โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การมีลูก มีผัว (เมีย) ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นการมุ้งที่รัฐสอดส่อง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ธ.ค. 2565 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2565 เวลา 10.22 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - คู่สมรสของอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเข้าพิธีสมรสหมู่ของชาติ พ.ศ. 2487 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ในทศวรรษ 2480 รัฐบาลสร้าง “ประเทศไทย” ขึ้นใหม่ ไม่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หากยังมีความหวังสูงสุดคือ การเป็นชาติมหาอำนาจ ตามนโยบายของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปัจจัยหนึ่งที่รัฐเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการขึ้นเป็นมหาอำนาจ การเพิ่มประชากร และประชากรที่เพิ่มขึ้นต้องมีคุณภาพ ซึ่งการจะเกิดผลลัพธ์ดังกล่าวได้ ต้องเริ่มจากผู้ชาย-หญิง, การแต่งงาน, การมีบุตร ฯลฯ

รัฐบาลจึงเข้ามาแทรกแซง “เรื่องในมุ้ง” ของประชาชน

เรื่องนี้ ภิญญพันธ์ พจนะลาวัณย์ เรียบเรียงไว้ใน “ประวัติศาสตร์สำเหนียก” (สนพ.มติชน, กรกฎาคม 2561) ซึ่งในที่นี้คัดย่อมาเพียงบางส่วน ดังต่อไปนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

รัฐให้นิยามเกี่ยวกับความงามของทรวดทรวงผู้ชาย-ผู้หญิงที่เปลี่ยนไป…เรือนร่างที่สูงระหง เอวคอด ผิวเนื้อขาวเหลือง ไม่ได้เป็นจริตความงามของรัฐอีกต่อไป ร่างกายที่กำยำ ล่ำสัน อกผายไหล่ผึ่ง ทำงานได้หนักและเบา ร้อนและหนาวแดดและฝนต่างหาก ที่เป็นนิยามความงามแบบใหม่ [1]

สิ่งเหล่านี้ได้ฉายสะท้อนให้เห็นในพื้นที่สาธารณะ ด้วยการจัดประกวดชายฉกรรจ์ ในวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน 2483 ณ ท้องสนามหลวง ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดต้องมีสัญชาติไทยอายุ 20 ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวไทยในการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพดีและทำให้งานปีใหม่ครึกครื้น ปรากฏว่ามีการจัดประกวดแบบนี้ในงานต่างๆ เช่น งานวัด ตลาดนัด ใช้เกณฑ์การตัดสินเดียวกัน

แสดงถึงความนิยมและแพร่หลายในระดับหนึ่งอีกด้วย [2] ให้ความนิยามใหม่ว่า เรือนร่างสตรีเพศที่ไม่ใช่คนเอวบางร่างน้อย แต่เปลี่ยนมุมมองไปสู่ความต้องการ “คนงามแข็งแรงที่มีสุขภาพมั่นคง” ได้มีการวางเกณฑ์และมาตรฐานเรือนร่างในการประกวดนางงามดังนี้ [3]

“มีความสูงอย่างน้อย 156 เซนติเมตร (5 ฟุต 1 1/2 นิ้ว) ขึ้นไป (วัดโดยไม่สวมรองเท้า) มีน้ำหนักประมาณ 50-53 กิโลกรัม ขนาดรอบอกกว้าง 81 เซนติเมตร รอบเอว 63 เซนติเมตร รอบสะโพก 84 เซนติเมตร รอบคอ 32 เซนติเมตร รอบน่อง 32 เซนติเมตร นอกจากมาตรฐาน ตัวอย่างซึ่งคำนวณให้ได้ส่วนตามความสูง 156 เซนติเมตร ดังกล่าว หากสตรีใดมีความสูงกว่า 156 เซนติเมตร สัดส่วนก็ควรเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เมื่อได้มาตรฐานสัดส่วนของร่างกายแล้วก็คงต้องพิจารณาถึงหลักสุขภาพต่อไป เช่น จะต้องดูว่าทรวดทรงผิดปกติ หลังโก่ง ไหล่ห่อ แข้งขาคด ประการใดบ้าง…

อ้าปากและตรวจฟันว่าเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามธรรมชาติหรือไม่ ผุ เหยเก ตัดหรือเปล่า ควรพิจารณาว่านางงามต้องมีฟันสมบูรณ์ตามธรรมชาติ (ไม่ใช่ใส่ฟัน เลี่ยมฟัน หรือมีฟันห่าง) ผิวพรรณและผมขอให้พิจารณาโดยละเอียดว่ามีโรคเกี่ยวแก่ผิวหนังหรือไม่

เมื่อผ่านหลักสุขภาพมาได้แล้ว จึงควรพิจารณาในแง่ความงามตามศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมต่อไป”

น่าคิดเช่นกันว่า ภายใต้มาตรฐานดังกล่าว จะทำให้สาวๆ ในปัจจุบันจะเห็นเป็นเช่นไร ในเมื่ออุดมคติเกี่ยวกับความงามได้เปลี่ยนแล้ว

การสมรส การมุ้งภายใต้การสอดส่องของรัฐ

การสมรสและสร้างครอบครัวนั้นมองโดยผิวเผินจะเห็นว่าเป็นความพึงพอใจระหว่างครอบครัวฝ่ายชาย-หญิง หรือบนพื้นฐานความรักแบบปัจเจกชนระหว่างผู้หญิง-ผู้ชาย แต่การณ์มิได้เป็นเช่นนั้น รัฐได้แทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัว ในฐานะผู้ปรารถนาดี รัฐได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้แต่งงานสร้างครอบครัว

พระยาอนุมานราชธนได้อธิบายในเชิงวัฒนธรรมโดยการตั้งข้อสังเกตเรื่องสินสอดทองหมั้นว่า ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมที่สูงส่งของชาติเรา อย่าให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดว่าเป็นการซื้อขายลูกสาว สอดคล้องแนวทางของรัฐบาลที่เรียกร้องให้ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดทองหมั้นแต่น้อยมิให้เป็นอุปสรรคต่อชายโสดในการทำการสมรส [1]

หนังสือ ประตูทองสู่ชีวิตวิวาห์ เป็นหนังสือที่นำเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตสมรสและแนวทางแก้ปัญหาชีวิตสมรส แสดงให้เห็นว่าชีวิตสมรสมีส่วนทำให้บุคคลมีความก้าวหน้าหรือเสื่อมลง และยังมีส่วนในการสร้างชาติผ่านการเพาะพลเมือง [5] รวมไปถึงการที่รัฐออกประกาศสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเรื่อง “วัธนธัมผัวเมีย” ชี้ให้เห็นว่าชีวิตคู่มีความสำคัญที่สุด สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันครอบครัวและประชากร ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณอันจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติ [6]

หลังจากตั้งกระทรวงสาธารณสุขในปี 2485 รัฐก็ทำการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรสขึ้นในกระทรวงเพื่อความสะดวกในการสมรส ชี้แนะเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนสมรส รวมไปถึงการกำหนดพิธีสมรสมากคู่ในคราวเดียวซึ่งจะกล่าวต่อไป [7] รัฐยังได้จัดหาลู่ทางให้ชายและหญิงพบปะกัน โดยจัดตั้งสำนักงานสื่อสมรส ภารกิจดังกล่าวจึงไม่แตกต่างจาก “มาลัยเสี่ยงรัก” ที่จับคู่ให้หญิงสาวชายหนุ่มได้มีโอกาสพบรักกัน

แต่สำนักงานสื่อสมรสงอกเงยด้วยคติพจน์ที่ว่า ทุกคนมีหน้าที่สร้างชาติ การสมรสเป็นการสร้างชาติ สมรสเมื่อวัยหนุ่มสาวทำให้ชาติเจริญ การสมรสที่มีหลักฐานสร้างความมั่นคงแก่ชาติ และคู่สมรสที่มีสุขภาพดีทำให้ชาติแข็งแรง [8]

