โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 08.42 น. • ตำหนักหมื่นบุปผา
จากหมอสาวอัจฉริยะยุคปัจจุบัน สู่ตัวประกอบผู้อาภัพที่ต้องพลิกชะตา กลายเป็นแม่เลี้ยงนัมเบอร์วันที่มีสามีเป็น LastBoss แถมลูกเลี้ยงตัวแสบทั้งสี่ ที่จะโตไปเป็นวายร้ายตัวพ่อ—นี่หรือชีวิตดีๆ ของ 'หลินซี' ?

ข้อมูลเบื้องต้น

穿成反派摄政王的早逝原配

Author: 月下不追梦
ลิขสิทธิ์: 17k
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”

หลินซี หมอหญิงอัจฉริยะยุคปัจจุบัน ทายาทสำนักแพทย์โบราณ กลับต้องทะลุมิติเข้ามาในนิยายออนไลน์ที่เคยอ่าน

—แล้วเรื่องไหนไม่เข้า ดันมาอยู่ในนิยายแอ็คชั่นดราม่า ‘เส้นทางรุ่งโรจน์ของธิดาเอก’—

นิยายที่หลินจื่อจิน นางเอกกลับชาติมาเกิด ตั้งมั่นพลิกชะตาจากเด็กชนบทขึ้นสู่ผู้กุมอำนาจเบื้องหลังบัลลังก์มังกร

แต่หลินซีกลับมาเป็นตัวประกอบผู้อาภัพ เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งและจบชีวิตอนาถตั้งแต่ต้นเรื่อง! หนำซ้ำยังต้องเป็นแม่เลี้ยงจำเป็นของสี่หน่อที่โตไปล้วนเป็นวายร้ายสุดโหด และมีสามีสุดเย็นชาที่เป็นถึงตัวร้ายตัวพ่อ!

ถ้าไม่อยากจบอนาถซ้ำซาก เธอจึงต้องพลิกบทบาทครั้งใหญ่ กลายเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งที่ลูกเลี้ยงรักใคร่ให้ได้—แล้วสภาพแบบนี้ คนอย่างเธอจะทำสำเร็จจริง ๆ หรือเนี่ย?!

ตอนที่ 1 ทะลุมิติสู่ร่างภรรยาผู้อาภัพ

สติสัมปชัญญะยังกลับคืนมาไม่ทันสมบูรณ์ ภาพที่เห็นไม่ทันชัดเจนดี ปากก็ถูกงัดเปิดออก น้ำยาขมฝาดถูกกรอกเข้ามาอย่างไร้ปรานี

*แคก ๆ*

หลินซีสำลักจนตัวโยน ไอไม่หยุด ความโกรธพลุ่งพล่านทันที

‘เห็นว่าเธอถูกรถชนแล้วยังไม่ตาย เลยคิดจะกรอกยาพิษให้ตายหรือไง? ใครกันที่มันกล้าทำกับเธอแบบนี้!’

หลินซีเบิกตาโพลง ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ตวัดฝ่ามือออกไปอย่างแรง!

*เพียะ!*

เสียงตบดังลั่นสนั่นห้อง บรรยากาศพลันเงียบสนิททันตา

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ นัยน์ตาสบเข้ากับดวงตาคมกริบสีนิลคู่หนึ่ง ลุ่มลึกและเย็นชาจับใจจนทำให้เธอชะงักค้าง

เขาเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมคายหล่อเหลาเกินผู้คน เครื่องหน้าชัดเจน รูปลักษณ์สง่างาม ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายเย็นชาเหินห่าง ชวนให้ผู้คนหวาดหวั่นยามเข้าใกล้ แต่ก็เป็นบุรุษที่หากได้พบเห็นสักครั้งก็ยากจะลืมเลือน

หลินซีถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคียดแค้น “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่านายเป็นคนของญาติฝั่งพ่อฉัน!”

เธอเพิ่งจะวางแผนกับศิษย์พี่เสร็จ กำลังเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงฉลอง กลับต้องมาเกิดอุบัติเหตุรถชนกลางทางเสียก่อน ถ้าจะพูดถึงคนที่อยากให้เธอตายละก็ คงมีแต่ญาติผู้น้องคนนั้น…ไอ้คนที่หมายปอง ‘ตำแหน่งผู้สืบทอด’ ของเธอ!

บนใบหน้าหล่อเหลาของชายผู้นั้นปรากฏรอยแดงรูปฝ่ามือจาง ๆ ดวงตาของเขาฉายแววเย็นชายิ่งกว่าเดิม

“เจ้าจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรอีก? ไม่ว่าเจ้าจะทำเช่นไร ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องหย่าร้างไม่ได้หรอก”

‘หย่าร้าง? เรื่องบ้าบออะไรกัน?’

ชายหนุ่มวางถ้วยยาไว้ข้างเตียง แล้วกล่าวเสียงเย็น ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ “มีแรงตบข้าได้ เช่นนั้นก็คงมีแรงกินยาเองได้แล้ว”

กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี

หลินซีมองตามแผ่นหลังกว้าง จึงสังเกตเห็นว่าคนคนนี้เดินขาเป๋เล็กน้อย แถมยังสวมชุดโบราณที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

สายตาสับสนกวาดมองไปรอบห้อง ห้องนี้เป็นบ้านดินเก่าซอมซ่อและโทรมจนน่าตกใจ ผนังและหลังคาดำคล้ำเหมือนถูกควันไฟรมมานานหลายปี เครื่องเรือน ข้าวของก็น้อยชิ้นแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากเตียงไม้ที่เธอนอนอยู่ ก็มีแค่โต๊ะตัวหนึ่ง ตู้ไม้ใบเก่า และเก้าอี้เพียงไม่กี่ตัว

หลินซีถึงกับตะลึง—

‘ที่นี่มันที่ไหนกันแน่? ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่โรงพยาบาล!’

ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ความเจ็บจี๊ดก็จู่โจมสมอง หัวของเธอปวดหนึบเหมือนจะระเบิด ภาพความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดยั้ง หลินซีเจ็บปวดจนแทบจะกรีดร้อง ร่างกายล้มฟุบกลับลงบนเตียงอีกครั้ง

ชายหนุ่มที่เดินถึงประตูชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังคงเปิดประตูเดินจากไป

ตอนนี้หลินซีไม่มีเวลาสนใจใครอีกแล้ว เพราะหลังจากประมวลผลข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา เธอก็ได้ข้อสรุปที่น่าตกใจอย่างยิ่ง—-เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายออนไลน์ยอดฮิตที่ชื่อว่า《เส้นทางรุ่งโรจน์ของธิดาเอก》!

