Business Today Thai Politics 27 พฤษภาคม 2568
“ทักษิณ” ซัดเดือด “แพทยสภา” ไม่มีจริยธรรมเสียเอง
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทยสภา 3 คน กรณีการพักรักษาตัวนายทักษิณ ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า “แพทยสภามีหน้าที่ดูเรื่องจริยธรรมของแพทย์ บางทีแพทยสภาก็ไม่มีจริยธรรมเสียเองก็มี”
“ไลน์กลุ่มหลุดออกมา แพทยสภาบางคนด่าผมอยู่ในไลน์กลุ่ม แล้วแพทยสภาอีกคนหนึ่งก็ตอบเป็นสติกเกอร์ไปว่า YES ซึ่งยังไม่ทันพิจารณาเลย อย่างนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหาซะเอง” นายทักษิณ กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าในแพทยสภามีไส้ศึกใช่หรือไม่ ท่านถึงได้ไลน์ที่หลุดออกมา นายทักษิณ กล่าวว่า ทุกฝ่ายถ้ารักษากติกา และรักษาจริยธรรมในวิชาชีพ ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่า เรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตอบได้หรือไม่ เพราะต้องตัดสินเรื่องวีโต้แล้ว นายทักษิณ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ มีข้อมูลทุกอย่าง และต้องคิดเยอะหน่อย
เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ที่แพทยสภาได้ตัดสินออกมาเช่นนี้ นายทักษิณ กล่าวว่า ก่อนมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซื้อเป็ดโฟร์ซีซั่นมาฝาก สบาย ได้กินข้าวหมดจาน สบายๆ ไม่ได้คิดเยอะเลย เพราะอายุขนาดนี้จะไปคิดอะไรเยอะ อย่ามาชวนตนคิดเยอะสิ ตนไม่คิดเยอะ
เมื่อถามว่า หมายความว่าถ้าผลออกมาเป็นลบจริงๆ นายทักษิณก็พร้อมใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “โอ้ อย่าพึ่งสรุป ไม่มีอะไรต้องสรุปล่วงหน้า ตนเชื่อว่าผู้พิพากษาที่พิจารณา ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะต้องดูพยานหลักฐาน ดูการสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย ฉะนั้น อย่าไปสืบเอง อย่าไปทำนายอะไรล่วงหน้า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า ไม่มีอะไร”
“ภูมิธรรม” ยัน น้ำท่วมเชียงรายไม่น่ากังวล เหตุ น้ำมาเป็นช่วง–ระบายน้ำได้ดี
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่า สถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้น่ากังวลเท่าไหร่ เนื่องจากมีช่วงเวลาที่น้ำระบายออกจากพื้นที่ รวมถึงน้ำที่ท่วมบ้านเรือนประชาชนขณะนี้ก็ลดลง สิ่งที่มีปัญหา ซึ่งรัฐบาลมีความห่วงใย และได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษไปดำเนินการ คือ กรณีที่มีสารปนเปื้อน
อาจเป็นอันตรายกับประชาชน โดยในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือ ศปช. ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยน้ำท่วมครั้งที่ผ่าน ๆ มา มีทหารช่างพัฒนาอยู่ในพื้นที่แล้ว ที่ได้เร่งทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่เนื่องจากมีฝน พายุ และอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดปัญหาขึ้น แต่พื้นที่ก็สามารถบริหารจัดการได้ และได้ให้มณฑลทหารบกที่ 37 ช่วยแก้ปัญหา
ซึ่งตนเองได้สั่งล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว ว่า หากมีน้ำท่วม หรือภัยพิบัติเกิดขึ้น สามารถเข้าดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอให้สั่งการ โดยตอนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปลงพื้นที่ก็ได้เจอกัน ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่แล้ว มีประสบการณ์ในเรื่องการบริหารจัดการ มีความวุ่นวายในตอนเกิดเหตุ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงได้สั่งการให้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบ
ส่วนเรื่องสารพิษปนเปื้อน ขณะนี้ได้สั่งการให้ตรวจสอบ พบว่า สารพิษที่มาจากต้นน้ำในเขตแดนเมียนมา เมื่อผ่านน้ำเข้ามาในพื้นที่ไทยมีความเจือจางลง จึงเชื่อว่า ยังไม่มีความน่ากังวล เพียงแต่ไม่ทำอะไรเลยในระยะยาวจะสะสม และทำให้เกิดปัญหาได้ ขณะเดียวกันกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรน้ำ ได้เข้าไปดู รวมถึงมีการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อให้หน่วยงานต่างประเทศเข้ามา และเราก็ได้พูดคุยกับทางเนปิดอว์แล้ว ซึ่งก็เห็นใจเขาที่ตอนนี้กำลังแก้ปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวอยู่ ดังนั้น ในส่วนที่เขายังไม่มีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ เราก็จะเจรจาตกลง ว่า เราพอจะผ่อนคลายได้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่เราทำขณะนี้ ต้องกั้นลำน้ำ ไม่ว่าจะทำฝาย หรือ เขื่อน ก็ขึ้นอยู่กับหลักวิศวกรรม เพื่อกักสารพิษ ให้สามารถดูดออกได้ ส่วน น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ขณะนี้ก็ไม่มีปัญหา พร้อมย้ำว่า ทหาร และหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทำงานร่วมกันอยู่แล้ว
“นภินทร” จ่อพบ กกต. ปมฮั้วเลือก มั่นใจความบริสุทธิ์
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กกต. ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) ยืนยันว่าจะไป พร้อมอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม ทราบคร่าว ๆ เป็นเรื่องของพยานบุคคล ซึ่งตนเองก็มีพยานบุคคลอยู่ในเหตุการณ์เป็นผู้ใหญ่ในภาคเอกชนจำนวนมาก พร้อมทั้งมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าข้อความที่ใส่ร้ายตนเองไม่เป็นความจริง มั่นใจในข้อมูลและพยานหลักฐาน
ส่วนข้อกล่าวหา เป็นข้อหามาตรา 77 (1) การได้มาซึ่ง สว. ตนเองจะไปขอทราบข้อเท็จจริงบางอย่าง ก่อนจะให้การชี้แจงเป็นหนังสืออย่างละเอียดภายใน 4-5 วัน ย้ำมั่นใจ และพยานหลักฐานด้วยตนเองมีอยู่ ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองได้ และตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว.แต่อย่างใด
นายนภินทร ระบุอีกว่า เรื่องแบบนี้ขอให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์วิเคราะห์เอง และอยากจะให้สังคมคิดอย่างมีสติว่าสิ่งเหล่านี้มีโทษการตัดสินทางการเมืองและคดีอาญาซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน อย่าวินิจฉัยด้วยกระแสหรือความรู้สึก
ภูมิใจไทยรุก! ‘ศุภชัย’ กางเอกสาร จี้ ‘ดีเอสไอ’ ออกหมายจับ ‘ณฐพร’
วันที่ 27 พค. นายศุภชัย ใจสมุทธ ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูล พบว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือจาก นายไวยกาญจน์ จามิกรณ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 จำนวน 2 ฉบับ ถึง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี ฟอกเงินการขายที่ดิน ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน 477 ล้านบาท โดยมี นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็น 1 ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย
นายศุภชัยกล่าวว่าหนังสือฉบับแรก ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เรื่อง “ขอให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหา” โดยมีรายละเอียด ว่า พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งฟ้อง นายณฐพร ผู้ต้องหาที่ 2 และ ผู้เกี่ยวข้อง ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ ประมวลกฎหมายอาญา แต่เนื่องจากนายณฐพร มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มารายงานตัวต่อพนักงานอัยการตามกำหนดนัด ด้วยเหตุดังกล่าว จึงขอให้ท่านจัดการติดตามให้ได้ตัวนายณฐพร มาฟ้องต่อศาล
หากไม่สามารถติดตามตัวนายณฐพรมาได้ ให้ดำเนินการขอออกหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว เพื่อให้ได้ตัวมา ยื่นฟ้องต่อศาล ภายในกำหนดอายุความ 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด และหากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ต้องหาดังกล่าวอยู่ต่างประเทศ ให้จัดการให้ได้ตัวมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเคร่งครัด และตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดให้ครบถ้วน อนึ่ง คดีนี้มีกำหนดขาดอายุความในวันที่ 15 มิถุนายน 2568
จากนั้นมีหนังสือฉบับที่สอง ลงวันที่ 1 พค. 2568 ถึง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง “เตือนให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหาและขอออกหมายจับ” ที่ได้ขอให้ดำเนินการจัดการให้ได้ตัวนายณฐพร และ ผู้เกี่ยวข้อง มาดำเนินคดี “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน” หรือขอออกหมายจับ เพื่อพนักงานอัยการ จะได้นำตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาลต่อไป และบัดนี้ระยะเวลาได้ล่วงเลยมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่พนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด้
ทั้งมิได้รายงานหรือแจ้งผลการดำเนินการให้พนักงานอัยการทราบ เนื่องจากคดีนี้ จะครบกำหนดอายุความในการกระทำความผิดตามบทกฎหมายข้างต้นในวันที่ 15 มิถุนายน2568 ดังนั้น จึงขอให้ท่านดำเนินการจัดการให้ได้ตัว นายณฐพร และผู้เกี่ยวข้อง มาเพื่อฟ้องต่อศาล
นายศุภชัย กล่าวว่า จากเอกสารดังกล่าว ที่สำนักงานอัยการพิเศษ 4 สอบถามถึง 2 ครั้ง แสดงว่า ‘ดีเอสไอ’ เพิกเฉย ที่จะนำตัวนายณฐพร มาให้อัยการดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ทั้งที่คดีดังกล่าวจะหมดอายุความในวันที่ วันที่15 มิถุนายน 2568 และทั้งๆ ที่ดีเอสไอก็พบเห็นบุคคลดังกล่าวอยู่ตลอด โดย นายณฐพร มาปรากฎตัวยื่นร้องเรียนเรื่องตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่รับรู้โดยตัวไป
นายศุภชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ นายณฐพรยังยืนยันด้วยว่า ได้ข้อมูลเรื่องการสอบสวนคดีฮั้ว สว. มาจากดีเอสไอ โดยแสดงเอกสารให้เห็น จึงชี้ให้เห็นว่า อธิบดีเอสไอ หรือพนักงานสอบสวนดีเอสไอ พบกับ นายณฐพร
“สุชาติ” ชี้ “ไอซ์ รักชนก” รู้จักตนน้อยไป พฤติกรรมไม่เหมาะเป็นนักการเมือง
ทำเนียบ วันนี้ ( 27 พ.ค.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้า การฟ้องหมิ่นประมาทนางสาวรักชนก ศรีนอก สสและนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่มีการพาดพิงถึงสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าซื้ออาคาร Skyy9 ในสมัยที่นายสุชาติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในราคา 7,000 ล้านบาท ว่า
การที่ตนเดินทางไปศาลด้วยตัวเองเพราะอยากเบิกความเอง เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งตนมองว่าการตั้งข้อสังเกตข้อสงสัย ของผู้ที่จะตรวจสอบสามารถทำได้ แต่มีการกล่าวหาใส่ร้าย เกินกว่าคำว่าตรวจสอบ และต้องอาศัยกระบวนการพิจารณาของศาลเพื่อให้ความเป็นธรรมกับตน ส่วนจะไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่เรื่องนี้เกินกว่าที่จะพูดคุยกันแล้ว การเป็นผู้แทนราษฎร สามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง เช่นกันขอเอกสาร และนำข้อเท็จจริงมาพูดคุยกัน แต่กรณีดังกล่าว มีการใส่ร้ายกล่าวหาตนก่อน ซึ่งตนรับไม่ได้
ส่วนที่นางสาวรักชนก โพสต์ภาพผ่านข้อความขณะรับประทานอาหาร ว่ากินก๋วยเตี๋ยวไม่กินส่วนต่าง นายสุชาติกล่าวว่า เดี๋ยวเจอกัน หลักฐานของใครกล่าวหาใคร และหลักฐานใครคือของจริง ทุกอย่างพิสูจน์กันที่ชั้นศาล เขาอาจจะทำคนอื่นมาเยอะ แต่รู้จักคนอย่างตนน้อยไป ตนเป็นคนให้เกียรติ และยอมรับนักการเมืองทุกคน ยกเว้นนักการเมืองท่านนี้ พี่หมื่นพฤติกรรมไม่เหมือนกับนักการเมือง การขอเอกสารจากราชการ เพื่อไปตรวจสอบ ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดหยาบคาย ไม่ให้เกียรติข้าราชการ คนๆนี้ต้องส่องกระจกดูตัวเอง