“อัสสเดช คงสิริ” เอ็มดี ตลท. คนใหม่พร้อมทำงาน “เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม” ดันหุ้นไทยเป็น Listing Hub
“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯคนใหม่ ประกาศพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ดันตลาดหุ้นไทยเป็น Listing Hub
วันที่ 2 ต.ค.2567 นายอัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนใหม่ พบสื่อครั้งแรก พร้อมประกาศความตั้งใจพร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทำงานเพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ส่งเสริมคุณภาพบริษัทจดทะเบียน สร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนความยั่งยืน พร้อมดูแลผู้ลงทุน
นอกจากนี้เตรียมนำแผนกลยุทธ์ 3 ปีเข้าบอร์ดปลายเดือนต.ค.นี้ มองหุ้นไทยปลายปีมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องอานิสงส์จากกองทุนวายุภักษ์ กองทุนTESG และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
“ผมเริ่มเข้ามาทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับคำแนะนำที่ดีจากดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 13”
นายอัสสเดช กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานว่า มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เติบโต สร้างความน่าสนใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนทุกคน โดยมี 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- การทำให้ตลาดทุนไทยเป็นการลงทุนเพื่อส่วนรวม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ตลาดทุนไทยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย และทุกคนที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังเสียงจากหลายด้าน เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ฯให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การสร้างความเท่าเทียม เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของทุกคน ทั้งนักลงทุน และภาคธุรกิจ ในการที่ใช้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเครื่องมือในการระดมทุน และการลงทุน โดยจะมีการเปิดกว้างมากขึ้นในการให้โอกาสทุกคนสามารถเข้าถึงตลาดทุนไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการผลักดันออกมา
สำหรับรายละเอียดของการพัฒนาตลาดทุนมี 5 ด้าน ได้แก่
- สมดุลเท่าเทียม (Fairness)
- เข้าถึง ทั่วถึง (Inclusiveness)
- ตอบโจทย์อนาคต แข่งขันได้ (Re-imagine)
- รับโอกาสและความท้ายจากกระแสความยั่งยืน (Sustainability)
- เสริมความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย (Trust & Confidence)
“ตลท.ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำให้กระบวนการทำงานเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น สามารถเร่งรัดได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ลงทุน และทำให้ผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงการหาแนวทางการลดความเสี่ยงต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์”
นายอัสสเดช กล่าวว่า ภายหลังการรับหน้าที่กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเรื่องที่ต้องการทำเป็นอย่างแรก คือ“การสื่อสาร” เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนที่ถูกหลอกให้ลงทุนและขาดทุนเป็นจำนวนมาก จึงอยากจะพัฒนาการสื่อสารและการ Take action ให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างรวดเร็วและอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมกับนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำให้การสื่อสารของตลท. สามารถสื่อไปถึงผู้ลงทุนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
ด้านการสร้างความเชื่อมั่นนั้น ตลท.ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้กระบวนการทำงานต่างๆเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น สามารถเร่งรัดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ลงทุน และทำให้ผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงการหาแนวทางการลดความเสี่ยงต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นในการลงทุน
ด้านโอกาสด้านการเข้าถึงตลาดทุนอย่างเท่าเทียม มองว่าในด้านการลงทุนจะต้องมีความเท่าเทียมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือในการลงทุน ซึ่งมองว่าที่ผ่านมาตลท.และ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการออกมาตรการกำกับการใช้เครื่องมือต่างๆออกมา เช่น เกณฑ์ uptick rule การควบคุมการ HFT และการใช้ระบบ Auction ในการซื้อขายหุ้น ซึ่งได้ผลที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องติดตามประสิทธิภาพของเกณฑ์ที่ออกมาในระยะต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมองว่าเป็นสาเหตุ คือ พฤติกรรมการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของนักลงทุนแต่ละคน ที่มีพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างกัน
ส่วนการยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เน้นการสร้างมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น ทั้งการเพิ่มผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น ( ROE) และผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ ( ROA) การทำให้งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และให้ผลตอบแทนที่ดีกับผู้ลงทุน
“ยอมรับว่ามีบจ. หลายบริษัทที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ผ่านการลงทุน และการคิดนอกกรอบ ในการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งตลาดหลักทรัพยฯ จะส่งเสริมในเรื่องนี้ รวมถึงการมองหาธุรกิจที่เป็น New Economy เพื่อสร้างความน่าสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นไทย”
ด้านการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่จะเพิ่มเข้ามา จากเดิมที่มีการให้บริการ TFEX, Option, DR และ DRx นั้น มองว่ายังมีสินทรัพย์อื่นๆที่นักลงทุนไทยมีความสนใจ เช่น การทำ Option ของทองคำ ซึ่งผู้ลงทุนไทยให้ความสนใจในการลงทุนค่อนข้างมาก ทำให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะมีการศึกษานำมาพัฒนาในระยะต่อไป
รวมถึงการดึงดูดบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนให้เข้ามาระดมทุน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการระดมทุนของภูมิภาค (Listing Hub) ซึ่งตลาดทุนไทยถือเป็นตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค
สำหรับมุมมองที่มีต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ นายอัสสเดช กล่าวว่า หุ้นไทยเริ่มมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์บวกจากเม็ดเงินของกองทุนวายุภักษ์ที่เข้ามาและในปลายนี้จะมีเม็ดเงินจากกองทุน TESG เข้ามาเสริม
อีกทั้งปัจจุบันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนต่างๆออกมาได้ต่อเนื่อง ช่วยหนุนต่อเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนต่อตลาดหุ้นไทย แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะมีความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาก็ตาม
นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ( 2568-2570) อย่างเป็นทางการภายในปลายเดือน พ.ย.นี้ ปัจจุบันตนและทีมผู้บริหาร ตลท.อยู่ระหว่างจัดทำแผนงานและแนวความคิดเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท. พิจารณาอนุมัติต่อไป โดยคาดว่าจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมบอร์ดปลายเดือน ต.ค.นี้
นายอัสสเดช กล่าวในตอนท้ายว่า “ทุกคนในตลาดทุนมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป ทั้งมุมมองและข้อมูลที่ต่างกัน แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจให้ตลาดทุนไทยพัฒนาต่อไป และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ไม่ว่ามุมมองของใครจะแตกต่างกัน โดยมีผู้ใหญ่สอนไว้ ว่า การฟัง ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ขอน้อมรับทุกคำแนะนำมาเป็นแรงผลักดันในการทำงานให้กับตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป”
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่ 📌