และในตอนนี้—-เธอดันกลายเป็นตัวละครที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตัวเองในนิยายที่ว่าเสียด้วย!

นิยายเรื่องนี้เล่าถึง ‘หลินจื่อจิน’ นางเอกที่พลัดพรากจากตระกูลผู้ดีมาตั้งแต่แบเบาะ มีชีวิตทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญกว่าจะกลับคืนสู่ตระกูลใหญ่ได้ ท่านกั๋วกงผู้เป็นปู่จึงรักใคร่เอ็นดูยิ่งกว่าหลานคนไหน ทว่าหลินจื่อจินกลับตกหลุมรักอ๋องห้าผู้คิดก่อกบฏ จนสุดท้ายตระกูลหลินทั้งตระกูลต้องพบจุดจบอันน่าอนาถ

หลังจากได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง นางเอก—หลินจื่อจินก็พลันรู้แจ้ง ใช้ประโยชน์จากความทรงจำที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า กลายเป็นตัวช่วยพิเศษที่ทำให้นางชิงความได้เปรียบเหนือใคร ดึงดูดผู้มีอำนาจและผู้มีฝีมือเข้ามาเป็นพวก สนับสนุนฮ่องเต้หุ่นเชิดจนขึ้นครองบัลลังก์มังกรสำเร็จ บรรลุเป้าหมายการกุมอำนาจอยู่หลังม่านได้อย่างงดงาม

ส่วนเจ้าของร่างเดิมนี้มีชื่อว่า ‘หลินซี’ เป็นเพียงตัวประกอบที่ผ่านเข้ามาแล้วก็จากไปในชีวิตของนางเอกอย่างเงียบงัน

ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ระหว่างหลบหนีความอดอยากและทุพภิกขภัย ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันจนกระทั่งถูกครอบครัวชาวนาแซ่หลินรับไปอุปการะ แต่เพียงไม่กี่ปี หลินจื่อจินกลับถูกตระกูลที่แท้จริงตามหาจนพบและรับตัวกลับไป นับจากนั้นทั้งสองก็ไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย

ต่อมาเมื่อสามีภรรยาชาวนาเสียชีวิต เจ้าของร่างเดิมจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง นางเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือไปหาหลินจื่อจินหลายครั้ง แต่กลับไม่มีแม้แต่คำตอบกลับ ซ้ำร้ายยังถูกชาวบ้านกลั่นแกล้งและรังแกอย่างหนัก ด้วยความสิ้นหวัง นางจึงคิดสั้นกระโดดน้ำเพื่อจบชีวิต

ในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง ‘เสิ่นเฉิน’ นายพรานจากหมู่บ้านเฉินหยางที่อยู่ไม่ไกลผ่านทางมาพอดี เขาช่วยชีวิตนางไว้ด้วยจิตใจเมตตา แต่กลับกลายเป็นว่านำความยุ่งยากมาให้ตัวเองแทน เจ้าของร่างเดิมที่หมดสิ้นความหวังกับชีวิต ตัดสินใจเกาะติดเสิ่นเฉินไม่ยอมปล่อย ดึงดันจะแต่งงานกับเขาให้ได้

เดิมทีเสิ่นเฉินไม่ยินยอม แต่ผู้ใหญ่บ้านช่วยเกลี้ยกล่อมว่าบ้านเขามีลูกถึงสี่คน การมีหญิงสาวมาช่วยดูแลย่อมดีกว่า เขาจึงค่อย ๆ อ่อนท่าทีลงในที่สุด

แต่เจ้าของร่างเดิมกลับไม่ได้เต็มใจเป็นแม่เลี้ยงแม้แต่น้อย ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกส่งกลับไปหมู่บ้านเดิมที่มีแต่คนรังแก นางจึงอดทนทำดียอมตกลงแต่งงานไปก่อน ทว่าไม่นานหลังจากนั้น นิสัยร้ายกาจของนางก็เริ่มปรากฏ นางลงมือทุบตี ด่าทอ และทารุณเด็ก ๆ อยู่เป็นประจำ

แรกเริ่มยังแอบทำลับหลังเสิ่นเฉิน แต่ต่อมาเขาก็จับได้คาหนังคาเขา ด้วยความโกรธจัด เขาตัดสินใจจะหย่าทันที แต่เจ้าของร่างเดิมกลับร้องไห้ฟูมฟายขู่จะผูกคอตาย ทำให้เขาต้องยอมใจอ่อนอยู่ต่อไปอย่างไม่เต็มใจนัก แม้พฤติกรรมชั่วช้าของนางจะลดลงบ้าง แต่นิสัยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าของร่างเดิมถึงขั้นคิดจะนำลูกเลี้ยงคนเล็กไปขายให้เฒ่าเจ้าเล่ห์ โชคยังดีที่เสิ่นเฉินกลับมาพบทันเวลา เด็กน้อยจึงรอดไปได้อย่างหวุดหวิด

คราวนี้เสิ่นเฉินโกรธถึงขีดสุด ยืนยันจะหย่าให้ได้ สีหน้าของเขาบึ้งตึงน่ากลัวราวกับพร้อมจะฆ่านางให้ตายคามือได้ทุกเมื่อ

เจ้าของร่างเดิมตกใจกลัวสุดขีดจนคิดจะหนี แต่กลับพลาดท่าลื่นล้มลงริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้าน ศีรษะกระแทกหินใต้น้ำจนหมดสติไป

ช่วงเวลานั้นเป็นต้นฤดูหนาว (เทศกาลหานลู่ – น้ำค้างเย็น) ลมเย็นยะเยือกพัดรุนแรง หากไม่มีคนผ่านมาพบเห็นเสียก่อน นางคงตายอยู่ตรงนั้นไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

อันที่จริง—-

สุดท้ายนางก็ตายอยู่ดี! ไม่อย่างนั้น…เธอ—หลินซีคนนี้ จะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ยังไง?

เมื่อนึกมาถึงจุดนี้ คนชื่อหลินซีที่ข้ามมิติมาก็รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ มึนงงไปหมด

ผู้ชายคนเมื่อครู่ก็คือเสิ่นเฉิน นายพรานผู้โชคร้ายที่โดนเจ้าของร่างเดิมเกาะติดไม่ปล่อย ไม่แปลกเลยที่เขาจะมีท่าทีแบบนั้นกับเธอ

ก็ถ้าเป็นลูกสาวของเธอที่ถูกคนอื่นคิดจะเอาไปขายให้คนชั่ว เธอเองก็คงสู้สุดชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ

หลินซีนึกอยากร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาจะไหล

เดี๋ยวก่อนนะ! นี่ดูเหมือนยังไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดนี่นา?

ในนิยายต้นฉบับ นอกจากความสัมพันธ์ในวัยเด็กที่มีกับนางเอกแล้ว เจ้าของร่างเดิมยังมีบทบาทเป็น ‘ภรรยาจอมร้ายกาจที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่อง’ ของ ‘ตัวร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในนิยาย’ อีกด้วย!

และ และ —--

ตัวร้ายคนนั้น…ก็คือเสิ่นเฉิน สามีของเธอในตอนนี้นั่นเอง!

ตามเนื้อเรื่อง อีกไม่นานหลินซีจะถูกเสิ่นเฉินขอหย่า แต่ด้วยนิสัยดื้อด้านและการสร้างเรื่องไม่หยุดหย่อน เธอจึงกลายเป็นที่รังเกียจของทุกคนในครอบครัวเสิ่นเฉิน ในที่สุดก็ต้องรับกรรมจากสิ่งที่ก่อไว้ ตายอย่างน่าอนาถ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้ตัวละครเสิ่นเฉินอาจเป็นเพียงนายพรานป่าเขาธรรมดา แต่ในอนาคตชะตาจะเล่นตลกให้เขากลายเป็นบุรุษผู้ก้าวขึ้นเป็นถึงท่านอ๋องใหญ่ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งแผ่นดิน! ทั้งยังเป็นผู้นำทัพนับแสนบุกยึดเมืองหลวง กลายเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญที่สุดของนางเอก

แม้แต่ลูกทั้งสี่คนของเสิ่นเฉิน ในวันข้างหน้าก็จะกลายเป็นตัวร้ายชื่อดังที่โหดเหี้ยมไร้ปรานี ประเภทที่สามารถขุดศพเธอขึ้นมาบดจนละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วโปรยทิ้งไปตามสายลมได้อย่างไม่ลังเลเลยสักนิด!

คิดถึงตรงนี้ หลินซีคนใหม่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดกลัว

เธอเพิ่งจะได้ชีวิตใหม่แท้ ๆ กลับต้องมาเผชิญหน้ากับความตายอีกครั้งแล้วหรือ?

ไม่ได้…ไม่ได้เด็ดขาด!

การหย่าร้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแน่นอน แต่ก่อนอื่น เธอต้องลบล้างความผิดที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้ ต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่แสนเลวร้ายนี้ให้ได้

ไม่อย่างนั้น คนที่จะต้องตายซ้ำตายซาก ตายอย่างน่าอนาถจริง ๆ ก็คือเธอเอง—-หลินซีคนใหม่ในร่างเก่านี่แหละ

.

.

ด้านนอกเรือน เสิ่นเฉินยืนอยู่กลางลานบ้าน

ตรงหน้าเขามีเด็กชายตัวเล็กสองคนยืนก้มหน้านิ่ง ใบหน้าน้อย ๆ ที่ยังไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและเศร้าหมองอย่างปิดไม่มิด

เด็กชายที่สูงกว่าคือต้าเป่า (ลูกคนโต) ปีนี้อายุหกขวบแล้ว เมื่อเทียบกับน้อง ๆ เขาจึงดูรู้ความและสุขุมมากกว่า

ต้าเป่าเม้มปากแน่น “ท่านพ่อ ท่านจะปล่อยให้นางอยู่ที่นี่ต่อจริง ๆ หรือขอรับ?”

เสิ่นเฉินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหนักใจ

เอ้อร์เป่า (ลูกคนรอง) วัยห้าขวบที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เมื่อคืนซื่อเป่า ฝันร้ายทั้งคืนเลยขอรับ ตื่นขึ้นมาร้องไห้ไม่หยุด พวกเราไม่ต้องการแม่แบบนี้อีกแล้ว!”

นางไม่เคยใจดีกับพวกเขาเลยสักครั้ง พวกเขาไม่มีวันยอมรับผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เด็ดขาด

เสิ่นเฉินนึกถึงลูกสาวคนเล็กแล้วรู้สึกปวดใจอย่างที่สุด

แต่เพราะเขาและหลินซีจดทะเบียนสมรสเป็นหลักฐานกับทางการไว้ตั้งแต่ปีก่อน การหย่าร้างจึงต้องดำเนินการที่ที่ว่าการอำเภอ ทว่าผู้ใหญ่บ้าน (หลี่เจิ้ง)[1] จะกลับมาในอีกหลายวันข้างหน้า เขาจึงจำเป็นต้องอดทนรอ

“พ่อรู้ดีว่าต้องทำอะไร พวกเจ้าไปที่บ้านท่านปู่ผู้นำหมู่บ้าน (ชุนจ่าง)[2] รับน้องชายและน้องสาวกลับมาก่อน พ่อจะเข้าป่าสักหน่อย”

เพราะต้องเลี้ยงลูกถึงสี่คน เสิ่นเฉินจึงต้องเข้าป่าล่าสัตว์และทำไร่ไถนาแทบทุกวัน หลังจากเกิดเรื่องของซื่อเป่า เขาไม่กล้าปล่อยลูก ๆ ให้อยู่บ้านตามลำพังกับหลินซีอีกต่อไป จึงต้องฝากฝังภรรยาผู้นำหมู่บ้านให้ช่วยดูแลเด็ก ๆ และตอบแทนด้วยของป่าหรือสัตว์ที่ล่ามาได้เป็นประจำ

ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าพยักหน้ารับคำบิดา

หลังจากมองส่งบิดาจนลับสายตา สองพี่น้องก็ไม่ได้สนใจจะเข้าไปดูหลินซีในเรือนแม้แต่น้อย รีบวิ่งตรงไปบ้านผู้นำหมู่บ้านเพื่อรับน้อง ๆ กลับมาทันที

.

.

.

เชิงอรรถ : [1] 里正 (หลี่เจิ้ง) : คำนี้เป็นตำแหน่งทางราชการในสมัยโบราณ หมายถึง ‘นายบ้าน’ หรือ ‘ผู้ใหญ่บ้านหลี่เจิ้ง’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองระดับหมู่บ้าน มีหน้าที่รับผิดชอบต่อทางการโดยตรง เช่น เก็บภาษี เกณฑ์แรงงาน จัดการเรื่องทะเบียนราษฎร์ รวมถึงการดำเนินการทางเอกสารราชการต่าง ๆ ที่ต้องทำ ณ ที่ว่าการ (หยามเหมิน) เช่น การจดทะเบียนหย่าร้าง

[2] 村長 (ชุนจ่าง) : คำนี้แปลตรงตัวว่า ‘ผู้นำหมู่บ้าน’ หรือ ‘หัวหน้าหมู่บ้าน’ มักจะหมายถึงผู้นำที่ไม่เป็นทางการหรือผู้อาวุโสที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือในหมู่บ้านเล็ก ๆ นั้น ๆ มีบทบาทในการดูแลความเป็นอยู่ทั่วไป ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเล็ก ๆ น้อย ๆ

ตอนที่ 2 อย่าคิดจะพรากพวกเขาไป!

ภายในเรือน

หลินซีค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง แล้วเริ่มลองจับชีพจรตัวเอง

ตามเนื้อเรื่อง เจ้าของร่างเดิมป่วยหนักจากความหวาดกลัวและไม่เคยหายขาด ทิ้งอาการแทรกซ้อนรุนแรงไว้มากมาย แต่ในเมื่อร่างนี้กลายมาเป็นของเธอแล้ว อย่างไรก็ต้องรักษาให้หายดีเสียก่อน

โชคดีที่เธอเป็นทายาทของตระกูลแพทย์แผนโบราณ มีวิชาแพทย์ลึกล้ำราวกับเทพเซียน เรื่องเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

แต่เมื่อจับชีพจรเสร็จ หลินซีก็ต้องขมวดคิ้วแน่น

สภาพร่างกายนี้ย่ำแย่เกินไปแล้ว!

ร่างกายอ่อนแอ ธาตุเย็นเรื้อรัง ทั้งยังขาดสารอาหารและมีโรคเก่าสะสมไว้อีกมากมาย ยิ่งแช่อยู่ในแม่น้ำเย็น ๆ นานอาการยิ่งทรุดหนักลง

มิน่าเล่า เธอถึงได้รู้สึกเวียนหัว ตาลาย และอ่อนแรงจนแทบลุกไม่ไหวเช่นนี้

หลินซีฝืนเอื้อมมือไปหยิบถ้วยยาขึ้นมาดม กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้ง นี่เป็นเพียงยาขับไล่ความเย็นสูตรธรรมดา อ่อนโยนต่อร่างกาย เหมาะกับเธอในตอนนี้พอดี

เธอจึงรีบดื่มจนหมดถ้วย ก่อนจะเอนกายนอนลงด้วยความอ่อนล้า

ในเมื่อร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้ ภายในช่วงสั้น ๆ เธอคงไม่อาจเดินทางออกไปจากที่นี่เองได้

ดูท่าเสิ่นเฉินจะเกลียดชังเจ้าของร่างเดิมจนเข้ากระดูกดำ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาเขาคงไล่เธอออกจากบ้านและหย่าขาดจากกันแน่ ๆ

แต่จะมีวิธีไหนกันนะ ที่จะทำให้เสิ่นเฉินยอมให้เธอพักรักษาตัวที่นี่ไปอีกสักระยะ?

หลินซีถอนหายใจแผ่วเบาแล้วหลับตาลง

แต่ยังพักได้ไม่นาน เสียงอึกทึกจากด้านนอกก็พลันดังขึ้น เสียงนั้นใกล้มากราวกับมีใครบางคนเข้ามาโวยวายในลานบ้าน

หลินซีรีบหันมองไปทางประตู เงี่ยหูฟังเสียงของเสิ่นเฉิน ‘อืม…ดูเหมือนจะไม่อยู่

…แล้วใครกันที่มา? หรือว่าจะเป็นโจร?’

หัวใจหลินซีพลันเต้นเร็วขึ้น กัดฟันฝืนลุกจากเตียง เหลือบเห็นท่อนไม้ในมุมห้องจึงรีบคว้ามาติดมือไว้ เดินโซซัดโซเซไปยังประตู แล้วแง้มออกเล็กน้อยเพื่อมองดูสถานการณ์ด้านนอก

กลางลานบ้านไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก มีกำแพงสูงประมาณสามฉื่อ เธอเห็นประตูรั้วเปิดอยู่ เด็กสองคนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในลานบ้าน ด้านหลังมีบุรุษร่างค่อมหลังงอ วิ่งไล่ตามมาติด ๆ

ชายผู้นั้นมีใบหน้าปรุเต็มไปด้วยแผลเป็น ท่าทางดุร้ายน่ากลัว เขาตะโกนเสียงแหบแห้ง “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นังโง่หลินซีมันขายพวกเจ้าให้ข้า รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าก็ต้องไปกับข้าวันนี้!”

หัวใจของหลินซีหล่นวูบด้วยความตกใจ

เด็กสองคนนี้ คนหนึ่งเป็นชายอีกคนเป็นหญิง อายุประมาณสามถึงสี่ขวบ สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ไม่พอดีตัว จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เมื่อดูให้ชัด นี่คือซานเป่า (ลูกคนที่สาม) และซื่อเป่า (ลูกคนที่สี่)!

ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้นคือเฒ่าไร้ยางอายที่มีฉายาว่า ‘หวังหน้าปรุ’ จากหมู่บ้านทางทิศตะวันตก คนที่เจ้าของร่างเดิมเคยไปติดต่อไว้

แย่แล้ว! เจ้าของร่างเดิมรับเงินของหวังหน้าปรุไว้จริง ๆ

ตอนนั้น เสิ่นเฉินเพียงบังเอิญไปเจอซื่อเป่าที่กำลังถูกพาไปขายระหว่างทางเท่านั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน เจ้าของร่างเดิมตกใจกลัวจนหนีไปทันที หลังจากถูกพากลับมาก็ป่วยไม่ได้สติ เสิ่นเฉินจึงไม่มีทางรู้เลยว่านางได้แอบรับเงินมาไว้แล้ว

หากเรื่องนี้ถึงหูเสิ่นเฉิน เธอยิ่งจบเห่หนักกว่าเดิมแน่!

ด้านนอก ซานเป่าและซื่อเป่าหน้าซีดเผือดเพราะความกลัว เมื่อวิ่งเข้ามาในลานบ้านก็ร้องเรียกแต่ท่านพ่อ ทว่าทั่วทั้งลานกลับเงียบสงัดไร้ผู้คน

ซื่อเป่าสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น—-

ซานเป่าตกใจ รีบเข้าไปประคองน้องสาวลุกขึ้นทันที—-

ในจังหวะนั้นเอง หวังหน้าปรุก็ถีบประตูรั้วเข้ามา “วิ่งหนีไปก็เปล่าประโยชน์! เมื่อครู่ตอนข้ามา เห็นพ่อพวกเจ้าเข้าป่าไปแล้ว ครอบครัวเจ้ารับเงินแล้วคิดจะกลับคำ ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีเลย วันนี้ข้าจะมาลากตัวพวกเจ้าถึงที่!”

ซานเป่าและซื่อเป่าได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น เด็กน้อยทั้งสองกอดกันกลม น่าสงสารจับใจ

โดยเฉพาะซื่อเป่า เด็กหญิงหวาดกลัวหวังหน้าปรุจนฝังใจไปแล้ว ยามนี้เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันชั่วร้ายของเขา น้ำตาก็ไหลร่วงลงมาไม่ขาดสาย ร่างเล็ก ๆ สั่นสะท้านอย่างน่าเวทนา

ซานเป่าเองก็กลัวแต่ต้องทำใจกล้า ยืนกางแขนสั่นเทาอยู่ด้านหน้าซื่อเป่า พยายามเปล่งเสียงอย่างยากลำบาก “เจ้า…คนชั่ว! อย่า…อย่าเข้ามาแตะต้องซื่อเป่านะ!”

หวังหน้าปรุแค่นเสียงดูถูกเหยียดหยาม แล้วก้าวพรวดเข้ามา

ในสายตาของเขา เด็กทั้งสองอ่อนแอไร้กำลังจนน่าหัวเราะ ไม่มีทางขัดขืนหรือต่อต้านเขาได้อย่างแน่นอน

ทันใดนั้น ก็มีเสียงดัง *ปัง!* ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง

หวังหน้าปรุหันขวับไปมองตามเสียง เห็นหลินซียืนจังก้าอยู่ตรงนั้น

เดิมทีเขาสะดุ้งสุดตัว ตกใจที่มีคนอยู่ข้างใน แต่เมื่อเห็นชัดว่าเป็นหลินซีที่ใบหน้าซีดเซียวก็แสยะยิ้มเย็นเยียบ “นังตัวร้าย! ยังมีหน้ามาให้ข้าเห็นอีกหรือ? เจ้ารับเงินข้าไปแล้วแต่กลับไม่ส่งของ คิดจะหลอกข้าอย่างนั้นรึ?!”

แสงแห่งความหวังที่เพิ่งจุดประกายขึ้นในแววตาของซานเป่าและซื่อเป่าดับวูบลงทันที เด็กน้อยทั้งสองกอดกันแน่นอย่างสิ้นหวัง

ในสายตาของพวกเขา หลินซีคือคนเลวร้ายที่เป็นพวกเดียวกับหวังหน้าปรุ

หลินซีแอบหยิกต้นขาตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะเค้นเสียงตอบโต้ “หวังหน้าปรุ! รีบไสหัวไปเสียตอนนี้ ตอนที่สามีข้ายังไม่กลับมา ไม่อย่างนั้นเจ้าตายแน่!”

หวังหน้าปรุได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง อันที่จริงเขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว

ในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเสิ่นเฉินนั้นไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องได้ง่าย ๆ เขาคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ ที่กล้ามาก่อเรื่องถึงบ้านคนน่ากลัวอย่างนั้น

แต่เพราะรู้สึกว่าถูกหลินซีหลอกลวงจึงเจ็บใจหนัก เมื่อเห็นซานเป่ากับซื่อเป่าวิ่งมาตามทาง ความโกรธจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจจนตามมาอย่างไม่ทันยั้งคิด

หวังหน้าปรุถูมือไปมา ก่อนกล่าวอย่างอาฆาต “นับว่าเจ้ายังมีหัวคิดอยู่บ้าง! เด็กสองคนนี้ ข้าจะเอาไปทั้งคู่ หากเจ้ายังกล้าบอกเสิ่นเฉินเรื่องนี้ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

เขากล่าวพลางย่างเข้าหาเด็กน้อยทั้งสอง

ร่างเล็ก ๆ ของซานเป่าและซื่อเป่าสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม เพราะไร้ทางหนี

พริบตานั้นซานเป่าตัดสินใจเด็ดขาด รวบรวมความกล้าหมายจะโถมเข้าไปใช้กำลังทั้งหมดกอดรั้งคนชั่วตรงหน้าไว้ เพื่อให้น้องสาวได้อาศัยจังหวะนั้นหนีไป

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว ก็ได้ยินเสียงหลินซีตะโกนหนักแน่น “ฝันไปเถอะ! นี่คือลูกชายและลูกสาวของข้า เจ้าอย่าคิดจะพาพวกเขาไปเด็ดขาด!”

ซานเป่าชะงักค้าง มองหลินซีด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่านางจะพูดคำนี้ออกมา

หวังหน้าปรุเองก็ชะงักไปเช่นกัน ก่อนจะแค่นเสียงเหยียดหยามเย็นชา “น่าขัน! เพิ่งจะมานึกเสียใจรึ? อย่าลืมว่าเจ้ารับเงินข้าไปแล้วนะ! คิดจะกลับคำ มันง่ายไปหน่อยกระมัง!”

