หุ้นปันผล “ไทย VS ต่างประเทศ” ชั่งน้ำหนักผลตอบแทนอย่างไร เมื่อ “ภาษี คือ ต้นทุน”
ในสภาวะที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกยังคงเผชิญกับความผันผวน "หุ้นปันผล" ได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากไม่เพียงแต่สร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากเงินปันผลเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสในการรับผลกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการลงทุนในหุ้นปันผล ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องเผชิญคือ การตัดสินใจเลือกระหว่าง "หุ้นปันผลในตลาดหุ้นไทย" กับ "หุ้นปันผลในตลาดต่างประเทศ" โดยไม่สามารถพิจารณาเพียงผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง "ภาระภาษี" ที่มีความแตกต่างกัน ถือเป็นปัจจัยที่กระทบต่อผลตอบแทนสุทธิโดยตรง
หุ้นปันผลนอก VS หุ้นปันผลไทย
เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพผลตอบแทน จากสถิติย้อนหลังพบว่า "หุ้นปันผลต่างประเทศ" โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะสามารถสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผล และส่วนต่างราคาหุ้น ได้ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นไทย
ในขณะที่ตลาดหุ้นไทย แม้จะมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง ที่สามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่า 5-6% ต่อปี แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นยังมีความผันผวน จากความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้เมื่อพิจารณาผลตอบแทนรวมแล้ว อาจยังไม่สามารถเทียบเคียงกับหุ้นปันผลในตลาดต่างประเทศบางกลุ่มได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้าน “ภาระภาษี” ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับนักลงทุนไทย ในกรณีลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ทั้งเงินปันผล (Dividends) และกำไรจากการจำหน่ายหุ้น (Capital Gains) จะต้องเสียภาษี ถือเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่ควรมองข้าม
- หุ้นปันผลต่างประเทศ หากขายแล้วได้กำไร จะต้องเสีย “ภาษีกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศ” ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เริ่มต้น 5% และสูงสุดถึง 35% ขณะที่ “เงินปันผลจากต่างประเทศ” หากนำกลับเข้าประเทศภายในปีเดียวกัน ก็ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเช่นกัน
- หุ้นปันผลไทย นักลงทุนไม่ต้องเสีย “ภาษีกำไรจากการขายหุ้น” นอกจากนี้ สามารถเลือกได้ว่า เงินปันผลที่ได้รับจะนำไปหักภาษี Final Tax 10% โดยอัตโนมัติ หรือจะเลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ ประจำปี เพื่อพิจารณาขอสิทธิคืนภาษีก็ได้
เลือกลงทุนแบบไหน คุ้มกว่ากัน?
ในการตัดสินใจเลือกลงทุนนั้น ต้องบอกว่า “ไม่มีคำตอบที่ตายตัว” เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของนักลงทุนแต่ละราย ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์การลงทุนด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงโครงสร้างรายได้ ภาระภาษีปัจจุบัน และผลกระทบหากมีรายได้เพิ่มเติมจากต่างประเทศ รวมถึงความพร้อมในการบริหารจัดการทางภาษีของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง และสามารถบริหารจัดการหรือสามารถวางแผนภาษีได้ อาจพบว่า หุ้นปันผลต่างประเทศ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เนื่องจากมีโอกาสให้ผลตอบแทนรวมที่สูงกว่า
ในทางกลับกัน นักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของเงินปันผล และต้องการความไม่ซับซ้อนในการบริหารจัดการ หุ้นปันผลไทย ยังคงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยระบบการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และโอกาสในการขายทำกำไรจากส่วนต่างราคาของหุ้นโดยไม่เสียภาษี
รัฐเล็งผ่อน “เกณฑ์ภาษีรายได้ต่างประเทศ” หวังดึงเงินกลับไทย
ล่าสุด กรมสรรพากร เตรียมผ่อนปรนเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากรายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยหากนักลงทุนไทยนำเงินรายได้จากต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศภายในปีเดียวกับที่เกิดรายได้ หรือภายในปีถัดไป จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนที่มีรายได้จากต่างประเทศ
หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ที่ 5% และสูงสุด 35% ตามปกติ ซึ่งมาตรการนี้ มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้นักลงทุนไทยนำเงินกลับเข้ามาหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น และส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากมาตรการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนไทยในการบริหารจัดการภาษีจากเงินได้ในต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดมากยิ่งขึ้น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นปันผล “ไทย VS ต่างประเทศ” ชั่งน้ำหนักผลตอบแทนอย่างไร เมื่อ “ภาษี คือ ต้นทุน”
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
- หุ้นปันผล “ไทย VS ต่างประเทศ” ชั่งน้ำหนักผลตอบแทนอย่างไร เมื่อ “ภาษี คือ ต้นทุน”
- ถอดบทเรียน “เอ็มเค” ในวันที่ “ตี๋น้อย” กำไรแซงหน้า เร่งปรับกลยุทธ์ เพิ่มสาขา รุกบุฟเฟ่ต์
- ตลท. ชี้หุ้นไทยมีความหวัง เงินต่างชาติ - Thai ESGX ไหลเข้า หวังโครงการ Jump plus ตัวชู
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath