โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยเปิดอก “นพ.สรณ” ภารกิจร้อนแสนล้าน อรหันต์ กสทช.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ธ.ค. 2565 เวลา 05.57 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2565 เวลา 05.57 น.

สัมภาษณ์

นั่งทำงานมากว่าครึ่งปี สำหรับ 5 กสทช.ชุดปัจจุบัน (คนที่ 6 เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างสรรหาอีก 1) ท่ามกลางภารกิจร้อน นับตั้งแต่การพิจารณาดีลควบรวมระหว่างกลุ่มทรู-ดีแทค มาจนถึงกรณีล่าสุด “บอลโลก 2022 (รอบสุดท้าย)”

แม้ว่า กสทช.จะมีส่วนสำคัญทำให้คนไทยไม่พลาดศึกบอลโลกรอบสุดท้าย ในฐานะแกนนำสนับสนุนเงินก้อนโตถึง 600 ล้านบาท จน กกท.สามารถรวมเงินซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมาได้ แต่การณ์กลับกลายเป็นได้ “ก้อนหิน” มากกว่า “ดอกไม้”

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสไตล์การทำงานที่ผ่านมาของบอร์ด กสทช. เป็นไปในลักษณะ “สื่อสารทางเดียว” กล่าวคือจะมีการเปิดเผยมติที่ประชุมบอร์ด (เฉพาะในบางเรื่อง) ผ่านเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม ทั้งที่แต่ละเรื่องภายใต้ภารกิจในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ และคุ้มครองผู้บริโภคมีผลกระทบเป็นวงกว้าง

6 เดือนปรับจูนการทำงาน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายตลอดหลายเดือน ล่าสุด นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนประจำ กสทช.แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการทำงานของ กสทช. อันนำไปสู่การรับปากว่าในปีหน้าหลังการประชุมบอร์ด กสทช. อย่างน้อยเดือนละครั้งจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามเรื่องต่าง ๆ ได้ พร้อมกับอธิบายว่า เพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน จึงต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลและปรับจูนการทำงาน ทั้งระหว่างกรรมการ กสทช.ด้วยกัน และกับสำนักงาน กสทช.

“บอร์ดชุดที่แล้วอยู่มานาน ชินกับนักข่าวแล้ว ส่วนบอร์ดชุดนี้เพิ่งเข้ามาก็ต้องให้เวลา ในแง่การทำงานกับสำนักงาน กสทช.เองก็ด้วย เราเป็นคนนอกเข้ามา ซึ่งตอนนี้ 6 เดือนแล้ว ถือว่าได้รู้จักกันแล้ว”

พร้อมจัดเวทีพบสื่อเดือนละครั้ง

เมื่อถามว่าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้าง ตนคงบอกได้แต่เพียงว่าขอเวลาพูดคุยกับทีมงานก่อนแล้วจะมาแชร์ให้ฟังว่าปีหน้า 2566 จะทำอะไรอีกบ้าง

“ปีหน้าคาดว่าจะมีการประชุมบอร์ดทุก 2 อาทิตย์ จึงคิดว่าจะจัดให้มีการแถลงข่าวอย่างน้อยเดือนละครั้ง คงมีเรื่องใหญ่ ๆ ที่ต้องทำอีกเยอะ ทั้งการจัดประมูลดาวเทียม, กรณีเอไอเอส-3BB รวมถึงการกำหนดมาตรฐาน Wi-Fi 6 เป็นต้น”

ทั้งปฏิเสธว่า ที่ผ่านมาไม่เคยห้ามบอร์ด กสทช.ให้ข่าว ส่วนการเปิดเผยมติที่ประชุมบอร์ดมีกฎหมายรองรับไว้อยู่แล้วว่าอะไรได้ ไม่ได้แค่ไหน ถ้าเป็นความเห็นของ กสทช.แต่ละคนสามารถพูดได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ความเห็นของบอร์ดทั้งหมดแต่อย่างใด

เดินหน้า “เทเลเมดิซีน”

นายแพทย์สรณยังพูดถึงความตั้งใจส่วนตัวที่ทำให้ตัดสินใจสมัครเข้ามาเป็น “กสทช.” ด้วยว่า ในฐานะแพทย์ที่สนใจด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม มองว่าการจะเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขเพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและทั่วถึงทำได้ด้วยระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ซึ่ง บทบาทของ กสทช.ขับเคลื่อนผลักดันให้เป็นจริงได้ โดยประสานการทำงานร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาล

“ระบบสาธารณสุขเราต้องเปลี่ยน ถ้าผมไปทำงานกระทรวงสาธารณสุข คงเปลี่ยนไม่ได้หรอก จึงคิดว่าจะไปอยู่ตรงไหนแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้การแพทย์ดิจิไทซ์เป็นเรื่องสำคัญ คิดว่าตรงนี้อยู่นานพอที่จะทำให้เป็นจริงได้ ทำให้ระบบแพทย์ปฐมภูมิไปถึงคนไทยแต่ละคนได้ด้วยเทเลเมดิซีน”