สิ้นเสียงเขา สิ่งของบางอย่างก็ลอยหวือผ่านอากาศมา

หวังหน้าปรุรีบคว้าไว้…ถุงผ้าใบเล็กที่เขาคุ้นเคย…นี่คือเงินที่เขาให้หลินซีไปก่อนหน้านี้ ลองชั่งน้ำหนักด้วยมือ ก็พบว่าไม่ขาดไม่เกินแม้แต่นิดเดียว

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เหตุที่หลินซีไม่ออกมาทันทีเมื่อครู่ เพราะนางกำลังค้นเอาเงินมาคืนนั่นเอง

หญิงสาวเดินโซเซออกมายืนหน้าประตู มองหวังหน้าปรุพลางกล่าวเสียงแข็ง “ข้าคืนเงินให้เจ้าแล้ว ข้าเปลี่ยนใจ จะอยู่กับสามีและลูก ๆ ของข้าอย่างสงบสุข หากเจ้ายอมจากไปเสียตอนนี้ พวกเรายังพอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ หาไม่…ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”

สีหน้าของหวังหน้าปรุดำทะมึนเหมือนเมฆฝน “นังตัวร้าย! คิดจะเล่นตลกกับข้ารึ? เรื่องนี้จะให้จบง่าย ๆ แบบนี้ไม่มีทาง! เด็กสองคนนี้วันนี้ข้าต้องเอาไปให้ได้!”

จบคำ เขาก็กระโจนเข้าหาซานเป่าและซื่อเป่าทันที!

ซื่อเป่าตกใจตัวสั่นงันงก กรีดร้อง ก้าวถอยหลัง แล้วย่อตัวลงนั่งกอดศีรษะตัวเองอย่างสิ้นหวัง

ซานเป่ารีบโผเข้าบังน้องสาวไว้ หลับตาปี๋ด้วยความกลัวสุดขีด

ทว่ายังไม่ทันที่หวังหน้าปรุจะได้ลงมือ เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน

ปรากฏว่าหลินซีถือท่อนไม้ฟาดใส่ร่างค่อม ๆ ไม่ยั้งด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี!

หวังหน้าปรุไม่ทันตั้งตัว โดนฟาดจนต้องกุมหัวร้องโอดโอย วิ่งหลบหัวซุกหัวซุน เจ็บแสบไปทั้งร่าง

หลินซีเองที่เดิมก็ป่วยอยู่แล้ว ไม่นานก็หมดแรง หอบหายใจถี่กระชั้น ตัวโซเซไปด้านหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยังยืนขวางหน้าเด็ก ๆ ไว้อย่างไม่ยอมถอย นางตะโกนสุดเสียง “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! เร็วเข้า!”

หวังหน้าปรุทั้งเจ็บทั้งอายจนโกรธจัด เงื้อหมัดขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว “นังตัวร้าย วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าหลาบจำ!”

หลินซีรีบหยิกต้นขาตัวเองแรง ๆ เพื่อคงสติไว้ พร้อมฝืนความอ่อนล้ายกท่อนไม้ขึ้นมาเตรียมรับมืออีกครั้ง

ครั้งนี้หวังหน้าปรุมีประสบการณ์แล้ว จึงไม่กลัวแม้แต่น้อย ยื่นมือออกมาหมายจะแย่งท่อนไม้ไปจากมือนาง

บรรยากาศตึงเครียดจนถึงขีดสุด!

ทว่าในยามคับขันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากนอกรั้ว พร้อมเสียงตะคอกอันดุดัน

“หวังหน้าปรุ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!”

.

.

.

ตอนที่ 3 เสิ่นเฉินกลับมาแล้ว

หวังหน้าปรุหันไปมอง ก็เห็นสองสามีภรรยา ‘ผู้นำหมู่บ้านเฉินหยาง’ และ ‘ป้าจาง’ มาถึงหน้าประตูรั้ว

หลินซีถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อความตึงเครียดที่อัดแน่นในใจผ่อนคลายลง ขาทั้งสองก็อ่อนยวบเกือบทรุดนั่งลงกับพื้น แต่เพราะนึกได้ว่าเรื่องยังไม่จบจึงต้องฝืนยืนต่อไปโดยใช้ท่อนไม้ในมือช่วยค้ำยันก่อนจะหันกลับไปมองเด็ก ๆ ทั้งสองด้วยความเป็นห่วง

ทว่าเมื่อสายตาประสานกัน เด็กน้อยทั้งคู่กลับสั่นสะท้านอีกครั้ง รีบก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

ฝ่ายผู้นำหมู่บ้านและป้าจาง เมื่อเห็นเหตุการณ์ในลานบ้านดูไม่สู้ดีก็รีบก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ข้างหลังยังมีต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่วิ่งตามมาติด ๆ สีหน้าตื่นตระหนก

เมื่อเด็กทั้งสองเห็นหลินซี ร่างเล็กก็ชะงักกึกไปวูบหนึ่ง แต่พริบตาก็พุ่งตรงเข้าหานางไม่ให้ตั้งตัว

หลินซีเห็นสีหน้าแตกตื่นของเด็ก ๆ ก็นึกไปว่าพวกเขาคงกำลังตกใจกลัว นางกำลังจะเอ่ยปากปลอบโยน แต่กลับถูกร่างเล็กทั้งสองพุ่งเข้าชนเต็มแรง ร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมเสียหลักล้มลงกับพื้น ก้นจ้ำเบ้า เจ็บจนหน้าบิดเบี้ยว

“นี่…!”

หลินซียังไม่ทันได้พูดจบ ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็รีบเข้าไปยืนขวางซานเป่าและซื่อเป่าเอาไว้ทันที ทั้งคู่จ้องสตรีบนพื้นด้วยสายตาดุดัน ดวงตาแดงก่ำราวกับนางเพิ่งก่ออาชญากรรมร้ายแรงกับน้องของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น

หลินซีงุนงงจนทำอะไรไม่ถูก

ป้าจางที่ตามมาติด ๆ พอเห็นสภาพการณ์ก็พลันโมโหหน้าดำหน้าแดง ใช้นิ้วชี้หน้าหญิงสาวแล้วตวาดเสียงดัง “สะใภ้เสิ่น! ถึงเจ้าไม่รักเด็ก ๆ ก็ไม่ควรทำถึงเพียงนี้!”

“ข้า?” หลินซีมองอย่างไม่เข้าใจ “ข้าทำอะไร?”

