ฮาบิแททฯ ชี้แนวโน้ม คนรุ่นใหม่ เริ่มหันมาลงทุนซื้ออสังหาฯมากขึ้น รับท่องเที่ยวฟื้น
ฮาบิแทท กรุ๊ป ชี้แนวโน้ม คนรุ่นใหม่อายุ 30.40 ปี เริ่มหันมาลงทุนซื้ออสังหาฯมากขึ้น รับท่องเที่ยวฟื้น ส่ง 2 โครงการเจาะคนเจนนี้ราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมทั้งเพื่อเป็นสินทรัพย์และมองถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาว ว่า ในกลุ่มเจเนอเรชันใหม่ที่มีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เห็นทิศทางปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
“ในอดีตส่วนใหญ่คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนยังเป็นนักลงทุนหรือกลุ่มคนทำงาน อายุเฉลี่ย 45 ปีขึ้นไป ซึ่งแตกต่างจาก 1-2 ปีที่ผ่านมาพบว่ากำลังซื้อมาจากกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ 30-40 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มให้เห็นมากขึ้น โดยมองว่ามาจากปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากประสบความสำเร็จค่อนข้างเร็ว รวมถึงการเปิดใจว่าการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่ใหม่และน่าสนใจไม่แพ้กับการลงทุนในช่องทางอื่น ๆ เช่น ตลาดหุ้น เป็นต้น”
นายชนินทร์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยที่ทำให้มีกำลังซื้อจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นในพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่สำคัญราคาอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สูงมากจนเกินไป โดยก่อนสถานการณ์โควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาพักผ่อนกว่า 18 ล้านคนต่อปี และปัจจุบันการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปทางนักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น จะทำให้พัทยามีความคึกคักมากขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการซื้ออสังหาเพื่อการลงทุนและปล่อยเช้าให้กับนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ การเข้าถึงความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และพัฒนาโปรดักท์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มองหาคอนโดมิเนียมพรีเมียมราคาประมาณ 5-8 ล้านบาท บนทำเลที่มีศักยภาพโดยเฉพาะโครงการติดทะเล หรืออยู่ห่างจากทะเลไม่มาก และที่สำคัญบริษัท มีทีมงานระดับมืออาชีพอย่าง Habitat Hospitality เข้ามาบริหารจัดการโครงการต่างๆ ในรูปแบบของโรงแรมรีสอร์ท นับว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ต้องกังวลในส่วนของการดูแลสินทรัพย์หรือหาผู้เช่าเอง ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าพักได้มากถึง 14 วันต่อปี
“โครงการในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเมนต์ สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว (Passive Income) นำมาซึ่งความมั่งคั่งทางการเงิน และส่งต่อเป็นทรัพย์สินได้ในอนาคต โดยในส่วนที่เป็น Rental Yield หรือผลตอบแทนจากค่าเช่าสำหรับโครงการไลฟ์สไตล์ อินเวสเมนต์ จะอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าคอนโดมิเนียม เพราะมีระบบบริหารจัดการโดยมืออาชีพ และแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นการลงทุนที่มีความแน่นอน และความเสี่ยงจากภาวะราคาที่ผันผวนจากการลงทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างน่าพอใจเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารในปัจจุบัน” นายชนินทร์ กล่าว
ทั้งนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของ ฮาบิแทท กรุ๊ป ในพัทยาที่อยู่ในระหว่างการขายและได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ มีจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ เบย์เฟียร์ พรีเมียร์ สวีท (Bayphere Premier Suites) เป็นคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์ 119 ยูนิตต่อยอดจากความสำเร็จในโครงการ “เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา” (Best Western Premier Bayphere Pattaya) ตั้งอยู่ติดชายหาดนาจอมเทียน ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท และโครงการ รามาด้า มิรา นอร์ท พัทยา (Ramada Mira North Pattaya) เป็นคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์บนทำเลพัทยาเหนือ ซึ่งเป็นทำเลสุดฮิตของพัทยา ใกล้กับหาดวงศ์อมาตย์เพียง 1.4 กิโลเมตร และห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา เพียง 500 เมตร จำนวน 339 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท