โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บล.ดาโอ ชี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่ง แนะนำลงทุนแบบระวังและเตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์

Wealthy Thai

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 07.17 น.

“บล.ดาโอ เผย เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงชะลอตัว และเงินเฟ้อสูง แม้นโยบายภาษีศุลกรระหว่างสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ มีการเจรจากัน แนะ 1-3 เดือนข้างหน้า เน้นลงทุนเชิงรุกแบบระมัดระวัง เน้นเลือกสินทรัพย์เสี่ยงที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และติดตามข่าวสารใกล้ชิดเพื่อพร้อมเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทัน”
นางสาวธนันต์พร จรรย์โกมลผู้อานวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะจีน เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในช่วงต้นปี 2025 แต่บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นในระยะหลัง โดยนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจาก Fear & Greed Index ที่หนุนโดยความคืบหน้าในการคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของจีนและยุโรปที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่จากแรงกดดันด้านภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอควบคู่กับเงินเฟ้อสูง (stagflation) ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 1/2025 หดตัว -0.3% QoQ โดยเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าที่พุ่งขึ้นถึง +50.1% จากพฤติกรรม “front-loading” ของภาคธุรกิจที่เร่งสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนการขึ้นภาษีนำเข้า ตัวเลข GDP จึงมองว่าอ่อนแอชั่วคราว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังแข็งแกร่ง โดยการใช้จ่ายภาคเอกชนโต +3.0% และการลงทุนภาคธุรกิจโต +9.8% นอกจากนี้ การบริโภคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และตลาดแรงงานยังคงตึงตัว แม้จะเริ่มผ่อนคลายลงบางส่วน สะท้อนกำลังซื้อที่ไม่เปราะบาง เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแนะนำให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาด (Overweight) โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศและเทคโนโลยี
ด้านยุโรป เศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตดีกว่าคาด โดย GDP ไตรมาสแรกขยายตัว +0.4% QoQ จากแรงหนุนของอุปสงค์ในประเทศและมาตรการกระตุ้นภาครัฐ โดยเฉพาะงบประมาณกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานในเยอรมนี แนวโน้มกำไรตลาดหุ้นยุโรปยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง โดย EPS คาดว่าจะได้แรงเสริมเพิ่มเติมจากมาตรการรัฐ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของยูโรโซนยังอยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรม แม้จะมีความเสี่ยงภายนอกอยู่บ้างก็ตาม เราจึงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรปและแนะนำ Overweight ต่อไป โดยเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายภาครัฐและฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่จีน แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนเชิงรุก โดยเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องและการเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาครัฐยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันภาคการผลิต โดยเฉพาะช่วงกลางปี ดัชนี PMI ภาคการผลิตแม้ลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 จึงสะท้อนภาวะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เราแนะนำให้น้ำหนักหุ้นจีนมากกว่าตลาด (Overweight) โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนยังสามารถขยายตัวได้ในกรอบตัวเลขที่น่าพอใจ และรัฐบาลมีศักยภาพในการดูแลเสถียรภาพเชิงนโยบายและตลาดทุนในระยะใกล้
กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย และเวียดนามจะยังคงมีพื้นฐานการเติบโตในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และข้อจำกัดด้านโครงสร้างภายในประเทศกลับเริ่มกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวอย่างมั่นคงในระยะสั้น
อินเดีย ยังคงมีอัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงที่สุดในกลุ่ม G20 และได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาครัฐ อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงจำกัดโอกาสของภาคส่งออก ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีและความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเสถียรภาพด้านนโยบายการเงินในประเทศ
เวียดนาม แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพเชิงโครงสร้างสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ต้องเผชิญความเปราะบางด้านนโยบายภายใน ระบบการเงินที่ยังไม่โปร่งใสเต็มที่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สะสมสูง การฟื้นตัวของภาคส่งออกยังถูกจำกัดจากความผันผวนของคำสั่งซื้อโลก และความไม่แน่นอนทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังมีน้ำหนักในตลาดทุน