ป้าจางโกรธจนควันออกหู ชี้นิ้วไปยังหวังหน้าปรุที่ยังยืนเกาหัวด้วยความงุนงง “ครั้งก่อนเจ้าคิดจะขายซื่อเป่า ยังดีที่ไม่สำเร็จ คราวนี้เจ้ากลับถึงขั้นเรียกคนชั่วอย่างเจ้าหวังเข้ามาที่บ้าน เจ้ามันเกินเยียวยาแล้ว!”

ผู้นำหมู่บ้านพูดเสริมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “สามีเจ้าอุตส่าห์ช่วยชีวิตเจ้าไว้ ไม่ถือโทษเอาความเรื่องก่อนหน้า ทั้งยังจ้างหมอรักษาเจ้าอย่างดี แต่เจ้ากลับอกตัญญูขนาดนี้เชียวหรือ?”

หลินซีเหลือบมองต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ยังคงยืนจ้องเขม็งมาด้วยสายตาระแวง แล้วก็พลันเข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที

ที่แท้ พวกเขาคิดว่านางเป็นคนล่อลวงหวังหน้าปรุมาที่นี่เองสินะ!

หวังหน้าปรุที่เห็นผู้คนเพิ่มมากขึ้น ก็คิดจะฉวยโอกาสเผ่นหนี แต่เมื่อได้ยินคำพูดของคนมาใหม่เข้า เขาก็นึกถึงความเจ็บที่ถูกหลินซีฟาดด้วยไม้เมื่อครู่ ความแค้นจึงปะทุขึ้นมาทันที

“ใช่แล้ว! สะใภ้เสิ่น! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ตีข้า? ข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!”

“ข้าต่างหากที่จะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!”

หลินซีเห็นว่าตอนลูกเลี้ยงทั้งสี่อยู่กันพร้อมหน้า ก็รีบฉวยโอกาสทอง สร้างภาพลักษณ์ใหม่ในสายตาพวกเขาทันที

นางกัดฟันลุกขึ้นยืน ประกาศเสียงดังอย่างเด็ดเดี่ยว “เห็นกันชัด ๆ ว่าเจ้านั่นแหละที่บุกเข้ามาในบ้านข้า คิดจะลักพาตัวซานเป่ากับซื่อเป่า! ข้ายอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยทำผิดไปจริง แต่ตอนนี้ข้าสำนึกได้แล้ว ข้าไม่มีวันขายลูกเด็ดขาด! หากเจ้ายังกล้าโผล่หน้ามาที่นี่อีก ข้าจะตีเจ้าให้หนักยิ่งกว่านี้แน่!”

หลินซีพูดพลางยกท่อนไม้ในมือขึ้นข่มขู่ ท่าทางดุดันและจริงจังสุดชีวิต

สองสามีภรรยาผู้นำหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง สีหน้าราวกับเห็นผีกลางวันแสก ๆ

นี่…คำพูดพวกนี้ออกจากปากของหลินซีจริง ๆ หรือ? หรือว่าหูของพวกเขาเพี้ยนไปแล้ว?!

ฝ่ายต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็หันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง

หวังหน้าปรุโมโหจนหน้าแดงก่ำ ตะโกนสวนทันควัน “เจ้าคิดจะปัดความผิดอย่างนั้นรึ? ไม่มีทาง! เจ้าเองนั่นแหละที่บอกให้ข้ามาที่นี่!”

หลินซีไม่ลังเล ตอบกลับเสียงดังชัด “บอกรึ? เช่นนั้นเจ้าก็บอกมาด้วยสิว่าข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าซานเป่ากับซื่อเป่าจะกลับมาบ้านเวลานี้?”

“เอ่อ…เรื่องนี้…” หวังหน้าปรุอึกอัก พูดไม่ออก

หลินซีฉวยโอกาสนี้รีบค้นความทรงจำของร่างเดิมอย่างรวดเร็ว หันไปมองสองสามีภรรยาผู้นำหมู่บ้าน แล้วเอ่ยด้วยเสียงสุภาพ “ลุงจาง ป้าจาง ข้าเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาไม่นาน แต่ได้ยินแว่ว ๆ ว่าสามีของข้าได้ฝากเด็ก ๆ ไว้ให้พวกท่านช่วยดูแลใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

สองสามีภรรยาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว”

ป้าจางถอนหายใจ เอ่ยด้วยสีหน้าละอาย “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยจริง ๆ ที่ดูแลพวกเขาได้ไม่ดี ทำตามที่เสิ่นเฉินฝากฝังไม่ได้” นางเหลือบมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยสายตาอ่อนโยน “เด็ก ๆ เอาแต่บอกว่าคิดถึงพ่อ ข้าเองก็ตั้งใจว่าพอเสร็จงานแล้วจะพาพวกเขามาส่ง แต่ดันยุ่งจนลืมเสียสนิท”

ซานเป่ากับซื่อเป่าได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงเงียบ ๆ อย่างรู้สึกผิด

ส่วนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามองน้อง ๆ ด้วยแววตาสงสาร

หลินซีเห็นสภาพเด็ก ๆ เช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจ ความหงุดหงิดต่อหวังหน้าปรุยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี นางตวาดเสียงดัง น้ำเสียงเด็ดขาด “เงินที่ข้าเคยรับจากเจ้า ข้าก็คืนไปหมดแล้ว! ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าซะ!”

“เจ้า!–-” หวังหน้าปรุจะยอมง่าย ๆ ได้อย่างไร!?

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบ หลินซีก็เหวี่ยงท่อนไม้ฟาดเข้าใส่เขาอีกครั้ง

หวังหน้าปรุไม่ทันตั้งตัว โดนท่อนไม้ฟาดใส่เต็มแรงจนร้องโหยหวน

หลินซีเองก็ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดนี้มาจากไหน ยิ่งหวดก็ยิ่งหนักมือขึ้นเรื่อย ๆ จนหวังหน้าปรุถึงกับสติหลุด วิ่งหนีไปทางประตูรั้วอย่างสิ้นท่า

สองสามีภรรยาผู้นำหมู่บ้านเห็นหลินซีลงมือหนักขนาดนั้น แม้จะเชื่อว่านางไม่ได้ล่อหวังหน้าปรุมา แต่ก็ยังอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูกอยู่ดี

ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเองก็เบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาเช่นกัน

หวังหน้าปรุถูกตามไล่หวดจนโกรธแค้น สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจแย่งท่อนไม้จากมือหลินซีแล้วเหวี่ยงกลับไปสุดแรง!