และคาดว่าจะเริ่มเห็นในเดือน พ.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป หลังคณะทำงานเทเลเมดิซีน หรือเทเลเฮลท์ ซึ่งมีตัวแทนทั้งจากกระทรวงสาธารณสุข และ กสทช.จัดทำแผนงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“แผนเสร็จแล้วรอประสานกับกระทรวงสาธารณสุข คุยกันนัดสุดท้าย ต่อไปคนป่วยติดเตียงไม่ต้องไป รพ. แต่ให้ยาที่บ้านได้ ระบบคอมมิวนิเคชั่นดีอยู่แล้ว ถ้าทำได้จะเซฟเงิน เซฟอะไรต่าง ๆ ได้มาก เราจะใช้งบฯในโครงการ USO (บริการทั่วถึง) คาดว่าคงหลักพันล้านบาท เริ่มที่ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ก่อน เป็นอินฟราสตรักเจอร์ที่ต้องทำ ตอนนี้ กม.โทรเวชกรรม หรือการแพทย์ทางไกลก็มีแล้ว นี่คืองานที่ผมตั้งใจจะเข้ามาทำให้สำเร็จ”

ย้อนรอยปมบอลโลก

ประธาน กสทช.กล่าวถึงกรณีบอลโลก 2022 ด้วยว่า มติบอร์ด กสทช.ล่าสุดได้ให้สำนักงาน กสทช.ส่งหนังสือแจ้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ทำไว้ ซึ่งมีข้อปฏิบัติชัดเจนว่าต้องบริหารจัดการให้ทุกแพลตฟอร์มเข้าถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นไปตามกฎมัสต์แครี่ และหาก กกท.ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงก็จะต้องเรียกเงิน 600 ล้านบาทคืน

“ถ้าให้มองย้อนกลับไปเราไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างที่เขาทำ เมื่อ 8 ปีก่อน กสทช.เคยถูกสั่งให้ไปจ่ายตามคำสั่งศาลกรณีอาร์เอส เพราะมีกฎมัสต์แครี่ออกมาทีหลัง และเมื่อปีที่แล้วก็จ่ายไป 270 กว่าล้านบาท ในกรณีโอลิมปิก กับกรณีบอลโลกล่าสุด จะเริ่มการแข่ง วันที่ 21 พ.ย. แต่ กกท.มาหาเราวันที่ 1 พ.ย. ซึ่งผมก็มองว่าเขามาด้วยความสิ้นหวังว่าไม่มีตังค์ มาถึงก็จะขอเงินทั้งก้อน 1,200 ล้านบาท แต่มาลงที่ตัวเลข 600 ล้านบาทได้ เพราะเราใช้ฟอร์แมตเดิมกับตอนสนับสนุนโอลิมปิก คือคนละครึ่ง แบบนี้ เราอธิบายที่มาที่ไปได้”

นายแพทย์สรณกล่าวด้วยว่า กสทช.เคยเชิญตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลมาหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ก็ได้ความเห็นว่าอยากให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลก แต่ไม่อยากให้นำเงินกองทุน กทปส.มาจ่าย

“ทุกคนพูดแบบนี้หมด อยากดูบอลโลก แต่ไม่อยากให้จ่าย ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าอยากดูก็ต้องมีคนจ่าย ถ้าไม่มีเงินเริ่มต้นก็คงไม่มีใครเริ่ม แรก ๆ ผมไปไหนเจอใครคนเดินมาทักแล้วบอกว่า ขอบคุณที่ทำให้ได้ดูบอลโลก แต่ตอนนี้โดนด่าจากคนที่ดูไม่ได้ ผมจะไปออกสื่อว่าอย่ามาด่าผม ไปด่าคนนั้นซิก็คงไม่ใช่ คนทำงานก็แบบนี้ ถ้าไม่ทำอะไรก็จะไม่โดนอะไร ถือว่าการมีคนด่า ทำให้เรานำมาปรับแก้”

เมื่อ กสทช. ให้ไป 600 ล้าน กกท. ก็ต้องหาคนมาลงเพิ่ม ซึ่งในส่วนของ กสทช. มองว่ากฎมัสต์แครี่ คือให้กับทุกคน ทุกแพลตฟอร์ม ในเอ็มโอยูก็เขียนแบบนี้

“ไม่มีใครรู้ว่าเป็นโอกาสสำหรับบางคน เอ็มโอยูของเรากับ กกท.ชัดเจน แต่เอ็มโอยูของเขากับเอกชนรายอื่นเราไม่รู้ในฝั่งเราย้ำกับ กกท.มาตลอด”

เล็งทบทวนกฎมัสต์แครี่

ทั้งกฎมัสต์แครี่ยังเกิดขึ้นมาก่อนที่บอร์ด กสทช.ชุดปัจจุบันเข้ามา ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าอาจเร็วเกินไปที่จะบอกว่าต้องปรับแก้ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่บอร์ด กสทช.ในอดีตทำไว้มีเจตนาดีอย่างไร จึงอยากใช้คำว่าเมื่อมีปัญหาก็ต้อง “ทบทวน”

“ผมเคยทำกฎหมายมาก่อน การจะแก้ต้องดูที่มาที่ไป ไม่ใช่ชอบส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วไปแก้ทั้งหมด ซึ่งการจะทบทวนก็ต้องมีการหารือกันในบอร์ด กสทช.”

ประธานบอร์ด กสทช.ยังกล่าวถึงการพิจารณาดีลควบรวมทรู-ดีแทคด้วยว่าได้รับแรงกดดันรอบด้าน แต่ได้พิจารณาโดยยึดหลักของกฎหมายเป็นหลัก

“ขนาดมีรุ่นพี่ผมเขียนไลน์มาต่อว่าแรงมาก ซึ่งผมก็ตอบไปว่าเป็นเรื่องของ กม. ไม่เกี่ยวกับความชอบ หรือไม่ชอบใด ๆ ส่วนที่บอกว่าเอื้อเอกชน ถามว่าตรงไหนล่ะ และผมไม่ได้เป็นหนี้ใครนะ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...