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเชิงบังคับเพื่อผูกมัดให้หนุ่มโสดทั้งหลายต้องรีบแต่งงาน ด้วยการออกพระราชบัญญัติภาษีคนโสด พ.ศ. 2487 จัดเก็บบุคคลที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป อยู่นอกเหนือจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งชายโสดต้องเสียเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย แต่ยกเว้นเก็บภาษีหญิงโสด [9]

นอกเหนือไปจากความสุขในหน่วยการผลิตที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว รัฐยังให้คำแนะนำในการเลือกคู่ครองผ่านความคิดเกี่ยวกับเรือนร่าง พันธุกรรม และสุขภาพที่แข็งแรงมั่นคงว่า

“หากเห็นความสำคัญของกรรมพันธุ์แล้ว ก็ควรจะเห็นความสำคัญของการเลือกคู่แต่งงานด้วย ไม่ควรจะแต่งกับบุคคลที่เป็นโรคด้วยความสงสาร หรือชอบพอในคุณสมบัติอะไรก็ตามซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยพิบัติและจะเป็นผลร้าย น่าจะคำนึงถึงประเทศชาติ เพื่อความร่วมมือในการสร้างชาติต่อไป” [10]

ดังนั้นบุคคลผู้มีโรคพันธุกรรมหรือพิการแต่กำเนิดจึงไม่ควรสืบพันธุ์ต่อไปในสายตาของรัฐ [11]

และยังให้ความสำคัญกับโรคที่เป็นอันตรายต่อคู่สมรส คุกคามต่อความสมบูรณ์ของเรือนร่าง อาทิ กามโรค เนื่องจากสามารถแพร่กระจายไปทั่วประเทศ และเด็กที่ติดเชื้อนั้นหากไม่แท้ง ก็คลอดมาตาย ไม่ก็ทุพพลภาพ หรือปัญญาทราม [12]

เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญของช่วงอายุที่เหมาะสมในการแต่งงานซึ่งจะมีผลต่อการให้กำเนิดบุตรของชายอยู่ที่ 20-30 ปี ในเพศหญิงอยู่ที่ 18-25 ปี [13] และสิ่งที่สะท้อนความห่วงใยของรัฐคือการจัดทำ คู่มือสมรส เผยแพร่ แนะนำข้อปฏิบัติก่อนการสมรสราวๆ ปี 2486 [14]

การควบคุมแทรกแซงของรัฐโดยมีความพยายามที่จะตรากฎหมายเพื่อบังคับให้คู่สมรสรับการตรวจทางการแพทย์ และได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนจึงทำการสมรสได้ แพทย์จะต้องทำการตรวจโรคทางพันธุกรรมที่อาจเป็นอันตราย ถ้าเป็นโรคที่บำบัดให้หายได้ก็ให้ระงับการสมรสไว้ชั่วระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัด หากไม่สามารถบำบัดให้หายได้ก็มิอาจสมรสได้ [15]

ผู้หญิงกับความคาดหวังในการเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ

ในวัยเจริญพันธุ์ทั้งชายและหญิงต่างถูกคาดหวังที่จะเป็นหน่วยการผลิตพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ ในสังคมไทยที่ชายมักเป็นใหญ่และให้คุณค่ากับพื้นที่ของผู้หญิงจำกัดอยู่ในครัวเรือนยิ่งทำให้ความคิดลงรอยกันกับการบำรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มุ่งให้ผลผลิตมีคุณภาพ และผู้หญิงก็นับเป็นเครื่องจักรสำคัญในการผลิตพลเมือง

มีการบันทึกไว้ถึงความคิดของนายเอื้อง แก้วภักดี พลเมืองจังหวัดนครปฐมที่เห็นว่า ผู้หญิงเป็น “แหล่งผลิตพลเมือง” โดยยกตัวอย่างว่าแม้มีชายสิบคน หญิงหนึ่งคนก็สามารถเพิ่มพลเมืองได้คนเดียวในหนึ่งปี ผิดกับหญิงสิบคน ชายหนึ่งคนก็อาจเพิ่มพลเมืองได้ถึงสิบคนในหนึ่งปี นายเอื้องยกเหตุผลมาโต้เถียงในกรณีที่รัฐมีนโยบายจะเอาทหารหญิงออกรบ ซึ่งจะส่งผลต่อการ “สร้างชาติ” และอาจทำให้ถูกกลืนชาติโดยง่าย [16]

ส่วนนายบุรี ลักสนพรหม พลเมืองจังหวัดพระนครแสดงความเห็นว่า จากผลการสำรวจสำมะโนครัวปี พ.ศ. 2480 หญิงมีจำนวนมากกว่าชาย มีหญิงมิได้สมรสเป็นจำนวนมาก เขาเห็นว่าทำให้ไม่มีโอกาส “ช่วยชาติบ้านเมือง” และกล่าวหาหญิงที่ไม่ได้สมรสว่าบางรายยังเสียคนเป็นภัยสังคมเพราะขาดผู้อุปการะดูแล จึงควรยอมให้ชายสมรสกับหญิงได้หลายคน โดยพิจารณาจากรายได้ว่าสามารถจะสมรสได้กี่คน [17]

………..

รัฐยังได้แจกโปรโมชั่นสวัสดิการทางสังคมให้กับคู่สมรสด้วย เช่น สามารถกู้เงินเกินเงินฝากร้อยละ 50, รัฐจะยกเงินค่าเล่าเรียนให้ลูกคนแรกของคู่สมรสทุกคู่ที่ได้ประกอบพิธีให้ ให้เข้าเรียนจนถึงชั้น ม.6, บริษัทสหสินิมา จำกัด อนุญาตให้คู่สมรสทุกคู่ดูหนังที่อยู่ในเครือฟรีทุกโปรแกรม โปรแกรมละ 1 ครั้งเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่ลงทะเบียนสมรส, สตรีมีครรภ์ยังได้สิทธิพิเศษลดค่าโดยสารรถไฟและรถประจำทางของเทศบาล ฯลฯ เกิดอะไรขึ้น เมื่อการมีลูก มีผัว/เมีย ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นวาระแห่งชาติ [18]

ในทางกลับกันความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด ถูกรัฐปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรรม รัฐพยายามที่จะปิดพื้นที่ไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การขยายจํานวนประชากร ถึงขนาดมีการควบคุมเช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษ การสั่งซื้อยาคุมกำเนิดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน และการนำไปใช้ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์สั่งจ่ายเป็นรายๆ ไป [19]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ก้องสกุล กวินรวีกุล, การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2481-2487, วิทยานิพนธ์หลักสูตร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545, น. 34

[2] เรื่องเดียวกัน, น. 111.

[3] ดูรายละเอียดมาตรฐานหญิงงามได้ใน เรื่องเดียวกัน, น. 112-115.

[4] เรื่องเดียวกัน, น.44-45.

[5] เรื่องเดียวกัน, น. 45-46.

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 46.

[7] เรื่องเดียวกัน, น. 42.

[8] เรื่องเดียวกัน, น. 42-43.

[9] เรื่องเดียวกัน, น. 46

[10] ประชาชาติ, (13 ตุลาคม 2481) อ้างใน ก้องสกุล กวินรวีกุล, การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2481-2487, น. 33.

[11] เรื่องเดียวกัน, น. 35.

[12] เรื่องเดียวกัน, น. 36.

[13] เรื่องเดียวกัน, น. 38.

[14] เรื่องเดียวกัน, น. 35-36.

[15] อย่างไรก็ตาม ก้องสกุลได้อธิบายไว้อย่างคลุมเครือว่ามาตรการ ดังกล่าวถูกนํามาใช้จริงหรือไม่ ด้วยกฎหมายใด เนื่องจากเพียงทำการยกตัวอย่างจากเยอรมนีที่ได้ทําการใช้มาตั้งแต่ปี 1935/2478 ดูใน เรื่องเดียวกัน, น. 35.

[16] กจช., สร. 0201.25/919 ความเห็นนายเอื้อง แก้วภักดี เรื่องการเพิ่มพลเมือง พ.ศ. 2485 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 39-40.

[17] กจช., สร. 0201.25/1034 บุรี ลักสนพรหม เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ พ.ศ. 2486 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 40.

[18] เรื่องเดียวกัน, น. 43.

[19] เรื่องเดียวกัน, น. 54.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...