หัวใจหลินซีพลันกระตุกวูบ ตัวของนางเซตามแรงเฉื่อย ความกลัวแล่นวาบขึ้นมาถึงท้ายทอย หากโดนไม้นี้ฟาดเข้าไป ด้วยร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ คงไม่พ้นต้องตายคาที่แน่นอน!

ในเมื่อหลบไม่ทัน นางจึงหลับตาปี๋อย่างยอมจำนน

แต่ในชั่วอึดใจที่ความเจ็บปวดควรมาถึง นางกลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการตกลงไปอยู่ในอ้อมอกอันกว้างขวางและอบอุ่นของใครบางคนแทน

เอวของนางถูกมือใหญ่กอดไว้อย่างมั่นคง!

หลินซีสะดุ้ง รีบลืมตาขึ้นมาทันที แล้วก็สบเข้ากับดวงตาดำสนิทคู่นั้น—

…เสิ่นเฉิน!

เขาไม่เพียงเข้ามาประคองรับร่างของนางไว้ได้ทัน แต่ยังใช้มืออีกข้างจับท่อนไม้ที่หวังหน้าปรุฟาดเข้ามาได้อย่างแม่นยำ จนอีกฝ่ายขยับต่อไม่ได้

ยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าดำคล้ำและรังสีอำมหิตเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเสิ่นเฉิน หวังหน้าปรุก็ถึงกับหน้าซีดเผือด ปล่อยมือจากท่อนไม้แล้วเซถอยหลังไปหลายก้าว

ทั่วทั้งลานบ้านพลันเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ หลินซียืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ…เจ้ากลับมาได้ทันเวลาพอดี”

เสิ่นเฉินไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงคลายมือที่โอบเอวของนางออกช้า ๆ

หลินซีรวบรวมสติที่แตกกระเจิง พยายามยืนให้มั่นคงอีกครั้ง

แววตาของเสิ่นเฉินในยามนี้ดูซับซ้อนและยากจะคาดเดา เขาเหลือบมองไปทางหวังหน้าปรุเพียงแวบเดียว สายตาก็พลันเย็นเยียบขึ้นหลายส่วน ไอสังหารจากร่างใหญ่รุนแรงจนหวังหน้าปรุขาสั่นไม่หยุด

หวังหน้าปรุรีบชี้นิ้วไปที่หลินซี “ขะ…ข้าไม่ผิดนะ! นางเป็นคนเรียกข้ามาเอง—”

*เป๊าะ!*

ยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นเฉินก็ใช้มือข้างเดียวหักท่อนไม้ที่แย่งมาได้จนขาดสะบั้น

หวังหน้าปรุถึงกับอ้าปากค้าง เสียงติดอยู่ในลำคอทันที

เสิ่นเฉินจ้องเขาด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงน่าเกรงขามเอ่ยขึ้นเพียงสั้น ๆ

“ไสหัวไป!”

หวังหน้าปรุหน้าซีดเป็นไก่ต้ม สติแตกจนไม่กล้าเถียงต่อ รีบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกจากลานบ้านทันที

หลังหวังหน้าปรุจากไป ทั้งลานบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแต่ละคน

สองสามีภรรยาผู้นำหมู่บ้านกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เสิ่นเฉิน…คือว่า เอ่อ…ซานเป่ากับซื่อเป่า—”

เสิ่นเฉินพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย “เด็ก ๆ กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว ขอบคุณที่ช่วยดูแล ไว้วันหลังข้าจะไปขอบคุณท่านทั้งสองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง”

ผู้นำหมู่บ้านโบกมือรัว ๆ สีหน้ากระอักกระอ่วน “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบคุณหรอก ที่จริงพวกเราดูแลได้ไม่ดีนัก…เอาเป็นว่าพวกเจ้าจัดการเรื่องในครอบครัวกันก่อนเถอะ พวกเราสองคนขอตัวก่อนนะ”

พูดจบก็รีบจูงภรรยาจากไปทันที

พอคนนอกไปกันหมด หลินซีก็พลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสิ่นเฉินกับเด็ก ๆ ทุกคนต่างจ้องมองมาที่นางเป็นตาเดียว สีหน้าของพวกเขาราวกับเห็นนางทำเรื่องประหลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

หลินซีเหลือบมองไปที่เด็ก ๆ

ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และซานเป่า ต่างพร้อมใจกันยืนเรียงแถวบังซื่อเป่าเอาไว้แน่นหนา สีหน้าระแวดระวังเต็มที่

หลินซียิ่งอึดอัดหนักกว่าเดิม รีบเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงไม่เป็นตัวเอง “เอ่อ…ข้าขอเข้าไปพักผ่อนในบ้านก่—”

ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง สายตาของหลินซีก็พลันพร่ามัว ภาพทุกอย่างพร่าเลือนแล้วมืดดับลงฉับพลัน ร่างบางล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง

ในขณะที่สติกำลังจะขาดหาย นางสัมผัสได้เลือนรางว่ามีคนยื่นมือออกมารับร่างของนางไว้ทันก่อนกระแทกพื้น

หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย—-

‘ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริง ๆ เห็นทีคงต้องบำรุงให้ดีเสียแล้ว’

เสิ่นเฉินอุ้มหลินซีเข้าไปในห้อง แล้ววางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ

สายตาเขาพลันเหลือบไปเห็นชามยาที่ว่างเปล่าตรงหัวเตียง ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไร

ด้านนอก ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากำลังปลอบโยนซื่อเป่าที่ร้องไห้จนตาบวมช้ำ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ส่วนซานเป่ายืนเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าหวั่นเกรง

เมื่อคนเป็นบิดาเดินเข้ามาใกล้ เด็กทั้งสี่ก็ยืดตัวตรงอย่างเกร็ง ๆ ทันใด

ซื่อเป่ารีบเช็ดน้ำตาที่ค้างอยู่บนแก้ม แล้วเอ่ยเบา ๆ เสียงสั่น “ท่านพ่อเจ้าคะ ซื่อเป่าผิดเองเจ้าค่ะ…เป็นเพราะซื่อเป่าอยากกลับบ้าน…”

น้ำเสียงของนางสั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะหากไม่ใช่เพราะนางดื้อดึง พวกพี่ ๆ ก็คงไม่ต้องเดือดร้อนอยู่แบบนี้

.

.

.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...