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ ตลาดพัฒนาแล้วกลับมองว่ามี “Risk-Adjusted Return” ที่ดีกว่าในหลายมิติ ทั้งในแง่ของเสถียรภาพเชิงนโยบาย ความลึกของตลาดทุน และแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัท โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยุโรปที่เริ่มฟื้นตัวจากภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายภาครัฐเชิงโครงสร้าง
แม้ตลาดเกิดใหม่ จะยังมีศักยภาพในระยะยาว นักลงทุนควรปรับพอร์ตในระยะสั้นไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว เป็นหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีเสถียรภาพและการฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่า ภายใต้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง การเมืองโลก และการค้า การให้น้ำหนัก “Overweight” ตลาดพัฒนาแล้ว และคงน้ำหนัก “Neutral ถึง Underweight” ตลาดเกิดใหม่ เชื่อว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างสมดุลในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า” นางสาวธนันต์พร กล่าว
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมัน ตลาดน้ำมันดิบในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ในภาวะอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่าสุดซื้อขายที่ประมาณ $58-60 ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2025 จากระดับประมาณ $75 เมื่อสามเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันโลกที่ชะลอตัวลง ขณะที่ฝั่งอุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากนโยบายภาครัฐบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่สนับสนุนพลังงานฟอสซิลอย่างเต็มที่ รัฐบาลมีแผนเร่งเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในประเทศ ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดสูงขึ้นและอาจกดดันราคาน้ำมันในระยะยาว จากสมดุลอุปสงค์-อุปทานที่เปลี่ยนแปลงนี้ เราจึงปรับมุมมองเป็น Slightly underweight ต่อการลงทุนในน้ำมันช่วงสั้น
ส่วนราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2025 จาก 3 ปัจจัยหลัก ที่ช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ มุมมองนโยบาย และพฤติกรรมของนักลงทุนทั่วโลก โดยปัจจัยแรกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากแรงกดดันด้านการค้า โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ปัจจัยที่สองมาจากแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ และยังมีแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยสุดท้าย สะท้อนถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของค่าเงินหลัก ทั้งดอลลาร์และหยวน จากภาระหนี้ภาครัฐและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง ทำให้ทองคำถูกมองเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินเสื่อมค่าในระยะยาว เชื่อว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้นถึงกลาง
“โดยภาพรวมในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า บล.ดาโอ ยังคงเน้นกลยุทธ์เชิงรุกแบบระมัดระวัง (Cautiously Optimistic) โดยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีศักยภาพการเติบโตภายใต้เงื่อนไขพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ การติดตามข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น การพลิกท่าทีสงครามการค้า ความขัดแย้งจาก Hard warหรือการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เป็นต้น จะได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงทีเพื่อรักษาผลตอบแทนและจำกัดความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอนต่อไป” นางสาวธนันต์พร กล่าว
ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย นายมงคล พ่วงเภตรารองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ มองว่า ตลาดไทยมีกระแสเงินไหลเข้าตามภูมิภาคเอเชีย หลังการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก และดูผ่อนคลายมากขึ้น เป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาในช่วงต้นเดือน พ.ค. ขณะเดียวกันมีปัจจัยสำคัญ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและการ ทยอยรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียน ส่วนใหญ่ที่รายงานไปแล้ว กำไรออกมาดี เราคาดกำไรตลาดหุ้นไทย ไตรมาสที่ 1/2568 จะจบลงที่ 2.41 แสนลบ. ลดลง 10% YoY แต่ สูงขึ้น 37% QoQ
โดยรวมยังมองดัชนีตลาดหุ้นไทย จะสามารถยืนเหนือระดับ 1200 จุดได้ในเดือนพ.ค. โดยเป้าหมายเรามองไว้ที่โซน 1200-1250 จุด กลยุทธ์ลงทุน แนะนำเลือกขายทำกำไรหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก เพื่อสลับเปลี่ยนลงทุนในหุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นมาก (Laggard play) โดยหุ้นที่คาดว่าเป็นเป้าหมายนักลงทุนได้แก่ AMATA, NTL, STA, BDMS, ITC, TOP, HANA , BGRIMและหุ้นกลุ่มที่ได้ปรัโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน คือ กลุ่มปิโตรเคมี และ อีเล็คทรอนิคส์ หุ้นน่าสนใจของ 2 กลุ่มนี้ได้แก่ SCGP, IVL, PTTGC, CCET, DELTA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...