โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรือพม่าเกยตื้น ปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ธรณ์ ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 07.40 น.

เรือพม่าเกยตื้นเกาะสุรินทร์ ทำปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร

อุทยานฯ หมู่เกาะสุรินทร์ ประชุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนกู้เรือขนส่งเมียนมาเกยตื้นแนวปะการัง เตรียมพร้อมป้องกันน้ำมันรั่ว

จากเหตุการณ์เรือ MV.AYAR LINN สัญชาติเมียนมา เกยตื้นที่อ่าวจาก หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เมื่อ 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในเรือยังคงมีน้ำมันดีเซลอยู่อีกจำนวนประมาณ 7,700 ลิตร อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวสมบูรณ์ไปด้วยปะการังนานาชนิด โดยเฉพาะปะการังสีน้ำเงินที่หายากที่สุดในโลก ที่ IUCN

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ รายงานสถานการณ์ล่าสุดเหตุเรือขนส่งสินค้าสัญชาติเมียนมา “MV.AYAR LINN” เกยตื้นบนแนวปะการังในอ่าวจาก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

จากการสำรวจเบื้องต้นพบแนวปะการังได้รับความเสียหายตั้งแต่จุดที่เรือชนจนถึงจุดเกยตื้นรวม 75 เมตร โดยพื้นที่เสียหายหนักสุดอยู่ในช่วง 45-75 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เรือติดค้างอยู่ ปะการังใต้ท้องเรือแตกหักและถูกทับเกือบทั้งหมด นอกจากความเสียหายต่อแนวปะการังแล้ว ยังมีความกังวลเรื่องการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงจากเรือลงสู่ทะเล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลในวงกว้าง

การปฏิบัติภารกิจกู้ซากเรือยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม มีกระแสคลื่นและลมแรง ทำให้เสี่ยงต่อการออกปฏิบัติงาน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จึงจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางการจัดการกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 2 จังหวัดภูเก็ต, ผศ.ดร.ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรคุระบุรี, เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจรน้ำ, เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่า สาขาพังงา จากการร่วมหารือในประเด็นต่างๆ ได้ข้อสรุปแนวทางการแผนการจัดการ 5 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้

1.การป้องกันการรั่วไหลของน้ำมัน : เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดำน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ดำเนินการสำรวจสภาพเรือทั้งภายนอกและภายในตัวเรืออย่างละเอียด พร้อมทั้งสำรวจตำแหน่งถังน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือ เพื่อปิดวาล์วท่อรับและท่อส่งน้ำมันภายในตัวเรือ ป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง

2.เตรียมความพร้อมควบคุมน้ำมันรั่ว : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ประสานขอสนับสนุนทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อควบคุมปริมาณน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำไม่ให้แยกออกจากกัน และไม่ไหลไปตามกระแสน้ำ หากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานเจ้าท่า จังหวัดภูเก็ต, ศรชล.ภาค 3, ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน

3.เตรียมทีมฉุกเฉิน : ประสานขอสนับสนุน “เรือหลวงปันหยี” เจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์จากฐานทัพเรือพังงา ผ่านศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) สำหรับกรณีเกิดการรั่วไหลในปริมาณมาก

4.ดำเนินคดีตามกฎหมาย : ตำรวจสถานีตำรวจภูธรคุระบุรี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น ฐานความผิดตามที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อหาพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารเรือและการเข้าออกประเทศ ในส่วนของประประเมินมูลค่าความเสียหายต่อทรัพยากร อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ร่วมมือกับกรมทรัพยากรชายฝั่ง และศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต ทำการเก็บข้อมูลความเสียหายประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษแก่เจ้าของเรือลำดังกล่าว

5.แนวทางฟื้นฟูทรัพยากรใต้น้ำ : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 2 จังหวัดภูเก็ต นักวิชาการทางทะเล และกลุ่มภาคีเครือข่ายนักดำน้ำ ร่วมกันสำรวจสภาพความเสียหายของทรัพยากรใต้น้ำอย่างละเอียด พร้อมเก็บขยะที่ปลิวจากเรือ (กระดาษลัง เศษผ้า ยางรถบรรทุก สายยาง) และดำเนินการประกาศปิดพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นฟู

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติภารกิจกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่

ทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ด้านนอกดูเหมือนปะการังปกติ แต่โครงสร้างหินปูนข้างในเป็นสีฟ้า/น้ำเงิน ปะการังชนิดนี้ไม่ใช่ปะการังปกติ เพราะเป็นญาติกับปะการังอ่อนและกัลปังหา (octocaral) มากกว่าปะการัง (hexacoral) จะเรียกว่าเป็นปะการังอ่อนกลุ่มเดียวที่สร้างโครงสร่างแข็งเป็นหินปูนก็ว่าได้

ปะการังสีน้ำเงินเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังคงมีชีวิต ลักษณะคล้ายเดิมตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ (70-60 ล้านปีก่อน) แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ปะการังชนิดนี้พบเฉพาะเขตอินโดแปซิฟิก และพบบางที่เท่านั้น ในเมืองไทยที่พอมีเป็นดงคือเกาะสิมิลัน เกาะตาชัย และเกาะสุรินทร์ แถมยังไม่ได้มีเยอะทุกอ่าว ที่เกาะสุรินทร์เจอกันจริงจังคืออ่าวจากและเกาะสต็อร์ค

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า หากจะบอกว่าในทะเลไทยยุคนี้ มีดงปะการังสีน้ำเงิน เหลืออยู่ไม่เกิน 10 แห่ง พูดได้เต็มปากเลย แม้ในระดับโลก ปะการังสีน้ำเงินก็หายาก ถึงขั้นที่องค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (IUCN) ตั้งสถานภาพให้ว่าถูกคุกคาม ซึ่งปะการังทั่วไปไม่มีสถานภาพนี้เลยยังอยู่ใน CITES Appendix
สำหรับเมืองไทย เหตุการณ์ที่ปะการังสีน้ำเงินเสียหายรุนแรงคือกรณีการท่องเที่ยวเกาะตาชัย เป็นหนึ่งในสาเหตุที่กรรมการที่ปรึกษาอุทยานตัดสินใจเสนอปิดเกาะเมื่อ 9 ปีก่อน

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า สำหรับกรณีเกาะสุรินทร์ กรมอุทยานประเมินขั้นต้นว่าพื้นที่เสียหาย 150 ตร.ม. ปะการังสีน้ำเงินเสียหายมากสุดถึง 80% โดยเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เคยประเมินตัวเลขความเสียหายของปะการังทั่วไปตารางเมตรละ 4 หมื่นบาท แต่นั่นเป็นปะการังทั่วไป ไม่ใช่ปะการังสีน้ำเงินที่หายากที่สุด ทั้งนี้เราไม่เคยปลูกหรือฟื้นฟูปะการังชนิดนี้ ด้วยเหตุผลว่ามันยากมากๆ และโตช้ามากๆ ขนาดปะการังปกติที่โตช้าแล้ว ปะการังสีน้ำเงินโตช้ายิ่งกว่า กรณีศึกษาใกล้เคียงสุดคงเป็นเกาะตาชัย 9 ปีผ่านไป เห็นความเปลี่ยนแปลงหน่อยเดียวเท่านั้น

“ยังนึกไม่ออกเลยว่า เราจะฟื้นฟูมันอย่างไรดี ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บอกตรงๆ ว่าได้แต่นั่งมองเงินเศร้าๆ แต่เราไม่สามารถเอาทรัพยากรชนิดนี้ที่หายากที่สุดในโลกกลับคืนมาได้อีกแล้ว” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรือพม่าเกยตื้น ปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ธรณ์ ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...