติฐานว่าภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันในการคัดแยกขยะและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 ตามเป้าหมาย Roadmapการจัดการขยะพลาสติกของภาครัฐนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกภายในประเทศราว 1.5 ล้านตันต่อปียังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1.55 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกป่า 130 ล้านต้น 11 คิดเป็นพื้นที่ป่า 1.3 ล้านไร่ หรือราว 1.3 เท่าของพื้นที่กรุงเทพฯ

เนื่องจากการนำขยะพลาสติกภายในประเทศกลับมารีไซเคิลจะช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตวัตถุดิบตั้งต้นใหม่ (Virgin material)รวมทั้งช่วยลดการฝังกลบหรือการเผาขยะพลาสติก โดยประเมินปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลโดยใช้โปรแกรมคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก US EPA’s Waste Reduction Model(WARM) ระบุว่า ค่าสัมประสิทธิ์ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ

สำหรับการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเพื่อทดแทนวัตถุดิบตั้งต้นใหม่อยู่ที่ 1,031 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตันขยะซึ่งหากกำหนดให้ไทยมีการนำขยะพลาสติกภายในประเทศกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ตามเป้าหมายของภาครัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปีจะช่วยให้ไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.55 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

Krungthai COMPASS แนะนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมพลาสติกดังต่อไปนี้

ผู้ประกอบการรีไซเคิลและผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก

  • วางแผนจัดหาขยะพลาสติกภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่พึ่งพาการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยอาจร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานหรือจัดหาแหล่งขายขยะพลาสติกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่าง GEPP,Recycle Market เป็นต้น
  • มีความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์พลาสติก ด้วยการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล 100% เป็นต้น รวมทั้งตั้งจุดรับคืน(Drop-off)บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วจากผู้บริโภคเพื่อเพิ่มช่องทางในการดึงขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมากขึ้น

ภาครัฐ

  • ออกกฎหมายหรือมาตรการจูงใจให้ประชาชนคัดแยกขยะจากต้นทางอย่างจริงจังโดยอาจกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับขยะที่ผ่านการคัดแยกถูกกว่าขยะที่ไม่ได้คัดแยกรวมทั้งกำหนดบทลงโทษกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคัดแยกขยะยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลเยอรมนีออกกฎหมาย Waste, Avoidance, Recycling and Disposal Act เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลดและคัดแยกขยะโดยประชาชนที่ไม่คัดแยกขยะหรือทิ้งขยะในถังขยะผิดประเภทจะเสียค่าปรับ 100-1,800 ยูโร หรือประมาณ 3,700-67,000 บาท เป็นต้นซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในการกำจัดและจัดการของเสียอีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของขยะพลาสติกภายในประเทศ
  • มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดการขยะโดยภาครัฐสนับสนุนงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการรีไซเคิลรวมทั้งส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนหรือร่วมลงทุนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขยะพลาสติกในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนรีไซเคิล
  • ออกมาตรการส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศ เช่นมาตรการจัดเก็บภาษีพลาสติก (Plastic Tax) ที่ไม่ใช้วัสดุรีไซเคิล มาตรการกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ (Recycled Content)ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น
    สหภาพยุโรปจัดเก็บภาษีพลาสติกจากประเทศสมาชิกรวมทั้งกำหนดสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อย 25%ในขวดพลาสติกใสภายในปี 2568 และอย่างน้อย 30%ในขวดเครื่องดื่มพลาสติกทั้งหมดภายในปี 2573 เป็นต้นซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมหันมาใช้ขยะพลาสติกรีไซเคิลภายในประเทศมากขึ้น

หมายเหตุ :
1. อ้างอิงจาก Global Plastics Outlook, OECD
2. อ้างอิงจาก Basel Convention Plastic Waste Amendments
3. อ้างอิงจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Ecological Alert and Recovery – Thailand)
4. อ้างอิงจากรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการพัฒนากรอบนโยบายการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทยด้วยหลักการ EPR, กรมควบคุมมลพิษ
5. ความต้องการใช้เศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ประเมินมาจาก 1)ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ โดยประเมินจากแนวโน้มการผลิตรถยนต์ บรรจุภัณฑ์พลาสติก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2)คาดการณ์ความต้องการใช้เศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมดโดยประเมินจากสัดส่วนความต้องการใช้เศษพลาสติกรีไซเคิลเฉลี่ยอยู่ที่ 14% ของความต้องการใช้เม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยในปี 2560-2564
6. อ้างอิงจากสถิติโรงงานอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
7.โดยโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลพลาสติกครอบคลุม 4 ประเภทกิจการ ได้แก่
– โรงงานประเภท 53(5) การทำพลาสติกเป็นเม็ด แท่ง ท่อ หลอด หรือรูปทรงต่างๆ จำนวนสะสมปี2565 อยู่ที่ 1,915 แห่ง
– โรงงานประเภท 53(9) การล้าง บด หรือย่อยพลาสติก จำนวนสะสมปี 2565 อยู่ที่ 373 แห่ง
– โรงงานประเภท 105 การคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว จำนวนสะสมปี 2565 อยู่ที่ 1,525 แห่ง
– โรงงานประเภท 106 การรีไซเคิลผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จำนวนสะสมปี 2565 อยู่ที่ 957 แห่ง 7 พื้นที่ปริมณฑล ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาคร
8. อ้างอิงจาก Market Study for Thailand: Plastics Circularity Opportunities and Barriers,
World Bank
9. อ้างอิงจาก Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573, กรมควบคุมมลพิษ
10. อ้างอิงจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
11. อ้างอิงจากเอกสารวิชาการ เรื่อง การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ และโครงการ T-VER โดยใช้การปลูกต้นไม้ยืนต้นพรรณไม้พื้นเมืองโตช้า/พรรณไม้อเนกประสงค์ ซึ่ง 1 ต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 12 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ใช้ระยะปลูก4 x 4 เมตร โดยปลูกจำนวน 100 ต้นต่อไร่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...