โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ทายาทลิปตพัลลภ’ จี้ตั้งรัฐบาลใหม่ ฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุน เผยยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 มิ.ย. 2566 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 06.25 น.

‘ทายาทลิปตพัลลภ’ จี้ตั้งรัฐบาลใหม่ ฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุน เผยยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ซึ่งหลังการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ไม่ควรจะใช้เวลาถึง 60 วัน ในการรับรองผลส.ส.ก็ได้ เพราะทำให้เสียเวลา ยิ่งถ้าทำได้เร็วทุกคนได้ประโยชน์ ถ้ายิ่งช้าทุกคน ภาคธุรกิจจะเสียประโยชน์ เพราะจะเป็นสุญญากาศไปเรื่อยๆ ซึ่งนักลงทุนหรือผู้ประกอบการธุรกิจสิ่งที่กลัวที่สุดคือความไม่แน่นอน เห็นได้จากตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดทุน หายไปกี่หมื่นล้าน จากความไม่แน่นอนตรงนี้ ซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติสอบถามมาบ้าง เรื่องสถานการณ์การเมืองของไทย

นายพสุกล่าวว่า สิ่งที่อยากเสนอต่อรัฐบาลใหม่ คือ 1.ให้พิจารณาดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยอาจจะมีการพิจารณาด้านภาษี ความปลอดภัย สร้างความน่าอยู่ของเมือง ให้ต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนและอยู่อาศัย 2.ดูแลตลาดทุนให้มีการใช้ประโยชน์กับคนหมู่มากให้ได้มากที่สุด เช่น การออมและทุกหน่วยงานบูรณาการให้ตลาดทุนมีการเติบโตขึ้น 3.การใช้เงินซึ่งช่วงหลังเลือกตั้งจะเห็นฟันด์โฟลว์ตราสารหนี้ออกไปจากประเทศไทยจำนวนมาก จะต้องหาทางทำให้การระดมทุนของประเทศในระดับมหภาคมีความหมายในการออกมาใช้พัฒนาอะไรบ้าง มีผลตอบแทนกลับมาในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อทำให้จีดีพีของประเทศเติบโต

นายพสุกล่าวว่า ส่วนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ตนเห็นด้วย แต่ให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน รวมถึงขีดประเภทของแรงงาน ประเภทธุรกิจและลองทดสอบเป็นกลุ่มๆไปก่อน เพื่อจะได้ค่อยๆปรับจูนกันไป เพราะวันนี้ไม่มีใครบอกได้ว่านโยบายไหนถูกหรือผิด100% อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีความเหลือมล้ำกันมาก รัฐบาลอาจจะหาวิธีการอื่นชาวเหลือโดยที่ไม่จำเป็นต้องโฟกัสด้วยวิธีนี้

“ในฐานะนักธุรกิจ ถ้ารู้ว่าต้นทุนจะขึ้น ถ้าใครไม่คิดมากถือกว่าประหลาดแล้ว เพราะมีผลกระทบกับกำไร ซึ่งค่าแรงถือว่าเป็นต้นทุนสูงอยู่แล้วสำหรับงานก่อสร้าง ต้องมีความยืดหยุ่นให้แรงงาน ทั้งแรงงานในประเทศและต่างด้าว เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าในภาคก่อสร้างเรายังมีแรงงานต่างด้าวอยู่มาก เพื่อไม่ให้ธุรกิจมีผลกระทบจากต้นทุนที่ถูกผลักขึ้นสูงมาก ส่วนค่าไฟเห็นด้วยจะปรับลดค่าไฟลงและต้องเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและมีมลภาวะที่ดี เช่น พลังงานลม โซลลาร์”นายพสุกล่าว

น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าออกไปอีก ในระยะสั้นได้รับผลกระทบ แต่คงไม่มาก โดยที่เห็นชัดเจน คือ มีผลต่อการใช้งบประมาณในปี 2567 และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ล่าช้ามานานจะชะลอไปเรื่อยๆ ขณะที่ในระยะยาวถ้ารัฐบาลบริหารประเทศผ่านไป 1-2 ปีแล้วยังล้มลุก มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศอย่างแน่นอน

“ผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระยะสั้น ยังไม่มีผลมากนักในแง่ของกำลังซื้อ เพราะยังมีดีมานด์จากต่างชาติ เช่น จีนแม้จะยังเข้ามาไม่มาก แต่มีลูกค้าจากประเทศอื่นทดแทน เช่น เมียนมาร์ รัสเซีย แต่ในแง่ของการลงทุนจากบริษัทต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน อาจจะตัดสินใจชะลอการลงทุนออกไป แต่ถือว่าธุรกิจอสังหาฯได้รับผลกระทบน้อยกว่าธุรกิจอื่น เช่น ส่งออกที่มีปัจจัยเศรษฐกิจโลกมาเกี่ยวข้องด้วย”น.ส.พราวพุธกล่าว

ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท อยากให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน สิ่งสำคัญต้องให้เวลาภาคธุรกิจปรับตัว เพิ่มการเทรนนิ่ง ปรับโครงสร้างธุรกิจ โครงสร้างต้นทุน หาวิธีและเครื่องมือ เพื่อให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ทุกอย่างมันต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องดูสองขา ไม่ใช่เฉพาะค่าแรง ต้องดูขีดความสามารถของแรงงานด้วย ต้องพัฒนาไปคู่กัน แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองในส่วนของธุรกิจอสังหาฯ ส่งผลกระทบมาก เพราะใช้แรงงานก่อสร้าง และหากปรับค่าแรง ค่าก่อสร้างขึ้นแน่ เพราะค่าแรงถือเป็น 20%ของต้นทุนก่อสร้าง”น.ส.พราวพุธกล่าว

ส่วนธุรกิจโรงแรมที่บริษัทบริหารได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าไฟ เมื่อเทียบปี2566 กับปี2565 ค่าไฟขึ้นมาประมาณ 50% และในบางกรณีขึ้นไปเป็นเท่าตัวด้วย แม้ค่าไฟคิดเป็นต้นทุน5% ของธุรกิจ แต่เมื่อขึ้นเท่าตัวถือว่ามีผลกระทบมาก

ในขณะเดียวกันถ้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ ตราบใดที่เป็นการขึ้นแบบค่อยๆขึ้น ยังพอสามารถบริหารจัดการได้ เพราะส่วนใหญ่โรงแรมจะจ่ายค่าแรงเกินค่าแรงขั้นต่ำระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าจู่ๆขึ้นมา 450 บาท โดยส่วนตัวก็ไม่อยากให้ขึ้น เพราะนอกเหนือจากค่าแรง ยังส่งผลไปถึงเงินเฟ้อ ราคาสินค้า และอาหารต่างๆ จะขึ้นตามไปด้วย

“ตอนนี้ค่าไฟเริ่มนิ่ง ทุกคนมีวิธีการรับมือเพื่อประหยัด เช่น ติดโซลลาร์ แต่ค่าแรงจะเป็นเวฟต่อไปที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจที่จะต้องมีความกังวล แม้ค่าไฟจะขึ้นมาเยอะกว่าก็จริง แต่ว่าค่าแรงเป็นต้นทุนที่ใหญ่กว่า ซึ่งค่าไฟอยู่ 5% แต่ค่าแรงอยู่ที่ 20% จะมีการผลักภาระไปสู่ผู้บริโภคได้ และที่น่าเป็นห่วง คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นรายย่อย เช่น โรงแรมขนาดเล็ก จะได้รับกระทบเยอะ หากขึ้นค่าแรงทันที 450 บาท ซึ่งรัฐบาลเองต้องมีมาตรการมาซัพพอร์ตภาคธุรกิจด้วย หากต้องขึ้นค่าแรง ”น.ส.พราวพุธกล่าว

น.ส.พราวพุธ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวว่า ดีขึ้นมากโดยเฉพาะที่ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส4/2565 ถึงไตรมาส 1/2566 ถือว่าเกินความคาดหมาย แม้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เข้ามาอย่างที่คาดไว้ก็ตาม แต่ในระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวรัสเซียกับตะวันออกกลาง เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย เข้ามาค่อนข้างมาก แม้จำนวนอาจจะไม่มาก แต่การใช้จ่ายสูง เช่น โครงการอันดามันดา ภูเก็ต มีทั้งโรงแรมและสวนน้ำ พบว่าบัตรสวนน้ำกลุ่มรัสเซียและตะวันออกลางซื้อในราคาเต็ม ขณะที่การใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งในส่วนของโรงแรมอัตราเข้าพักก็สูงอยู่ที่ 80% ส่วนจีนคาดว่าจะเข้ามาอีกมากในครึ่งปีหลังนี้

“กลุ่มตะวันออกกลาง อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นดาวรุ่ง ม้ามืด รวมถึงกลุ่มรัสเซียด้วย ซึ่งรัสเซียเดิมจะอยู่ที่ภูเก็ต จองพักยาวเป็นเดือน เพราะหนีสงครามมา ตอนนี้เริ่มเข้ามาที่หัวหินแล้วเกือบ 500 คนที่เริ่มเข้ามาในปีนี้”น.ส.พราวพุธกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...